ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 982 ‘ตัดหนวด’ สำเร็จ
บทที่ 982 ‘ตัดหนวด’ สำเร็จ
จูต้าคล้ายจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ
“การคิดค่าใช้จ่ายแยกกันไม่ใช่เรื่องเลวร้าย เจ้าไม่สังเกตสินะ สกุลจูเริ่มแยกกระเป๋าแต่ละครอบครัวมานานแล้ว…” เย่อวี๋หรานยิ้มพลางบอกเขาว่าเหตุใดถึงให้หลี่ซื่อทำบัญชีตั้งแต่เริ่มทำกิจการ ลูกสะใภ้แต่ละคนมีรายได้เป็นของตนเองแล้วจึงต้องทำบัญชี การแยกบัญชีเช่นนี้ก็เพื่อเตรียมการ ‘แยกกระเป๋าเงิน’ กัน
เหตุที่ยังอยู่ด้วยกันเพราะครอบครัวยังใช้ระบบกองกลาง ต่อให้นางต้องการเพียงไหนก็ยังไม่สามารถซื้อที่ดินและสร้างบ้านหลายหลังขนาดนั้นได้
การที่นางบอกว่าครอบครัวใดต้องการแยกบ้านก็ต้องสร้างบ้านอยู่เองนั้นก็หมายความเช่นนี้
ครอบครัวจูต้าเพียงเริ่มต้นก่อน รออีกไม่กี่ปีเมื่อทุกครอบครัวมีเงินและที่ดิน นางก็จะจับ ‘แยกบ้าน’ ทั้งหมด
นางเห็นว่าเมื่อแต่ละครอบครัวมีที่ดิน เงินทอง และบ้าน ก็จะสามารถหาเลี้ยงตนเองและอยู่ได้ เช่นนั้นจึงจะวางใจจนสามารถเกษียณได้ ไม่ต้องคอยกังวลกับความเป็นอยู่ของลูกหลาน
กระทั่งตอนนี้จูต้าเพิ่งเข้าใจถ่องแท้ มารดาเขาวางแผนจะ ‘แยกบ้าน’ มานานแล้ว ไม่เช่นนั้นคงไม่วางระบบบัญชีและกล่าวถึงเรื่องเหล่านี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ
เรื่องเหล่านี้นางบอกไว้แล้วเพียงแต่เขาไม่คิดมาก คิดว่านางใช้เพื่อ ‘ข่ม’ ลูกสะใภ้เท่านั้น
ตอนนี้เขาเพียงมาถึงจุดที่ต้อง ‘แยกบ้าน’ ก่อนใครเท่านั้น
“เจ้าเป็นพี่คนโต บางครั้งต้องรับผิดชอบมากกว่า เริ่มต้นก่อนน้อง ๆ และเป็นตัวอย่างที่ดีให้พวกเขา ข้าเองก็หวังว่าเจ้าจะก้าวเดินต่อไป ‘ด้วยลำแข้งของตนเอง’ เพียงเท่านั้นข้าจึงเบาใจได้และรู้สึกว่าเจ้าจะไม่ลำบาก” สุดท้ายเย่อวี๋หรานก็งัด ‘กลยุทธ์ไม้อ่อน’ มาใช้
จูต้าจะต้านทานไหวได้อย่างไร เดิมทีเขาคล้อยตามเหตุผลของมารดาอยู่แล้ว เมื่อนางใช้ ‘ไม้อ่อน’ เขาจึงพ่ายแพ้สิ้นท่า
“ท่านแม่ ข้าเชื่อฟังท่าน”
เพียงประโยคเดียวก็เป็นบทสรุปของเรื่องราวทั้งหมด
เย่อวี๋หรานเลิกคิ้วพลางคิด ‘ข้ายังไม่ทันได้ ‘หลอกล่อ’ ด้วยซ้ำ’
การหลอกล่อนี้ย่อมหมายถึงการที่นางยังเห็นแก่อนาคตของต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า
แม้ว่านางจะ ‘ริบ’ สิ่งต่าง ๆ ในมือหลิ่วซื่อ ทว่าต้าเป่าก็ยังเป็นหลานชายคนโตของสกุลจู จะไม่เหลือสิ่งใดให้เลยได้อย่างไร
ช่างเถิด คนเป็นพ่อยังไม่นึกถึง นางในฐานะย่าค่อยหาโอกาสพูดคุยเรื่องนี้ในภายหลังให้ประหลาดใจเล่นก็แล้วกัน
กานอี้เซียนในศาลถู่ตี้เฉินเห็นดังนั้นก็นึกชื่นชม : จูต้าเหนียงเก่งกาจนัก เห็นไหมว่านางพิจารณาเรื่องเหล่านี้อย่างรอบคอบและมองการณ์ไกลแค่ไหน ดูเหมือนเขาจะคิดถูกที่ตัดสินใจเรียนรู้จากนาง!
หากเย่อวี๋หรานได้รู้ว่าตนเองได้หลอกล่อทั้งจูต้าและถู่ตี้เฉินหนุ่ม นางคงไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
นางเพียงจัดการเช่นนี้เพียงเพราะเลี่ยงเดือดร้อนไม่ใช่หรือ
หลิ่วซื่อเป็นเหมือน ‘ระเบิด’ แต่นางไม่อาจกู้ระเบิดนี้ได้ ทำได้เพียงลดอำนาจในมือหลิ่วซื่อเพื่อจำกัดวงระเบิด! แม้จะไม่สามารถกำจัดระเบิดลูกนี้ได้ก็ตาม
สิ่งที่นางต้องการขว้างทิ้งก็ทำไม่ได้ ต้องการโอบอุ้มก็ทำไม่ได้เช่นกัน ยามนี้นอกจากวิธีนี้แล้วนางก็ไม่อาจหาหนทางที่ดีกว่านี้ได้
จูต้ากับเย่อวี๋หรานอยู่ด้านนอกกันเนิ่นนาน จูเอ้อร์ จูซื่อ และจูอู่ย่อมไม่สบายใจ ใช่ว่าเป็นห่วงว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับสองแม่ลูก แต่กังวลว่าเย่อวี๋หรานจะรับมือกับพี่ชายตนเองไม่ได้จนนางต้องอาละวาดนอกบ้านต่างหาก
แม้พวกเขาจะเชื่อมั่นในความสามารถของมารดา แต่หากพี่ใหญ่ไม่พอใจและไม่ยอมฟังขึ้นมาจะทำอย่างไร
เห็นทั้งคู่เดินหัวร่อต่อกระซิกกลับมาพวกเขาก็โล่งใจทันที
จูเอ้อร์ จูซื่อ และจูอู่รีบเดินไปหา บอกว่าเตรียมน้ำล้างเท้าเอาไว้แล้ว ถามว่าต้องการแช่เท้าหรือไม่
หลังทำงานหนักและเดินเล่นหลังมื้อเย็น จูต้าย่อมไม่ปฏิเสธ
ไม่ทันให้สามพี่น้องได้แสดงความรัก หลิ่วซื่อได้ยินเสียงพูดคุยก็เดินออกมาช่วยล้างเท้าให้เขา
‘เอาน่า อย่าทำให้ความสัมพันธ์คู่รักร้าวฉานเลย!’ พวกเขาสบตากันแล้วปล่อยให้หลิ่วซื่อแสดงฝีมือไป
แน่นอนว่าเมื่อพวกเขาจากไปก็ยังแอบดูแอบฟัง เผื่อว่าเกิดเรื่องขึ้นจะได้ช่วยได้ทันการ แม้หวังใจว่าพี่ชายกับพี่สะใภ้จะดีต่อกัน แต่ก็กลัวว่าพี่ใหญ่จะยังโกรธและพี่สะใภ้ยังไม่สบอารมณ์อยู่
ทว่าพวกเขาคิดมากเกินไป กระทั่งเข้ามาในบ้านก็ยังไม่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากด้านนอก
จะไม่ให้คิดเช่นนั้นได้อย่างไร เย่อวี๋หรานพูดเช่นนั้นพวกเขาจึงเห็นว่ามันเป็นปัญหาระหว่างสามีภรรยา จึงเตรียมใจเอาไว้ล่วงหน้า
ครั้นจูต้าเห็นหลิ่วซื่อ ต่อให้ยังนึกถึง ‘การแยกบ้าน’ แต่ก็ไม่โกรธนัก เพียงรู้สึกเอือมระอาเท่านั้น : เฮ้อ… แต่งงานกับเมียไม่มีหัวคิด นอกจากยอมเดือดร้อนแล้วจะทำอย่างไรได้อีก
แยกบ้านก็แยกบ้าน ขอเพียงต่อไปได้มีชีวิตอยู่อย่างสบายใจ นางยอม ‘ขมขื่น’ อยู่อย่างนี้ดีกว่า นางคิดเพียงเท่านี้
ถึงอย่างไรชีวิตเขาก็มีเพียงเท่านี้ ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ามีมารดาเขาคอยเลี้ยงดู คงไม่ลำบากยากเข็ญเกินไปนัก
แม้เขาจะไม่ทะเลาะกับหลิ่วซื่อแต่ก็ยังต้องทำสิ่งที่ควรทำ
เขาไม่พูดไม่จา ปั้นหน้าเฉยชา และปล่อยให้นางปรนนิบัติเขา ‘เงียบ ๆ’
ตอนนี้หลิ่วซื่อรู้สึกผิดเช่นกัน นางคิดมาตลอดว่าตนแยกบ้านโดยไม่ถามความเห็นของสามี เขาจึงโกรธและเหนื่อยใจกับนาง
ด้วยเหตุนี้ขอเพียงเขาไม่ทะเลาะและยังยอมอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าเขาจะมีท่าทีอย่างไรนางก็ยอม
‘ทุกข์ทน’
นี่เป็นเรื่องระหว่างสามีภรรยา จะสู้หรือจะทน!
ด้านเย่อวี๋หรานนั้น สามพี่น้องไม่ได้นึกกังวล เพียงแค่เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้กับจูปาเม่ยและให้คอยดูแลมารดา
จูปาเม่ยเอ่ยว่า “ข้าเข้าใจแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง คืนนี้ข้าจะนอนกับท่านแม่!”
นางอยู่เฝ้าบ้านรอจนเย่อวี๋หรานกลับมา ส่วนจูเหล่าโถวอับอายเกินกว่าจะเข้าไป เขารู้สึกมาตลอดว่าจะเข้าไปตอนนี้ก็ดูพิกล จึงอยู่รอภรรยากลับมา
เย่อวี๋หรานเข้าบ้านมาเห็นสามีนั่งยองอยู่ริมกำแพงพลางจุดหญ้าไล่ยุง
นางคิดในใจ ‘ท่านอยู่ข้างนอกกลางดึกยังรู้จักจะจุดหญ้าไล่ยุง คงไม่กลัวว่าถูกยุงกัดตายแล้ว’
“เจ้ามาทำอะไรที่นี่”
“รอเจ้าไง” เขาชี้เก้าอี้ข้างตัวให้นางนั่งลง
นางเลิกคิ้วแต่ยังยอมนั่งลง
เขา ‘ตัดหนวด*[1]’ นางสำเร็จแล้ว
“ว่ามา เจ้ามาหาข้าทำไมกัน” นางไม่รอช้ากล่าวเข้าประเด็น “ถ้าเป็นเรื่องแยกบ้านก็ไม่มีสิ่งใดต้องพูดแล้ว ข้าตัดสินใจแล้ว ไม่มีทางกลับคำได้”
“ข้าไม่ได้จะคัดค้าน เจ้าต้องการให้แยกบ้านก็ตามใจ ถึงอย่างไรข้าก็ไม่ได้มีปากมีเสียงอยู่แล้ว”
“ฟังดูไม่ดีเลย ข้าละอยากจับแยกบ้านให้หมด แต่เกรงว่าเจ้าจะร้องไห้เอา”
จูเหล่าโถว “… พูดมาได้ ข้าไม่ใช่เด็ก ๆ ที่ทิ้งพวกเขาไม่ลง อย่างไรเสียเจ้าก็บอกแล้วว่าแยกบ้านไม่ได้แยกครอบครัว ต่อให้พวกเขาแยกบ้านก็ยังอยู่ด้วยกัน ทุกปียังต้องแสดงความกตัญญูต่อเรา… อีกทั้งเงินในกองกลางก็มีส่วนหนึ่งเป็นของเรา ต่อให้พวกเขาไม่เชื่อฟังเราก็ไม่ต้องกลัวว่าจะแก่ตัวไปแล้วไม่มีที่ซุกหัวนอน”
ก่อนหน้านี้เขาคัดค้านการแยกบ้านเพราะเป็นห่วงว่าจะไม่มีคนหาเลี้ยงยามแก่เฒ่า
ทว่าตอนนี้ต่างไปแล้ว แม้เขาจะไม่มีเงิน (เพราะมันตกอยู่ในมือเย่อวี๋หราน) แต่เงินที่ได้ส่วนแบ่งทุกเดือนทุกปีรวมกันแล้วภรรยาเขาจะมีมากขนาดไหน เขาจะไม่มีส่วนบ้างเลยหรือ
เพียงเท่านั้นก็เพียงพอที่จะใช้ไปหลายชาติแล้ว
“แล้วเจ้าจะมาหาข้าทำไมอีก” นางงุนงง ในเมื่อไม่ใช่เรื่องแยกบ้านแล้วยังมีเรื่องใดต้องคุยอีก
“เจ้าออกไปคุยกับเจ้าใหญ่ไม่ใช่หรือ ข้าเลยเกรงว่าเจ้ากับลูกจะมีปัญหากัน” เขากังวลเมื่อนึกถึงอารมณ์ร้อนของภรรยา “พวกเจ้าออกไปข้างนอกมา ไม่ได้ทะเลาะกันใช่ไหม”
เย่อวี๋หรานไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ “เจ้าเห็นข้าเป็นคนที่จะทะเลาะกับลูกชายตัวเองตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”
[1] การเอาชนะในการเล่นไพ่นกกระจอกโดยการยึดไพ่ที่คู่แข่งทิ้งลงมา