ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 99 กลัวนางจะไม่ได้ยินหรือไร?
บทที่ 99 กลัวนางจะไม่ได้ยินหรือไร?
แม่ยายตำหนิว่าหลี่ซื่อไม่รู้จักอาย คลอดลูกชายหรือลูกสาวนางกำหนดเองได้งั้นหรือ?
ต่อจากนั้นก็พูดว่าพวกเขาแต่งงานกันมาได้สักพักแล้ว พอจะมีข่าวดีบ้างหรือยัง ทั้งยังช่วยคำนวณรอบเดือนให้หลี่ซื่อ สุดท้ายจึงพบว่าระดูของนางมาช้ากว่าปกติเกินครึ่งเดือนแล้ว
แม่ยายสงสัยว่าตั้งครรภ์แล้ว จึงบอกให้พวกเขากลับไปหาหมอตรวจชีพจรดูสักหน่อยเพื่อความปลอดภัย
“จากนั้นพวกข้าก็กลับมาตรวจ สุดท้ายจึงพบว่าท้องแล้ว” จูซื่อกล่าว
จูอู่มีท่าทางอึ้ง ๆ “ดังนั้น เรื่องนี้ไม่อาจโทษเมียข้าไปเสียทั้งหมด?”
“ใช่น่ะสิ ตั้งครรภ์ช่วงแรก ๆ แม้แต่ท่านหมอก็อาจจับชีพจรไม่เจอด้วยซ้ำ เจ้าคิดว่าเมียเจ้าเป็นเทพเซียนอย่างนั้นหรือ ท้องปุ๊บก็รู้ตัวทันที? ฝันไปเถอะ ถ้านางมีความสามารถแบบนั้นคงไม่มาแต่งกับเจ้าแล้ว”
ยิ่งพูดก็ยิ่งออกทะเล เมื่อจูอู่ได้สติกลับมาถึงค่อยรู้ตัว บ้าชะมัด! ข้าถูกพี่สี่พานอกเรื่องแล้ว
เขาจงใจใช่หรือไม่? ข้าอยากพูดเรื่องท่านพ่อกับท่านแม่แท้ ๆ ทำไมเขามาพูดถึงเรื่องเมียข้าแท้งไปเสียได้?
อย่างไรเสีย หัวข้อนี้ก็พูดกันต่อไม่ได้แล้ว
เย่อวี๋หรานคิดไม่ถึงเลยว่าพวกลูกชายจะแอบคุยกันเรื่องนางกับจูเหล่าโถว
นางคิดมาตลอดว่านับแต่ตนเองย้อนยุคมา แม้จะแยกห้องนอนกับจูเหล่าโถว แต่เห็นทุกคนมีท่าทางปกติดีจึงคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
นางทำเช่นนี้ไม่มีปัญหาอะไร แต่กลับละเลยไปเรื่องหนึ่งนั่นก็คือนางไม่สนใจไยดีจูเหล่าโถวเกินไปหน่อย
แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของร่างเดิมกับจูเหล่าโถวไม่อาจเรียกได้ว่าอยู่ระดับดี ทว่าในฐานะที่จูเหล่าโถวเป็นบุรุษคนเดียวที่เจ้าของร่างเดิมสามารถพึ่งพาได้ นางจะต้อง ‘เอาใจ’ จูเหล่าโถวไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอย่างแน่นอน
แต่เย่อวี๋หรานกลับไม่เหมือนกัน นางมาจากโลกที่ชายหญิงเท่าเทียม ในสมองไม่มีความคิดทำนองว่า ‘บุรุษคือผืนฟ้า’ อยู่เลยสักกระผีก นางเคยชินกับการตัดสินใจทำอะไรด้วยตนเอง ทั้งยังพึ่งพาตนเองมาจนชินแล้ว จึงตัดสินใจทำเรื่องต่าง ๆ โดยไม่เคยถามความเห็นของจูเหล่าโถว
ถ้าแค่ครั้งสองครั้ง ลูกชายอาจไม่พูดอะไร แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า อย่างไรก็ต้องสังเกตได้
ขณะที่ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้เริ่มขึ้นหลังจากที่มารดาล้มฟาดพื้นไปคราวนั้น พวกเขาจึงเริ่มสงสัยว่า ตอนที่ท่านแม่ล้มไปตอนนั้น ท่านพ่อทำอะไรลงไปใช่หรือไม่ เป็นเหตุให้จิตใจของมารดาเย็นเยือก นางจึงได้เฉยชาต่อการคงอยู่ของบิดาเช่นนี้?
บิดามารดาก็มีวัยล่วงเลยมาขนาดนี้แล้ว กล่าวได้ว่าเป็นผัวแก่เมียเฒ่า เป็นคนที่ได้อุ้มหลานแล้ว พวกเขาในฐานะลูกชายไม่สะดวกจะเข้ามายุ่งเกี่ยวเรื่องระหว่างบุพการีจึงได้แต่บ่นให้กันฟังอย่างลับ ๆ
ได้แต่บอกว่าเย่อวี๋หรานโชคดี ช่วงเวลาที่นางย้อนมาประจวบเหมาะยิ่งนัก ถ้าเร็วหรือช้ากว่านี้ ก็อาจไม่ใช่เวลาที่บังเอิญถึงเพียงนี้อีก ความเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงเช่นนี้ย่อมก่อให้เกิดปัญหาตามมาแน่นอน
จูเหล่าโถวเองก็ไม่ได้โง่
เขาอยู่กินกับเจ้าของร่างเดิมมานานเพียงนี้ แต่จู่ ๆ คนเคียงหมอนมีท่าทีเปลี่ยนไป เขาจะไม่สังเกตได้อย่างไร?
เพียงแต่เขาถูกเจ้าของร่างเดิมกดเอาไว้จนเคยตัว ลูกชายทั้งหลายก็ค่อย ๆ เติบใหญ่เข้าสู่วัยหนุ่มแน่น เขากลับเริ่มสัมผัสได้ถึงความแก่เฒ่าโรยราของตัวเอง สัมผัสได้ว่าครอบครัวนี้นับวันก็ยิ่งไม่จำเป็นต้องมีตนเองแล้ว แล้วเขาจะไม่รู้สึกหงุดหงิดกระวนกระวายใจได้หรือ?
ความเปลี่ยนแปลงในคราวเดียว บางครั้งก็ไม่อาจใช้ถ้อยคำไม่กี่คำมาบอกบรรยายได้อย่างชัดเจน
ทุกวันเย่อวี๋หรานมักจะสอนสิ่งใหม่ให้เหล่าลูกสะใภ้ แต่เมื่อสอนไปสอนมากลับพบว่าซีอิ๊วก็ไม่มี น้ำส้มก็ไม่มี ไม่มีฮวาเจียว ไม่มีพริก เครื่องปรุงรสล้วนแต่ขาดแคลนเช่นนี้ ทำให้นางรู้สึกว่าจะขยับตัวไปทางไหนก็ไม่เป็นสมดั่งใจ
นางใคร่ครวญแล้วก็ตัดสินใจว่าจะขึ้นเขาไปหาดูสักหน่อย พร้อมกันนั้นก็อาจบังเอิญพบกานอี้เซียนเข้าก็ได้ จะได้ลองแย้มพรายให้เขาช่วยหาสิ่งของที่ต้องการให้เสียเลย
จะว่าไปก็บังเอิญยิ่งนัก ตอนที่นางต้องการพบกานอี้เซียน กานอี้เซียนพอเห็นแหจับปลาแล้วก็อยากจะปรากฏกายมาพบนางพอดี
ด้วยเหตุนี้ เมื่อนางถือตะกร้ามุ่งหน้าไปทางภูเขาก็พบเข้ากับกานอี้เซียนที่หิ้วไก่ป่าสองตัวกำลังลงจากเขา
“เอ๊ะ? จูต้าเหนียง ท่านจะขึ้นเขาหรือ?” ตอนแรกกานอี้เซียนไม่รู้ว่าสตรีมีครรภ์ไม่อาจกินเนื้อกระต่าย พอเขาเห็นว่าเย่อวี๋หรานไม่ให้หลี่ซื่อกินค่อยตระหนักได้ว่าตนเองละเลยไป
ดังนั้นครั้งนี้เขาจึงตั้งใจจับไก่ป่ามาสองตัวโดยไม่สนใจกระต่ายอีก
เย่อวี๋หรานเลิกคิ้ว “ใช่แล้ว แล้วนั่นเจ้าจะลงเขา?”
นี่ไม่ใช่บังเอิญธรรมดาเลยจริง ๆ นอกจากความบังเอิญที่คนสร้างขึ้นแล้ว นางก็นึกไม่ออกเลยว่าจะเป็นอะไรไปได้อีก
โดยเฉพาะเสียง ‘เอ๊ะ’ ของคนบางคน เพ้ย ๆๆๆ เสียงดังขนาดนั้น กลัวว่านางจะไม่ได้ยินหรือไร?
“ใช่แล้ว ข้ากำลังจะไปหาจูต้าเหนียงพอดี จูต้าเหนียง เหมือนว่าบ้านท่านจะมีคนท้องสินะ? ข้าจับไก่ป่ามาสองตัวอ้วนท้วนสมบูรณ์ยิ่งนัก คนท้องกินแล้วดี จึงตั้งใจว่าจะเอาไปส่งให้ท่าน จะได้บอกท่านด้วยว่าอีกหลายวันข้าจะแวะไปแลกข้าวสาร ท่านบอกมาสิว่าท่านต้องการอะไร ข้าจะได้เตรียมไว้ล่วงหน้า ถึงเวลาจะได้เอาไปแลกเปลี่ยนกับท่าน” อื้ม ดีที่สุดก็คือต้องมีโอกาสแวะไปท้ายเรือนของพวกเขา ไปดูแหตกปลาที่ตากอยู่แถวนั้น
กานอี้เซียนคิดว่าของสิ่งนั้นยังสะดวกกว่าเบ็ดตกปลาเสียอีก แล้วจะไม่เผยแพร่มันออกไปให้คนรู้จักได้อย่างไรกัน?
ถ้าทุกครัวเรือนมีแหจับปลาก็เท่ากับว่าทุกคนล้วนมีปลากินแล้วน่ะสิ?
เห็นได้ชัดว่าขณะนั้นเขาลืมนึกไปเรื่องหนึ่ง เขาให้เย่อวี๋หรานเผยแพร่ ‘ฟางโต่ว’ ออกไปย่อมไม่มีปัญหา อย่างไรเสียฟางโต่วก็คือเครื่องมือชนิดหนึ่ง เวลาเก็บเกี่ยวก็ใช้งานในเรือนตัวเอง ทว่าแหจับปลาเกี่ยวพันไปถึงเรื่องผลประโยชน์ เขาอาศัยอะไรมาคิดว่าคำพูดประโยคเดียวของตนเองก็สามารถบัญชาให้คนอื่นทำตามได้?
ถ้าเย่อวี๋หรานทราบว่าเขาคิดอะไรอยู่ คงจะหัวเราะเยาะเสียงดังเชียว
“แลกข้าวสารอีกแล้ว?” เย่อวี๋หรานถามยิ้ม ๆ “คราวนี้เจ้าจะแลกอะไร? ข้าวที่เก็บเกี่ยวมาใหม่ยังตากไม่เสร็จ ถ้าเจ้าอยากแลกก็ต้องรอไปอีกสักพัก”
“ที่จริงแล้วเอาข้าวสารเก่าก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นข้าวใหม่” กานอี้เซียนรีบพูด “ขอแค่กินได้ก็พอ”
“บ้านข้ามีปลา” เย่อวี๋หรานจงใจหยั่งเชิง
“ก็ได้ งั้นก็แลกปลา”
เย่อวี๋หรานหัวเราะออกมาเสียงดัง “ฮ่า ๆๆๆ…เจ้าเอาเนื้อไก่ป่ามาแลกกับเนื้อปลาของข้า? เนื้อแลกเนื้อ เจ้าคิดอะไรอยู่กันแน่?”
กานอี้เซียนพลันกลืนไม่เข้าคายไม่ออก หน้าแดงปลั่งราวแผ่นฟ้าคราอัสดง “ข้า…ข้า…”
“แต่ก็เข้าใจได้ เจ้าได้กินแต่เนื้อสัตว์ป่าทุกวัน คงกินจนเบื่อแล้ว ถึงได้อยากมาแลกเนื้อปลากลับไปกิน” เย่อวี๋หรานย่อมไม่กล้าแกล้งเขามากเกินไป ทั้งยังหาทางลงให้เขา “เนื้อปลานุ่มกว่าเนื้อไก่มากนัก จะทำแกงหรือย่างก็ได้รสชาติที่ต่างจากเนื้อไก่อย่างสิ้นเชิง ที่เรือนข้าตากเนื้อปลาไว้อยู่แต่ยังไม่แห้ง รอจนถึงตอนที่ตากแห้งแล้ว เจ้าค่อยมาแลกเปลี่ยนกับข้าก็ได้ รับประกันว่าอร่อยแน่นอน”
“ตกลง ข้าหมายถึงเช่นนี้แหละ” กานอี้เซียนรีบพูด
“งั้นเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เจ้าบอกมาว่าต้องการเท่าไหร่ ข้าจะได้ไปเตรียมไว้ ถึงตอนนั้นจะได้เอาไปส่งให้บนเขา…”
ไม่รอให้เย่อวี๋หรานพูดจนจบ กานอี้เซียนก็พูดแทรกขึ้นมาว่า “ไม่จำเป็นเลย จูต้าเหนียง ข้าลงเขามารับของด้วยตัวเองก็ได้ ท่านไม่จำเป็นต้องมาส่งหรอก จริง ๆ นะ ข้ามีเรี่ยวแรงมาก ทั้งยังรู้จักทางไปเรือนท่าน ข้าไปเอาของที่เรือนท่านเองก็ได้”
“เจ้ามารับของที่เรือนข้า? เจ้าแน่ใจนะ?” นางเอาไปส่งให้ถึงที่ไม่ดีหรือไร เขาจะต้องไปที่เรือนนางให้ได้ หรือหมายความว่าสิ่งที่เขาอยากได้อยู่ในเรือนของนาง?
เย่อวี๋หรานย้อนนึกดูเล็กน้อยก็ไม่พบว่าจะมีของพิเศษอะไร ถ้าต้องระบุจริง ๆ ก็คงเป็นน้ำพริกใส่เนื้อที่พวกนางกำลังขายกันอยู่กระมัง?
หรือว่าเขาอยากได้สูตรทำน้ำพริกใส่เนื้อ?
เย่อวี๋หรานคิดว่าไม่น่าใช่ ครอบครัวนางไม่ได้เพิ่งจะขายน้ำพริกนี้แค่วันสองวันเสียหน่อย ถ้าเพื่อสิ่งนี้จริง ๆ กานอี้เซียนก็น่าจะพูดถึงตั้งแต่คราวก่อนแล้วสิ