ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 978 ข้าเพียงต้องการใช้ชีวิตสุขสบายกับสามี
บทที่ 978 ข้าเพียงต้องการใช้ชีวิตสุขสบายกับสามี
หลิ่วซื่อใจเต้นรัว นางไม่รู้ว่าแม่สามีหมายความว่าอย่างไร
ไม่เช่นนั้นเหตุใดจึงเอ่ยว่าไม่ต้องการจะสั่งสอนนางอีกต่อไปแล้วเล่า?
จากนั้นจึงได้ยินคำของเย่อวี๋หราน “ในเมื่อข้าสั่งสอนนางให้ดีไม่ได้ก็แยกบ้านกันไปก็แล้วกัน”
คำว่า ‘แยกบ้าน’ ทำให้หลิ่วซื่อสะดุ้งตกใจ “ยะ… แยกบ้านหรือ! ท่านแม่ หมายความว่าอย่างไร… ทำไมท่านถึงต้องการแยกบ้านเจ้าคะ”
อย่าว่าแต่นางเลย แม้แต่หลิวซื่อ หลี่ซื่อ และหลินซื่อที่ไม่รู้เรื่องยังประหลาดใจ
โดยเฉพาะหลี่ซื่อที่โพล่งขึ้น “ท่านแม่ ท่านบอกเองว่าครอบครัวใดแยกบ้านไปต้องสร้างบ้านอยู่เองไม่ใช่หรือ นี่ยังไม่ได้สร้างบ้านใหม่เลย ให้แยกบ้านได้อย่างไร… ท่านแม่ ท่านไม่รักษาคำพูดของตนเองหรอกหรือ!”
“ท่านแม่ คนที่ทำผิดคือพี่สะใภ้ใหญ่ไม่ใช่เรา ทำไมต้องเหมารวมเราไปด้วย” เสียงนี้ดังจากปากหลิวซื่อ
หลินซื่อท้วง “ใช่แล้ว ท่านแม่ เราไม่ได้ทำอะไรผิด เราไม่ยอมแยกบ้านหรอกนะ”
……
หากเป็นเมื่อก่อนพวกนางคงต้องการแยกบ้าน ทว่าตอนนี้ทุกคนต่างต้องการกอดขาแม่สามีเพื่อ ‘ลืมตาอ้าปาก’ หากแยกบ้านกับแม่สามีแล้วจะยังได้รับผลประโยชน์อยู่อีกหรือ?
นอกจากหลิ่วซื่อที่ยังสับสนงุนงง เวลานี้ล้วนไม่มีใครอื่นเห็นด้วย
เมื่อเห็นทุกคนพร้อมใจกันคัดค้านการแยกบ้าน เย่อวี๋หรานก็บอกพลางเลิกคิ้ว “ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเจ้า รีบร้อนโวยวายไปทำไมกัน ข้าหมายความว่าให้แยกบ้านครอบครัวเจ้าใหญ่ไปครอบครัวเดียวต่างหาก ไม่ใช่ทั้งหมด”
“อะไรนะ!” ยามนี้จูต้าอยู่ไม่สุข “ท่านแม่ จะแยกครอบครัวเราออกมาได้อย่างไร ไม่มีทาง ข้าไม่เห็นด้วย”
หลิ่วซื่อใจหายวาบเมื่อได้ยินแม่สามีบอกว่าจะให้ครอบครัวตนเองแยกบ้านออกมาเพียงลำพัง
“แล้วจะทำอย่างไร” เย่อวี๋หรานบอกหน้านิ่ง “หลิ่วซื่อต้องการเป็นหัวหน้าครอบครัว ข้าในฐานะแม่สามีจะใจไม้ไส้ระกำได้อย่างไร นางต้องการจัดการดูแลครอบครัวก็ได้ ข้ายกให้นางทำ ขอเพียงนางแยกบ้านไปแล้วนางพึงพอใจที่ได้จัดการดูแลครอบครัวเล็ก ๆ ของตนเอง ข้าจะไม่เข้าไปแทรกแซงเป็นอันขาด”
“หากท่านต้องการแยกบ้านก็แยกนางออกไปเพียงผู้เดียว ถึงอย่างไรข้าก็ไม่ยอม” จูต้าเถียงคอเป็นเอ็น
“นางเป็นเมียเจ้า เจ้าแต่งงานกับนางแล้ว จะแยกนางออกไปแล้วให้เจ้าอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
“เช่นนั้นข้าก็ไม่เห็นด้วยกับทั้งสองทาง หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรข้าก็ไม่มีทางยอมแยกบ้าน”
เย่อวี๋หรานนึกไม่ถึงว่าตนเองจะไม่ได้รับเสียงทัดทานจากต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า แต่มันกลับมาจากปากจูต้าซึ่งมีท่าทีเป็นเดือดเป็นร้อนกับการแยกบ้านมากที่สุด
เหตุที่เป็นเช่นนี้ไม่ซับซ้อน เขาเป็นลูกชายคนโต มีหน้าที่หาเลี้ยงพ่อแม่ยามแก่เฒ่า ใครจะแยกบ้านออกไปก็ได้แต่ต้องไม่ใช่เขา
อย่าเห็นว่าเจ้าของร่างเดิมไม่เอาไหน แต่ลูกชายเหล่านี้ยังถูกฝึกฝนให้ ‘กตัญญูรู้คุณอย่างหน้ามืดตามัว’ บางครั้งยังดื้อดึงเสียจนน่าปวดหัว
“ใครบอกว่าหลังแยกบ้านไปแล้วเจ้าจะหาเลี้ยงข้ากับพ่อเจ้ายามแก่เฒ่าไม่ได้” เย่อวี๋หรานบอกอย่างจนใจ “กตัญญูก็ส่วนกตัญญู เพียงแค่ข้าไม่ต้องการเข้าไปบงการชีวิตของเมียเจ้า จึงให้แยกบ้านออกไปเท่านั้น ที่ดินที่ควรได้ก็ยกให้ อุปกรณ์ทำการเกษตรก็แบ่งปันไป เรือนหลังเก่าที่ข้าสร้างกับพ่อเจ้าก็ยังอยู่ได้ตามใจ สิ่งเดียวที่ต่างออกไปคือต่อไปเราจะไม่กินข้าวร่วมหม้อกันอีก อาหาร เสื้อผ้า และข้าวของอื่น ๆ ล้วนต้องแยกกันเพื่อให้เมียเจ้าได้จัดการดูแลด้วยตนเอง…”
“แบบนั้นไม่ได้” จูต้ายังคงดันทุรัง “ต่อให้ข้าหาเลี้ยงพวกท่านยามแก่เฒ่า แต่แยกบ้านแล้วย่อมต่างออกไป ข้าชอบอยู่ภายใต้การควบคุมของท่านแม่ ข้ายอมให้ท่านแม่บงการชีวิตข้า หากนางไม่ต้องการก็ให้นางแยกออกไปผู้เดียว”
ต้าเป่า : … ข้ารู้สึกว่าสถานะของข้าในสายตาท่านพ่อไม่ดีเท่าท่านย่าเลย! ช่างเถิด แม้จะต่ำต้อยกว่าท่านย่าแต่ก็ยังสำคัญเหนือกว่าทรัพย์สินนอกกาย
เอ้อร์เป่า : ดูคล้ายท่านพ่อจะทำลายแผนการของท่านย่าแล้ว อย่างนี้ยังจะแยกบ้านได้อีกหรือ
จูต้าไม่ยอมท่าเดียว เย่อวี๋หรานหาทางออกไม่ได้จึงได้แต่เปลี่ยนเป้าหมาย “เอาละ ข้าเข้าใจเจ้าแล้ว เจ้าถามเมียเจ้าดู นางเป็นแม่ของต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า นางไม่แยแสว่าเรื่องนี้จะกระทบกับเส้นทางการสอบขุนนางของพวกเขา และพาครอบครัวตนเองมาก่อเรื่องวุ่นวาย แต่ข้าเป็นย่าของพวกเขา ต่อให้ต้องการไม่สนใจก็ทำไม่ลง จึงได้แต่ทำให้พ้นหูพ้นตาเท่านั้น แต่หากเจ้าไม่ต้องการแยกบ้านก็ถามเมียเจ้าดูว่านางจะทำอย่างไร”
“หากนางกล้าตอบตกลงจะแยกบ้าน ข้าจะทุบตีนางให้ตายเอง” เขาพ่นคำก้าวร้าวออกมา
หลิ่วซื่อตัวสั่นระริกอย่างเห็นได้ถนัดตา
ชัดเจนว่านางอ่อนไหวกับคำว่า ‘ทุบตี’
ผู้อื่นไม่รู้จะคิดว่านางถูกจูต้าทำร้ายบ่อยครั้ง แม้แท้จริงแล้วเขาจะไม่รู้สึกว่าการทุบตีภรรยาเป็นเรื่องผิดแปลก แต่ก็ไม่ได้พิสมัยการทำเช่นนั้นนัก
เขาแต่งงานกับหลิ่วซื่อมาหลายปี เคยลงไม้ลงมือกับนางนับครั้งได้ เพราะมารดาเขาเล่นงานนางบ่อยกว่า เขาจึงไม่มีโอกาสได้ทำเอง
ดังนั้นความอ่อนไหวของนางจึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับเขา
“เจ้าใหญ่” เย่อวี๋หรานไม่ต้องการให้ลูกชายขัดขวางแผนการแยกบ้านจึงเอ่ยปราม “ผู้ชายสกุลจูไม่ทำร้ายร่างกายผู้หญิง”
หลังถูกเอ็ดเขาก็พึมพำอย่างไม่สบอารมณ์ “ใช่ว่าข้าจะทุบตีนางจริง ๆ ข้าเพียงข่มขู่เท่านั้น”
เย่อวี๋หรานหันไปมองหลิ่วซื่อ “หลิ่วซื่อ บอกข้ามา เจ้าคิดอย่างไร ไม่ต้องกังวล พูดมาตามที่ใจเจ้าคิด เจ้าใหญ่ไม่กล้าทำร้ายเจ้าหรอก”
หลิ่วซื่อก้มหน้าพลางเอ่ยเสียงกระมิดกระเมี้ยน “ท่านบอกว่าเขาไม่กล้า เขาเพียงไม่กล้าทำอะไรท่านต่างหาก”
เย่อวี๋หราน “…”
ไม่คิดว่าข้าจะไม่ได้ยินเสียงเจ้าเพราะพูดเบาขนาดนั้นบ้างหรือ
“หลิ่วเสี่ยวเยว่ เจ้าอยากแยกบ้านหรือไม่” นางขึ้นเสียงเรียกชื่อจริงของลูกสะใภ้ใหญ่
“ข้าย่อมอยากอยู่แล้วแต่ว่า…” หลิ่วซื่อหลุดปากออกไป ยังไม่ทันพูดจบประโยคก็รู้ตัวแล้วหันขวับไปมองหน้าสามี
จูต้าส่งสายตาเกรี้ยวกราดจ้องเขม็งมา
เพียงแต่เย่อวี๋หรานอยู่ด้วยเขาจึงไม่กล้าต่อว่ารุนแรง ทำได้เพียงส่งสายตาพิฆาตออกไป
“มองเขาทำไม มองข้านี่ จะพูดอะไรก็พูดมา” เย่อวี๋หรานเห็นท่าทีนั้นแล้วดึงความสนใจจากหลิ่วซื่อ
“ข้าอยาก…แยกบ้าน” สะใภ้ใหญ่หลบตาพลางแข็งใจบอก “ท่านมีลูกสะใภ้หลายคน ข้าเป็นคนที่ซื่อบื้อและโง่เง่าที่สุด ทั้งยังมีปากมีเสียงน้อยที่สุด ข้าทำงานหนักแต่ท่านกลับไม่เห็นค่าข้า!… ข้าเพียงหวังว่าจะได้มีชีวิตสุขสบายกับสามีของข้า”
พูดอ้อมค้อมมานาน ยกข้ออ้างมามากมายให้ดูคล้ายว่านางเป็นคนที่ทำงานเหนื่อยยากหนักหนาที่สุด แต่มีปากมีเสียงน้อยที่สุด
เพียงเห็นว่าตนเองได้เงินส่วนแบ่งน้อยทำให้รู้สึกว่าเย่อวี๋หรานลำเอียงจึงมอบหมายงานที่ได้กำไรต่ำที่สุดให้
นางนึกภาพในอนาคตของตนเองไม่ออก โลกของนางคับแคบนัก คับแคบเสียจนมีเพียงที่ดินไม่กี่หมู่และสวนหลังบ้านที่สามารถเลี้ยงหมูและไก่ได้ มีนางคอยจัดการดูแลทุกอย่าง ส่วนเรื่องอื่นนั้นนางจินตนาการไม่ออก
หากจะบอกว่านางโลภมากก็ไม่ใช่เสียทีเดียว แต่มันเป็นสิ่งที่สกุลจูมอบให้นางไม่ได้ในตอนนี้ต่างหาก
เนื่องจากสกุลจูอยู่ในมือของเย่อวี๋หราน
เมื่อได้ฟังคำบรรยายชีวิตตามอุดมคติในภายภาคหน้าของหลิ่วซื่อแล้ว มันก็เป็นเพียงชีวิตของปุถุชนคนทั่วไป สามีเพาะปลูก ภรรยาเย็บปักถักร้อย มีลูก แม้จะลำบากแต่สบายใจ เย่อวี๋หรานดูคล้ายจะเข้าใจอีกฝ่ายทันทีว่าทำไมหลิ่วซื่อถึงได้ ‘อึดอัด’ ที่จะอยู่ในสกุลจูและ ‘ไม่พอใจ’ ถึงเพียงนี้