ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 979 อะไรกัน! ข้าต้องจ่ายหรือ!
บทที่ 979 อะไรกัน! ข้าต้องจ่ายหรือ!
ในโลกของหลิ่วซื่อ นอกจากที่ดินเพียงไม่กี่หมู่ นางไม่เห็นสิ่งใดมากไปกว่านี้
เฮ้อ… เย่อวี๋หรานถอนหายใจ ครุ่นคิดว่าหากนางไม่ย้อนเวลากลับมา หากสกุลจูยังเป็นดังเดิม หลิ่วซื่ออาจเป็นลูกสะใภ้ที่ ‘ก้มหน้าก้มตาทำงานหนักโดยไม่ได้ทักท้วง’
ทันใดนั้นนางก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่เรียกว่า ‘บทลงโทษ’ นี้ แท้จริงเป็น ‘บทลงโทษ’ หรือ ‘อิสรภาพ’ ในสายตาของหลิ่วซื่อกันแน่
“ในเมื่อเจ้าต้องการแยกบ้านก็ไม่เป็นไร ข้าจะบอกเจ้าให้ว่าหลังแยกบ้านไปแล้วเจ้าจะได้อะไรบ้าง…” เย่อวี๋หรานบอกว่าตั้งใจจะยกบ้านและที่ดินให้หลิ่วซื่อ
ทั้งยังคำนวณมูลค่าต่อหน้าทุกคน
เนื่องจากหลิ่วซื่อไม่ถนัดการทำกิจการ จึงจะไม่ได้รับส่วนแบ่งจากการทำกิจการ
ด้วยเหตุนี้จึงแบ่งที่ดินให้เพิ่มอีกสองหมู่ เพื่อรับประกันว่าครอบครัวจูต้าจะไม่อดอยากต่อให้ทำเพียงการเกษตรหาเลี้ยงชีพ
แน่นอนว่าตอนนี้เข้าหน้าร้อนแล้ว และพืชผลถูกปลูกไปแล้ว รอฤดูกาลเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงแล้วค่อยนับจำนวนผลผลิตและแบ่งปันให้เท่ากัน เพาะปลูกปีหน้าค่อยให้ครอบครัวจูต้าปลูกบนที่ดินที่แบ่งให้
ยังมีสิ่งอื่น ๆ อีก
หลิ่วซื่อฟังแล้วรู้สึกดีมาก นางไม่คัดค้านแม้แต่น้อย
ทั้งยังประหลาดใจเล็กน้อย ‘ครอบครัวเราได้ส่วนแบ่งมากเพียงนี้เชียวหรือ!’
“ยังมีอีกเรื่องที่ต้องอธิบายให้ชัดเจน ในเมื่อมันเป็นการ ‘ลงโทษ’ ถึงการแบ่งที่ดินจะเริ่มตั้งแต่ปีหน้า แต่หมูและกระต่ายที่เลี้ยงไว้เริ่มแบ่งตั้งแต่ปีนี้” เย่อวี๋หรานจ้องหน้าลูกสะใภ้ใหญ่ “หลังแยกบ้านไปแล้ว นอกจากหมูที่เป็นของเจ้าเองแล้ว หมูตัวอื่น กระต่าย และไก่ตัวอื่นไม่นับเป็นของเจ้าอีกต่อไป ข้าจะให้ผู้อื่นมาดูแลแทน เรียกได้ว่าต่อไปครอบครัวเจ้าจะไม่ได้รายได้จากกิจการนี้อีก”
หลิ่วซื่อเพิ่งดีใจที่ได้ที่ดินเพิ่มอีกสองหมู่ เมื่อได้ยินเช่นนี้ก็ตกใจจนรีบเงยหน้าขึ้น “ได้อย่างไรกัน ข้าเป็นคนเลี้ยงหมูและกระต่ายพวกนั้นแท้ ๆ…”
“กระต่ายพวกนี้สกุลจูได้มาจากผู้อื่น หมูพวกนี้ก็เป็นลูกหมูที่สกุลจูซื้อมา พวกมันเป็นของสกุลจูไม่ใช่ของเจ้า”
หลิ่วซื่อ “…”
“เจ้าจะได้ส่วนแบ่งจากรายได้สิ้นปีนี้เท่านั้น ต่อไปครอบครัวเจ้าจะไม่ได้อีก แหล่งรายได้เพียงอย่างเดียวของเจ้าคือที่ดินที่ได้รับการแบ่งไป”
หลิ่วซื่อ “…”
ไม่แยกบ้านเสียยังดีกว่า เหตุใดนางถึงรู้สึกคล้ายแยกบ้านแล้วได้เงินน้อยลงมากกัน
ทว่าแม้จะเสียเงินก้อนใหญ่ไป นางก็ไม่รู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน เพียงแค่รู้สึกว่าเงิน ‘หาย’ ไปเท่านั้น
เรื่องสุดท้ายที่กล่าวถึงคือการศึกษาเล่าเรียนของต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า
ด้วยสติปัญญาของหลิ่วซื่อ นางไม่ได้คิดมาก แค่รู้สึกว่าในเมื่อสามารถใช้เงินกองกลางจ่ายค่าเล่าเรียนได้ก็ไม่มีสิ่งใดที่ต้องรับผิดชอบอีก ไม่นึกถึงเรื่องที่ลูกชายจะยังนั่งเกวียนไปเรียนได้เหมือนก่อนหรือไม่แต่อย่างใด
เมื่อเย่อวี๋หรานกล่าวถึงเรื่องนี้นางก็ได้แต่คิด ‘แม่สามีขี้เหนียวเกินไป แม้แต่เรื่องนี้ก็ต้องจ่ายหรือ’
จะให้ลูกชายนางจ่ายเองในภายหลังหรือ?
นางไม่สนใจ แม่สามีจะรับเงินจากหลานชายได้ลงเชียวหรือ?
ต้าเป่ากับเอ่อร์เป่า “…”
ใช้เวลานานกว่าจะพูดคุยเรื่องนี้กันชัดเจน
เพื่อป้องกันหลิ่วซื่อกลับคำ เย่อวี๋หรานให้อีกฝ่ายทำสัญญาเพื่อบอกว่า ‘หลังประทับลายนิ้วมือแล้วต่อไปจะปฏิบัติตามข้อตกลงนี้ ใครกล้าฝ่าฝืนอย่ามาโทษว่าข้าในฐานะแม่สามีโหดร้าย’
เย่อวี๋หรานเป่ากระดาษให้แห้งก่อนพับเก็บใส่แขนเสื้อ จูต้าเพิ่งได้สติก็หันมามองหน้านาง “ท่านแม่ ข้ายังไม่ได้ตกลงจะแยกบ้านเลย”
นางชะงัก คิดว่าเพียงโน้มน้าวหลิ่วซื่อได้จะจบเรื่องนี้อย่างราบรื่น ทว่าลืมไปว่ายังมีลูกชายคนโตอยู่
“ท่านแม่!”
“อะแฮ่ม… เอาเป็นว่าหนังสือสัญญาลงนามไปแล้ว หลังจากนี้ก็แยกบ้านกันอย่างนี้” นางกระแอมสองครั้งก่อนบอก “เจ้าใหญ่ เจ้าอยู่ต่อ ข้ามีเรื่องจะคุยด้วย”
จูอู่ที่แทะเมล็ดแตงโมดูสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ข้าง ๆ นานแล้ว “…”
ท่านแม่ ท่านตั้งท่าจะหลอกล่อพี่ใหญ่แล้วหรือ?
ไม่คิดว่าท่านทำเช่นนี้เกินเหตุไปหน่อยหรือ
พี่ใหญ่ผู้น่าสงสาร!
จูเอ้อร์ : … อยู่ ๆ พี่ใหญ่ก็ถูกตัดหางปล่อยวัดอย่างนี้หรือ!
จูซื่อ “…”
ด้านลูกสะใภ้ทั้งหลายมีปฏิกิริยาแตกต่างกันไป
หลิวซื่ออารมณ์ดีที่ในที่สุดจะได้เป็นสะใภ้ใหญ่ นางเริ่มคำนวณในใจ ‘พี่สะใภ้ใหญ่แยกบ้านไปแล้ว ปีนี้จะได้ส่วนแบ่งมากขึ้นแค่ไหน โง่เสียจริง เงินมีตรงหน้ากลับไม่คิดอยากได้…’
หลี่ซื่อไม่เข้าใจพี่สะใภ้ใหญ่นัก หากจะบอกว่านางไม่ดี แต่เจ้าตัวก็มีความสุขที่แยกบ้านไปและไม่โวยวายที่ได้เงินน้อยลงด้วยซ้ำ หากจะบอกว่านางดี นางก็เอาเรื่องไม่เป็นเรื่องมาก่อเหตุวุ่นวายได้
หลินซื่อ : … คอขาดบาดตายอย่างไรข้าก็จะไม่แยกบ้านเด็ดขาด ข้ายังต้องอาศัยแม่สามีช่วยเลี้ยงน้องสาวและหลานสาวของข้าอยู่
ความคิดในหัวทุกคนมลายหายไปเมื่อเย่อวี๋หรานโพล่งบอก “ในเมื่อแยกบ้านแล้วก็ต้องจัดการบัญชีกันใหม่ เจ้าใหญ่ วันนี้เมียเจ้ามาสร้างเรื่องเดือดร้อนที่โรงงานลวกเส้น ทำให้งานล่าช้าไป น้อง ๆ ต้องจ่ายเงินค่าแรงเพิ่มอีกครึ่งวัน เรื่องนี้เจ้าควรชดใช้ไม่ใช่หรือ?”
“แล้วครอบครัวเมียเจ้าก็ทำร้ายร่างกายสะใภ้สี่ด้วย เงินค่าหมอเจ้าก็ต้องจ่ายไม่ใช่หรือ?”
“เรื่องอาหารการกิน ต่อไปเจ้าจะทำกินเองหรือจะกินร่วมโต๊ะกับเรา หากจะกินร่วมกันเจ้าจะจ่ายเงินรายเดือน รายสิบวัน หรือรายวันดี?”
……
หลิ่วซื่อเพิ่งได้อำนาจในมือ ยังไม่ได้เชยชมมันก็ต้องตกใจ ‘อะไรกัน! ข้าต้องจ่ายด้วยหรือ!’
หลี่ซื่อรีบบอกด้วยท่าทีลิงโลด “ใช่แล้ว พี่สะใภ้ อย่าว่าแต่เรื่องค่าแรง ท่านดูหน้าข้า ครอบครัวแม่ท่านตบตีจนข้าเสียโฉมหมดแล้ว หมอชาวบ้านยังไม่กล้ารับรองว่าจะไม่ทิ้งรอยแผลเป็น ให้ข้าไปหาหมอในเมือง…”
นี่! นางเพิ่งคิดว่าแม่สามี ‘ขี้เหนียว’ ไป แต่ดูน้องสะใภ้สิ มันคือการแก้แค้นเอาคืนกันชัด ๆ
เมื่อเงินจากการขายเนื้อกระต่ายหายไป เงินส่วนแบ่งจากกองกลางก็ถูกตัด ครอบครัวจูต้าจึงไม่มี ‘แหล่งรายได้’ อื่น
เงินเล็กน้อยที่หลิ่วซื่อเก็บออมไว้ หากต้องนำไปชดใช้ค่าแรงและค่ารักษาเกรงว่าอีกไม่นานคงเหลือไม่มาก
เย่อวี๋หรานเห็นหลิ่วซื่อไม่ตอบจึงจงใจเอ่ย “เมียเจ้าใหญ่ เจ้าจะเอาอย่างไร หากไม่พูดแปลว่าเจ้าไม่คิดจะชดใช้ค่าแรงหรือ เรื่องนี้ทำไม่ได้ พี่น้องร่วมสายเลือดกันยังต้องลงบัญชีให้ชัดเจน นับประสาอะไรกับเจ้าที่เป็นเพียงสะใภ้ที่แยกบ้านไปแล้ว…”
ทันใดนั้นหลี่ซื่อก็หยิบลูกคิดออกมาคำนวณเงินที่ต้องจ่ายชดเชยค่าแรงจากงานที่ล่าช้า
เงินส่วนนี้ไม่เพียงแต่รวมค่าแรงที่จ่ายให้ชาวบ้าน แต่ยังมีค่าอาหารและวัตถุดิบที่สกุลจูใช้ ส่วนค่าแรงของคนในครอบครัวไม่ได้คิดรวมเข้าไปด้วย
“พี่สะใภ้ ข้าไม่คิดโกงท่าน ข้าใช้ค่ารักษาเท่าไหร่เมื่อถึงเวลาจะให้หมอเขียนมาให้ ท่านค่อยจ่ายตามรายการนั้น” หลี่ซื่อบอกเสียงเริงร่า
เดิมทีต้องใช้เงินตนเองรักษา พอเห็นบาดแผลแล้วนางยังกลัดกลุ้ม เมื่อผู้อื่นออกให้นางจึงไม่กลัวอีกต่อไป
ฮ่า ๆ!
ยาใดที่ว่าดีนางจะซื้อมาใช้เสีย