ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 974 ต่อว่ามารดาว่าเป็นหญิงไม่ดี
บทที่ 974 ต่อว่ามารดาว่าเป็นหญิงไม่ดี
จูปาเม่ยมองบิดารีบเร่งออกไปจากบ้าน อยู่ ๆ ก็รู้สึกคล้ายเห็นใครบางคนกำลัง ‘หลบหนี’
นางอยากจะหัวเราะ เขาจะไม่หนีไปได้อย่างไร
สมน้ำหน้าแล้วที่มาหาเรื่องนาง!
“ชั้นเรียนวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง” เย่อวี๋หรานถามถึงชั้นเรียนหนังสือด้วยเสียงเรียบเรื่อยราวกับไม่รับรู้บรรยากาศมาคุระหว่างพ่อลูก
“เรียบร้อยดี เมื่อวานข้าให้พวกเขาเรียนนอกห้องเรียน วันนี้เราเพียงสอนในชั้นเรียนกัน…” จูปาเม่ยอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนให้ฟังอย่างชัดเจน
เย่อวี๋หรานช่วยสรุปแล้วชี้แนะเพิ่มเติมเพื่ออุดช่องโหว่
นางยิ้มก่อนกล่าวชมลูกสาว บอกว่านับวันยิ่งมีเค้าอาจารย์มากขึ้น ต้องเป็นอาจารย์หญิงที่โดดเด่นได้อย่างแน่นอน
จูปาเม่ยยิ้มยิงฟัน “ท่านแม่ อย่าชมข้าเลย ข้าไม่รู้ว่าบอกว่าข้าเป็นอาจารย์จะกล่าวเกินจริงหรือไม่ ข้าเพียงสอนหนังสือในหมู่บ้าน หากออกจากหมู่บ้านสกุลจูจริงจะมีใครยอมรับว่าข้าเป็นอาจารย์หรือไม่”
“ทำไมจะไม่ยอมรับ เจ้าสอนหนังสือได้ดีเพียงนี้ ผู้อื่นมีแต่จะเร่งส่งลูกมาเรียนกับเจ้า”
“ตั้งแต่ครั้งโบราณ ไม่มีสตรีคนใดได้เป็นอาจารย์ ข้าไม่โง่นะเจ้าคะ”
“ใครบอกว่าไม่มีอาจารย์หญิง” เย่อวี๋หรานปั้นหน้าก่อนบอก “เพียงแค่ธรรมเนียมสกุลจูถูกกำหนดโดยบุรุษในภายหลัง พวกเขากลัวว่าสตรีจะมีบทบาทและเหนือกว่าพวกเขา จึงกำหนดให้ผู้หญิงอยู่แต่ในบ้าน ไม่อาจศึกษาเล่าเรียนได้ สิ่งสำคัญเดียวคือการให้ผู้ชายได้มีอำนาจ…”
นางต้องการเล่าเรื่องจักรพรรดิหญิงและกวีหญิงในประวัติศาสตร์ ทว่าน่าเสียดายที่ไม่มีเรื่องเหล่านี้ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม นางเองก็ไม่แม่นยำประวัติศาสตร์นัก จะสามารถปั้นเรื่องมาหลอกลวงลูกสาวได้อย่างไร
ตอนนี้ทำเช่นนั้นไป แต่เมื่อเวลาผ่านไปแล้วจูปาเม่ยไปพบเจอและพูดคุยกับผู้อื่นในภายหลังคงไม่ดี…
เมื่อไม่อาจระบุชื่อเพื่อพิสูจน์ได้ นางจึงเพียงบอกว่าผู้หญิงก็มีความสามารถและโลกไม่สามารถดำเนินต่อไปได้หากขาดผู้หญิง
จูปาเม่ยฟังเรื่องคลุมเครือนั้นแล้วสับสน แม้คิดว่ามารดาพูดสมเหตุสมผลแต่ยังรู้สึกว่าสิ่งที่มารดาพูดต่างจากคนอื่น สุดท้ายจึงไม่เข้าใจว่าสิ่งใดถูกต้องกันแน่
ทว่ามันไม่สำคัญ อย่างไรเสียนางก็ไม่ต้องการเป็นอาจารย์หญิง ตอนนี้เพียงแค่ทำคลายเบื่อเท่านั้น
หลังพูดคุยสัพเพเหระ นางก็เกือบลืมว่ามาที่นี่ด้วยเหตุใด
เย่อวี๋หรานหัวเราะเมื่อได้ยิน “พี่สะใภ้สี่เจ้าบอกมาอย่างนั้นหรือ ดูเหมือนเจ้าจะถูกนางหลอกใช้อีกแล้ว”
จูปาเม่ยชะงัก “หา? พี่สะใภ้หลอกใช้ข้าอีกแล้วหรือ ได้อย่างไร นางไม่ได้ทำนี่นา… นางจะทำเพื่ออะไรกัน”
เย่อวี๋หรานชี้ตนเอง
อีกฝ่ายยิ่งงุนงง
“เพื่อให้คำใบ้เจ้า เจ้ามาหาข้าเพื่อใครกัน”
“เพราะพี่สะใภ้สี่บอกว่า…” จูปาเม่ยพลันนึกได้ “ข้า… ข้าถูกนางหลอกใช้เสียแล้ว ข้าว่าแล้วเชียว ทำไมอยู่ ๆ นางถึงได้มาพูดเรื่องนี้กับข้า ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้…”
นางไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
เมื่อครั้งที่นางถูกพี่สะใภ้สี่ ‘หลอกใช้’ ครั้งแรกนางโกรธมาก นางจึงได้เตรียมการค่อย ‘หลอกใช้’ กลับ ข้ากับท่านผลัดกันได้ที นางพลันรู้สึกว่า ‘เล่ห์กล’ นี้น่าสนใจนัก
แทนที่จะโกรธพี่สะใภ้ นางอาจพอได้เรียนรู้เล่ห์กลเหล่านี้จากอีกฝ่ายได้
“ท่านแม่ ท่านเป็นคนดีจึงไม่โกรธ หากเป็นแม่สามีคนอื่นคงโกรธที่เห็นลูกสะใภ้หลอกใช้ลูกสาวตนเองเช่นนี้” จูปาเม่ยบอกพลางยกยิ้ม “คราวนี้ข้าคงต้องโทษตนเอง เพราะข้าร้อนใจเกินไป อยากจะรู้เหตุผลโดยเร็ว ไม่เช่นนั้นคงไม่ตกหลุมพราง”
“ข้าไม่โกรธเพราะนางไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อเจ้า แม้นางจะเคยหลอกใช้เจ้า มันก็ไม่ได้ทำให้เสียหาย อีกทั้งเจ้ายังได้เรียนรู้จากนางแล้วนำมาปรับใช้… อยู่บ้านไม่เป็นไร เกิดอะไรขึ้นยังมีข้าคอยจับตามองเจ้าจึงไม่เสียหาย แต่ต่อไปเมื่อเจ้าออกจากบ้านไป ไม่มีข้าอยู่ดูแลแล้วเจ้าจงระมัดระวัง หากไม่เรียนรู้เรื่องเหล่านี้ด้วยตัวเจ้าเอง เมื่อถึงคราวนั้นเจ้าจะเดือดร้อนหนัก” เย่อวี๋หรานคว้ามือลูกสาวพลางบอกอย่างอ่อนโยน “ข้าไม่ต้องการให้เจ้าเดือดร้อนด้วยเรื่องพรรค์นี้ในภายภาคหน้า”
“ท่านแม่…” จูปาเม่ยอดที่จะออดอ้อนไม่ได้ นางเอ่ยเสียงหวานปานน้ำตาลเคลือบ ทำเอาคนฟังใจระทวย
เย่อวี๋หรานยิ้ม ยิ่งรู้สึกดีที่ได้เลี้ยงลูกสาวที่ทั้งเรียบร้อยและอ่อนโยน บางครั้งอ่อนโยนเกินไปจนใจอ่อนยวบ
แน่นอนว่าบางครั้งก็ทำตัวน่าโมโหจนปวดประสาท อย่างที่เคยเป็นมาก่อนหน้านี้
“เจ้าไม่ต้องห่วงเรื่องพี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้า แม้ข้าจะยังหาทางจัดการไม่ได้ แต่นางต้องถูกลงโทษแน่นอน ไม่อย่างนั้นคนอื่นจะเอาเป็นเยี่ยงอย่าง ต่อไปข้าจะอยู่เป็นสุขได้อย่างไร” เย่อวี๋หรานกุมมือจูปาเม่ยพร้อมบอกด้วยท่าทีใจเย็น “มีคนในบ้านมากหมายความว่ามีสายตามากมายจับจ้อง ทุกคนมองมาเช่นนี้ หากจัดการสถานการณ์ผิดพลาดไปเพียงนิดจะทำให้พากันไปพูดลับหลังได้ เราทำได้เพียงยึดคำหนึ่งเอาไว้”
“‘ถามใจดูแล้วรู้ว่าไม่มีสิ่งใดให้ละอาย’ ใช่ไหม”
เย่อวี๋หรานยิ้มพลางพยักหน้า “ใช่แล้ว ทั้งยังสามารถใช้คำว่า ‘ไม่เสียใจภายหลัง’ ได้ด้วย ขอเพียงเราสามารถซื่อสัตย์กับตนเองได้ก็จะรู้ใจแน่ชัด เราไม่ฝ่าฝืนหลักการของเราก็ไม่เกิดปัญหา”
“เรื่องพี่สะใภ้ใหญ่ยุ่งยากเพียงนั้นเชียวหรือ ปกติเรื่องยุ่งยากแค่ไหนข้าก็ไม่เคยเห็นท่านแม่หวั่นใจนะเจ้าคะ”
นางเอื้อมมือไปลูบศีรษะลูกสาว “ที่ยุ่งยากไม่ใช่การจัดการกับพี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้า แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้เรื่องนี้กระทบกับต้าเป่าและเอ้อร์เป่าน้อยที่สุดต่างหาก สำหรับข้าแล้วสิ่งสำคัญไม่ใช่นาง แต่เป็นหลานชายทั้งสอง”
จูปาเม่ยอึ้งไป
แม้เรื่องนี้ดูผิวเผินเหมือนเป็นการจัดการกับพี่สะใภ้ใหญ่เพียงคนเดียว แต่นางก็เป็นแม่บังเกิดเกล้าของต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า หากจัดการแม่แล้วย่อมกระทบกับลูกชายอย่างไม่อาจเลี่ยงได้
มิน่าเล่า ท่านแม่ถึงได้ลำบากใจเช่นนี้!
“มันจะกระทบกับการศึกษาเล่าเรียนของต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าหรือ” จูปาเม่ยถาม “พี่สะใภ้สี่บอกว่าตอนเกิดเรื่อง สกุลหลิ่วยกเรื่องนี้ขึ้นมากล่าวจนท่านแม่ไม่กล้าทอดทิ้งพี่สะใภ้ใหญ่ มันคงจะกระทบกับการสอบขุนนางของพวกเขาเป็นแน่”
“ข้าไม่รู้ว่าพวกเขาจะไปได้ไกลแค่ไหน หากเพียงสอบขุนนางขั้นต้นและเป็นเจ้าหน้าที่ทางการตำแหน่งเล็กก็คงไม่ได้รับผลกระทบนัก แต่หากพวกเขาอนาคตไกลและต้องการไต่เต้าขึ้นมา แล้วมีเรื่องพรรค์ติดเป็นมลทินจะทำอย่างไร” เย่อวี๋หรานสบตาบุตรสาว “แม่ทำตัวไม่ดีแล้วจะสั่งสอนลูกชายได้อย่างไร ว่ากันว่ามังกรกำเนิดมังกร วิหคเพลิงกำเนิดวิหคเพลิง หนูเกิดมาสร้างโพรงอยู่… เมื่อแม่เป็นเช่นนั้นแล้วผู้อื่นจะเห็นพวกเขาเป็นอย่างไร ข่าวลือแพร่สะพัดรวดเร็ว หากพิสูจน์ตนเองไม่ได้คงได้ขาหัก ต่อให้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ามีปากมีเสียงแล้วจะชี้แจงเรื่องนี้ให้กระจ่างได้อย่างไร”
จูปาเม่ยนึกภาพตามแล้วส่ายหน้า
มันทำให้นางย้อนนึกถึงเมื่อครั้งที่ครอบครัวยังไม่ลืมตาอ้าปาก ทุกคนต่อว่ามารดาว่าเป็นหญิงไม่ดี กล่าวหาว่ามารดาเป็นคนไม่ดี นางจึงเป็นคนไม่ดีด้วย
ตอนนั้นนางใช้ชีวิตในหมู่บ้านอย่าง ‘ยากลำบาก’
เห็นนางเป็นลูกคนโปรดในบ้าน ต้องการสิ่งใดย่อมได้มา ทว่าเมื่อพ้นประตูบ้านออกไปแล้วนั้น…