ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 981 แยกบ้านออกไปใช้ชีวิตด้วยตนเอง
บทที่ 981 แยกบ้านออกไปใช้ชีวิตด้วยตนเอง
“หมายความว่าอย่างไร”
“หมายความว่าเมียเจ้าไม่ได้บอกครอบครัวฝ่ายแม่ของนาง” เย่อวี๋หรานกล่าว “หากนางอธิบายให้ชัดเจน สกุลหลิ่วคงเห็นว่าครอบครัวเราสร้างโรงงานใหม่จึงรีบโร่มาหาเรื่อง เพราะเกรงว่าพวกเขาจะไม่ได้ส่วนแบ่ง”
แท้จริงเย่อวี๋หรานมองผิดไป เหตุที่สกุลหลิ่วมาหาเรื่องไม่ใช่เพียงเพราะสกุลจูสร้างโรงงานใหม่ แต่ยังเกิดจากการที่ได้ยินข่าวลือมาว่าต่อไปสกุลจูจะสร้างโรงงานเพิ่ม พวกเขาจึงต้องการฉวยโอกาสให้สกุลหลิ่วได้กุมบังเหียน โรงงานที่จะสร้างใหม่นี้พวกเขาต้องการให้สกุลหลิ่วได้ครอบครอง ให้สร้างในที่ดินของพวกเขาเพื่อให้ได้เป็นผู้ดูแล
พวกเขาไม่รู้ว่าปีนี้สกุลจูหาเงินจากโรงงานลวกเส้นได้มากเท่าไหร่ ทว่าพวกเขาก็ไม่ได้โง่เง่า หากไม่สร้างรายได้แล้วจะซื้อที่ดินมากมายได้อย่างไร
นี่คือเหตุผลที่แท้จริงของ ‘ความละโมบ’ นี้
จูต้าอึ้งไปอย่างไม่เข้าใจว่ามารดาหมายความว่าอย่างไร “แล้วอย่างไรเล่าขอรับ”
“คราวนี้ที่มาก่อเรื่องเป็นเพราะถูกครอบครัวฝ่ายแม่ยุยง เรียกได้ว่าถูกไล่ต้อน แต่นางไม่อยากมาเพราะไม่กล้าบอกความจริงกับครอบครัว เมื่อไม่มีหนทางปฏิเสธจึงจำใจต้องตามมาด้วย…” ความจริงแล้วที่เย่อวี๋หรานขังหลิ่วซื่อในห้องเก็บฟืนก็เพื่อให้ใจเย็นลงและตระหนักได้
ไม่เช่นนั้นสกุลหลิ่วคงไม่เคลื่อนไหว พวกเขาจะเลือกจังหวะนรกในการออกมาก่อเรื่องและเปิดเผยธาตุแท้ของตนเองทำไมกัน
มันหมายความได้เพียงอย่างเดียวว่าได้ข้อมูลผิด ๆ จากหลิ่วซื่อไป ไม่เช่นนั้นคงไม่ออกอาละวาดให้น่าขันแบบนี้
“ถ้าเป็นเช่นนั้นหลิ่วซื่อก็ไม่ได้ผิดเสียทีเดียว อย่างน้อยนางก็ไม่โง่พอจะเปิดเผยเรื่องในครอบครัวเรา…” เทียบกับก่อนหน้านี้แล้ว จูต้าพลันรู้สึกว่าภรรยาตนเองไม่ใช่คนไร้ไหวพริบนัก
ก่อนหน้านี้เขาคิดว่านางเป็นคนซื่อบื้อ แต่งงานเข้าสกุลจูมาแล้วแต่ยังเข้าข้างครอบครัวแม่ของนางอีก
ที่แท้นางก็ไม่ได้ตั้งใจจะเข้าข้าง เพียงแต่ไร้หนทาง ‘ปฏิเสธ’ ถึงได้สับสนและก่อเรื่องวุ่นวายเช่นนี้
“เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าอย่างน้อยแม้นางไม่ได้เห็นแก่สกุลจู แต่ก็ยังเห็นแก่เจ้ากับลูกชาย ขอเพียงนางให้ความสำคัญกับพวกเจ้า หมายความว่านางไม่ได้ย่ำแย่เกินเยียวยา” เย่อวี๋หรานบอก “อย่างสองคือตอนที่ข้าเถียงกับครอบครัวนาง ดูเหมือนพวกเขาจะไม่สนใจสิ่งใดนอกจากโรงงานลวกเส้น เอาแต่กล่าวถึงเรื่องนี้ ไม่คิดว่ามันน่าขันหรือ แม้แต่ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ายังรู้ว่าใครกันแน่ที่จัดการดูแลครอบครัว เพียงแค่ข้างานล้นมือจนต้องมอบหมายงานบางอย่างให้น้องสะใภ้สี่ของเจ้า ทั้งที่อันที่จริงลูกสะใภ้ทุกคนต่างก็มีหน้าที่ของตนเองและช่วยกันทำบางอย่าง…”
ดูผิวเผินคล้ายว่าหลี่ซื่อจะรับผิดชอบการงานหลายสิ่ง ทว่าแท้จริงทุกคนก็ทำงานหาเงิน มีสะใภ้สกุลจูคนใดที่ไม่ได้ส่วนแบ่งบ้าง
หลี่ซื่อไม่มอบเงินส่วนแบ่งรายเดือนให้พวกนางเสียที่ไหนกัน
จูต้าตอบ “ใช่แล้ว ตอนนั้นข้ายังงุนงง เห็นอยู่ทนโท่ว่าคนที่จัดการดูแลครอบครัวคือท่านแม่ กลายมาเป็นน้องสะใภ้สี่ได้อย่างไร สกุลหลิ่วไม่รู้จักถามไถ่ อยู่ ๆ พวกเขาก็มาหาเรื่องกัน หรือจะถูกหลิ่วซื่อหลอกกัน”
“ข้าคิดว่าเมียเจ้าคงไม่ต้องการแบ่งเงินให้สกุลหลิ่ว ถึงได้ปิดบังเรื่องนี้เอาไว้” เย่อวี๋หรานบอก “เมียเจ้าแค่คิดจะปิดบังว่าตนเองได้รับส่วนแบ่ง แต่สกุลหลิ่วไม่ได้โง่ สกุลจูซื้อที่ดินมากมายและสร้างโรงงานใหม่ ต้องทำเงินได้มากแน่นอน แต่ทำไมลูกสาวพวกเขาถึงไม่ได้เงิน พวกเขาเลี้ยงหลิ่วซื่อมาจึงไม่คิดว่านางจะโกหก ทำได้เพียงกังขาในตัวข้าที่เป็นแม่สามีผู้ร้ายกาจ คิดว่าข้ารังแกนางและไม่ยอมมอบเงินให้”
“ท่านแม่ ท่านไม่ใช่แม่สามีผู้ร้ายกาจ อย่าไปฟังคำคนนอกเลย หากท่านร้ายกาจแล้วพวกนางจะได้เงินมาจากไหน”
เย่อวี๋หรานได้ยินเขาพูดปกป้องนางเต็มที่ก็หลุดยิ้ม “ข้าเองก็ไม่คิดว่าตนเองร้ายกาจ แต่ข้าก็ยินดีรับสมญานามนั่นไว้ หากข้าไม่ขึ้นชื่อแบบนี้ ผู้ใดจะรู้ว่าลูกสะใภ้สกุลจูมีรายได้แล้วจะคิดปั่นหัวพวกนางได้… แทนที่จะให้พวกนางโดนเช่นนั้น สู้ให้มาทำกับข้าดีกว่า ข้าก็อยากจะรู้ว่าใครจะกล้ามาลองดีกับข้า”
จูต้า : … ในโลกนี้เห็นทีคงมีน้อยคนที่กล้าลองดีกับมารดาเขาไม่ใช่หรือ
กานอี้เซียนที่อยู่ในศาลเจ้าจามออกมา “ฮัดชิ้ว…”
เขาถูจมูกอย่างรู้สึกคันเล็กน้อย
“แปลกจริง ใครนินทาข้ากันนะ”
……
“สองคือเห็นกันอยู่ว่าเมียเจ้าปิดบังเรื่องนี้จากครอบครัว” เย่อวี๋หรานบอกด้วยอารมณ์ผ่อนคลายลง “สามคือ เมื่อข้ากล่าวถึงการแบ่งเงินให้เมียเจ้า สกุลหลิ่วก็ตกใจมาก พวกเขารู้เพียงนางเลี้ยงหมูและกระต่ายทุกวัน แต่ไม่รู้ว่าได้รับเงินส่วนใหญ่จากการขายเนื้อกระต่ายและเนื้อหมูทุกปี… เมื่อนำมารวมกันแล้วพวกเขาจึงสร้างปัญหาขึ้นมาทั้งที่ไม่เข้าใจสถานการณ์ในสกุลจูแต่อย่างใด สิ่งที่พวกเขารู้ไม่มากไปกว่าที่ลือกันข้างนอก อีกทั้งด้วยความน่าเชื่อถือของเมียเจ้า ข้าเองก็คิดไม่ออกว่าจะมีใครทำอย่างนี้ได้”
พูดเช่นนี้แล้วจูต้าก็งุนงง “หากเป็นเช่นนั้นแล้วทำไมท่านแม่ถึงได้กล่าวโทษหลิ่วซื่อต่อหน้าทุกคน และลงโทษโดยการให้แยกบ้านเล่า”
เขาอึดอัดใจอยู่บ้าง รู้สึกว่ามารดารู้ความจริงอยู่แก่ใจแต่ยังทำให้หลิ่วซื่อเป็นคนผิดและรังแกนาง
“ไม่แยกไม่ได้ สกุลหลิ่วรู้เรื่องนี้แล้ว พวกเขาต้องหาทางกลับมากล่อมลูกสาวด้วยหวังจะฮุบทุกอย่างที่เมียเจ้ามีไป เจ้าพูดเองไม่ใช่หรือว่าไม่คิดว่านางจะรักษามันเอาไว้ได้ แล้วข้าจะยังกล้ายกให้นางได้อย่างไร”
จูต้า “…” เขาลืมไปเสียสนิท
“แยกบ้านไม่แยกครอบครัว ให้เมียเจ้าได้จัดการดูแลสิ่งต่าง ๆ หนึ่งคือเพื่อให้บทเรียนกับนาง อีกทางคือให้สกุลหลิ่วได้รู้ว่าเดิมทีพวกเขาไม่มาหาเรื่องเมียเจ้ายังได้ส่วนแบ่งบ้าง หลังเกิดเรื่องวุ่นวายครั้งนี้เมียเจ้ากลับไม่เหลือสิ่งใด คิดเช่นนี้ไม่เสียหลาย…” เย่อวี๋หรานบอก “ขว้างหินก้อนเดียวได้นกสองตัว”
ตอนนี้จูต้าไม่รู้ว่าควรยินดีกับการแยกบ้านหรือไม่
เขาเข้าใจความต้องการของมารดา แต่การแยกบ้านไปนั้น…
เขาไม่ต้องการแม้แต่น้อย!
“ข้าพูดไปมากมายเพียงนี้ก็ต้องการจะบอกเจ้าว่าการแยกบ้านไม่ใช่สิ่งเลวร้ายเสมอไป บางครั้งเจ้าก็ต้องมองในแง่ดีบ้าง” เย่อวี๋หรานหยุดเดิน นางหันมาบอกจูต้า “เจ้าไม่ต้องการแยกบ้านเพราะไม่อาจพรากจากครอบครัวได้ คิดว่าเราอยู่ด้วยกันจึงเป็นครอบครัวเดียวกัน แต่เราก็ไม่ได้แยกกันอยู่นี่ เจ้า ต้าเป่า และเอ้อร์เป่าต่างก็ยังอยู่ในบ้าน เจ้ายังทำงานกับเหล่าเอ้อร์และน้อง ๆ ทุกวัน ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ายังมาหาข้าที่เรือนหลังเลิกเรียน เรายังกินข้าวร่วมโต๊ะกัน… ต่างเพียงตกเย็นค่าใช้จ่ายบ้านเจ้ากับบ้านข้าแบ่งแยกกันเท่านั้นเอง”