ย้อนเวลาพร้อมมือถือเทพ สู่บัลลังก์เจ้าพ่อไอที - บทที่ 53 - จุดยืนของหวังเผิงเฟย
บทที่ 53 – จุดยืนของหวังเผิงเฟย
“ถ้าฉันรับเงินนี้ไป นอนหลับคงฝันร้ายทุกคืน!”
“ฉันหวังเผิงเฟยชอบเงิน ฝันอยากรวย แต่ฉันโกงเงินเพื่อนแบบนี้ไม่ได้!”
เขาพูดทีละคำ หนักแน่นชัดเจน
เซี่ยตงมองเขา ความรู้สึกหลากหลายตีตื้นขึ้นมาในอก
นี่แหละหวังเผิงเฟย
คนที่ดูเหมือนปากสว่างไปวันๆ แต่เนื้อแท้เป็นคนรักษากฎเกณฑ์ยิ่งกว่าใคร
ชาติที่แล้ว หมอนี่ตกอับขนาดไหน เป็นหนี้หัวโต กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยังต้องคำนวณเงิน แต่ก็ไม่เคยเอ่ยปากขอยืมเงินเขาแม้แต่ครั้งเดียว
ความหยิ่งทะนงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าเปื้อนยิ้ม ผ่านไปอีกชาติ ก็ยังคงเจิดจ้าบาดตาเหมือนเดิม
เซี่ยตงรู้ดี ถ้าวันนี้เขายัดเยียดเงินครึ่งหนึ่งให้ มีแต่จะทำร้ายศักดิ์ศรีของเพื่อน
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากช้าๆ
“เผิงเฟย”
“อะไร?”
“นายคิดว่า สิ่งที่นายทำ ไม่มีค่าเหรอ?”
หวังเผิงเฟยชะงัก แล้วเถียงคอเป็นเอ็น “จะมีค่าอะไร? ก็แค่กรรมกรแบกหาม”
“ถ้าไม่มีนายคอยจัดหมวดหมู่ ตั้งหัวข้อข่าวล่อเป้าพวกนั้น เว็บเราจะดึงดูดผู้ใช้กลุ่มแรกมาได้ยังไง?”
เสียงเซี่ยตงไม่ดัง แต่กระแทกใจหวังเผิงเฟยทุกคำ
“ฉัน…”
หวังเผิงเฟยอ้าปากค้าง เถียงไม่ออก
“ถ้าไม่มีสัญชาตญาณของนายที่จับสังเกตว่า Bounce Rate สูงผิดปกติ ถ้าไม่มีนายเตือนฉันว่าคอนเทนต์เราดึงคนไม่อยู่ ฉันจะคิดได้มั้ยว่าต้องอดตาหลับขับตานอนมาแก้เว็บใหม่?”
“นั่นฉันก็แค่พูดไปเรื่อย…”
“เผิงเฟย เราเป็นหุ้นส่วนกัน”
เซี่ยตงพูดแทรก จ้องตาเขาเขม็ง
“เทคนิค คือฉัน แต่ทิศทางคอนเทนต์และจมูกที่ไวต่อผู้ใช้ คือนาย เราสองคน ขาดคนใดคนหนึ่งไป เว็บนี้อาจจะยังทำเงินได้แค่วันละไม่กี่สิบ หยวนพอจ่ายค่าไฟอยู่เลยก็ได้”
“เพราะงั้น อย่ามาพูดว่านายไม่ได้ทำอะไร”
หวังเผิงเฟยโดนคำพูดชุดนี้เข้าไปถึงกับมึน ยืนบื้อทำอะไรไม่ถูก สมองรวนไปหมด
เซี่ยตงเห็นสีหน้าเขาเริ่มคลายลง รู้ว่าได้จังหวะแล้ว
“แต่ว่า นายพูดก็ถูก”
หวังเผิงเฟยกำลังจะไหลตามน้ำ ก็โดนประโยคหักมุมนี้ทำเอางงอีกรอบ
เซี่ยตงพูดต่อ “ตอนนี้เว็บยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น เทคนิคมีส่วนสำคัญมาก แต่ยิ่งนานไป คอนเทนต์และการบริหารจัดการจะยิ่งสำคัญขึ้นเรื่อยๆ เพราะงั้น สัดส่วนการแบ่งผลประโยชน์ก็ต้องปรับใหม่”
เขาชูสามนิ้ว
“ต่อไป รายได้ทั้งหมดของเว็บ ฉันเจ็ด นายสาม นี่เป็นข้อตกลงระยะยาว นายว่าไง?”
หวังเผิงเฟยมองตาที่จริงใจของเซี่ยตง ความรู้สึกอึดอัดในใจในที่สุดก็คลายลง
สามส่วน
สัดส่วนนี้ เป็นการยอมรับในคุณค่าของเขา และไม่ทำให้เขารู้สึกเหมือนได้รับทาน
“งั้น… ก็ได้”
เขาพยักหน้าอย่างยากลำบาก
“แต่ว่า” เซี่ยตงเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นเด็ดขาด “เงินก้อนแรกนี้ เป็นผลงานที่เราสองคนอดหลับอดนอนสู้มาด้วยกัน เป็นเงินเบิกฤกษ์ ต้องทำตามกฎเดิม หารครึ่ง”
“นี่มันเรื่องเคล็ด เรื่องมงคล ถ้านายไม่รับ คือดูถูกฉัน หาว่ากิจการเราจะไปไม่รอด”
เซี่ยตงพูดขนาดนี้ ปิดทางถอยหวังเผิงเฟยจนหมดสิ้น
เขามองเซี่ยตง ขอบตาร้อนผ่าว
เขารู้ว่า ถ้าปฏิเสธอีก ก็จะดูดัดจริตเกินไปแล้ว
“เออๆๆ เหตุผลร้อยแปด นายพูดถูกคนเดียวแหละ”
เขาบ่นอุบอิบ หลบสายตา ไม่กล้าสู้หน้าเซี่ยตง
เซี่ยตงยิ้ม
“มีบัญชีธนาคารมั้ย?”
หวังเผิงเฟยชะงัก “มีของพ่อเปิดไว้ให้เก็บค่าเทอม”
“โอเค เดี๋ยวส่งเลขบัญชีมาทาง SMS เดี๋ยวโอนให้แปดพัน”
ไม่มีซองหนาปึก ไม่มีเงินสดวางกองตรงหน้า
แต่คำว่า “แปดพัน” กับ “โอนให้” พอมาอยู่ด้วยกัน มันเหมือนค้อนปอนด์ทุบลงกลางใจหวังเผิงเฟย
เขาพยักหน้าส่งๆ สมองเหมือนหยุดทำงานไปแล้ว
“งั้น… ฉันกลับก่อนนะ เดี๋ยวไปดูเว็บอีกที”
พูดจบ เขาก็หมุนตัววิ่งแน่บ เปิดประตูพุ่งออกไปเหมือนหนีผี
เซี่ยตงมองแผ่นหลังที่แทบจะเรียกว่าวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน มุมปากยกยิ้มอย่างอบอุ่นปนระอา
เขารู้ เพื่อนหัวรั้นคนนี้โดนเงินก้อนโตทุบจนมึนไปแล้ว
สำหรับครอบครัวธรรมดาในปี 2008 แปดพันหยวนคือเงินก้อนใหญ่ที่ต้องเก็บออมกันหลายเดือน
เงินจำนวนนี้ เปลี่ยนแปลงอะไรได้หลายอย่าง
เซี่ยตงกลับมานั่งหน้าคอม ในห้องเหลือเพียงเสียงพัดลมคอมพิวเตอร์ดังหึ่งๆ
บนหน้าจอ ข้อมูลผู้เข้าชมที่เด้งขึ้นไม่หยุด และตัวเลขรายได้ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดูสวยงามราวกับภาพวาด
แต่ในแววตาเซี่ยตง ไม่มีความหลงระเริงแม้แต่น้อย
สายตาของเขาทะลุผ่านหน้าจอเล็กๆ นี้ไป เห็นสมรภูมิที่ยิ่งใหญ่กว่าในอีกไม่กี่ปี หรือสิบกว่าปีข้างหน้า
เว็บไซต์นี้ เป็นแค่หัวหาดแรกที่เขาสร้างขึ้น
มันหยาบ และล้าหลัง
ในมหาสมุทรปี 2008 ที่ยังเป็นยุคเรือใบ เรือรบติดเครื่องจักรไอน้ำของเขาอาจจะแล่นฉิวไร้คู่แข่ง
แต่เซี่ยตงรู้ดีกว่าใคร ท้องทะเลกำลังจะเปลี่ยนไป
ยุค Web Portal กำลังจะจบลง คลื่น Social Media กำลังจะกวาดล้างทุกสิ่ง
Weibo, WeChat, Mobile Internet… นั่นต่างหากคือยุคของยักษ์ใหญ่ตัวจริง
สิ่งที่เขาทำอยู่ตอนนี้ ก็แค่กรรมกรขนย้ายคอนเทนต์ระดับไฮเอนด์
ผู้ใช้มาเร็ว ไปเร็ว
ขาด “ความเชื่อมโยง” (Connection) ที่เป็นหัวใจสำคัญ
เขาไม่ได้อยากทำแผงขายหนังสือพิมพ์ริมทาง แต่อยากสร้างมหานครที่คนนับล้านอาศัยอยู่ พูดคุย สร้างสรรค์ และใช้ชีวิต
และการจะสร้างเมืองแบบนั้น ลำพังตัวเขาคนเดียว กับ AI โต้วเปาที่ให้ข้อมูลนิ่งๆ คงทำไม่ได้
เขาต้องการกองทัพ
กองทัพสมัยใหม่ที่ประกอบด้วยสุดยอดโปรแกรมเมอร์ โปรดักต์แมเนเจอร์ และเทพแห่งการจัดการ
แต่ตอนนี้ เขาเป็นแค่ “แม่ทัพไร้พล” วัยสิบแปด ที่มีเงินทุนตั้งต้นก้อนแรกอยู่ในมือ
เงินเดือนละสามแสน ฟังดูเยอะ
แต่โยนลงไปในปากสัตว์ประหลาดกินเงินที่เรียกว่า “อินเทอร์เน็ต” เสียงตกกระทบยังไม่ได้ยินเลยด้วยซ้ำ
คน เขาไม่รู้จักใครสักคน
เทพสาย Tech ที่จะมีชื่อเสียงในอนาคต ตอนนี้ถ้าไม่อยู่ในบริษัทใหญ่ ก็คงกำลังวิ่งวุ่นทำธุรกิจของตัวเอง
เขาจะเอาอะไรไปดึงตัวมา?
ใช้ใจแลกใจ? หรือวาดวิมานในอากาศให้ดู?
ไม่มีคอนเนกชัน ไม่มีทรัพยากร ไม่มีเครดิต
แม้จะเป็นผู้กลับชาติมาเกิด แต่เมื่อเจอกำแพงแห่งความจริง ก็รู้สึกถึงข้อจำกัดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
มีวิชาปราบมังกร แต่ในมือไม่มีอาวุธ
ความรู้สึกนี้ทำเอาเซี่ยตงหงุดหงิด
เขาลุกขึ้นเดินไปเดินมาในห้อง
นอกหน้าต่าง ความมืดโรยตัว แสงไฟนีออนของเมืองเริ่มส่องสว่าง วาดโครงร่างอันเป็นเอกลักษณ์ของยุคสมัย
ปี 2008
ฝีเท้าเซี่ยตงชะงักกึก
ความทรงจำมากมายเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ปีนี้ แล่นผ่านสมองเหมือนสายฟ้าฟาด
ความคิดบ้าบิ่นและกล้าหาญความคิดหนึ่ง จุดประกายขึ้นเหมือนสะเก็ดไฟที่ลามทุ่งหญ้าในสมองเขา
เขาจำได้แม่น วิกฤตซับไพรม์จากอเมริกาที่จะลุกลามเป็นวิกฤตการเงินโลก จะขึ้นสู่จุดสูงสุดในเดือนกันยายนและตุลาคม
การล้มละลายของ Lehman Brothers เป็นแค่จุดเริ่มต้น
เสียงกรีดร้องจาก Wall Street จะดังไปทั่วทุกมุมโลก
บริษัทยักษ์ใหญ่ที่เคยยิ่งใหญ่คับฟ้า จะล้มครืน หรือต้องตัดแขนขาตัวเองเพื่อความอยู่รอด ปลดพนักงานขนานใหญ่