ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 1009 ฟากฟ้าใต้ธารน้ำแข็ง
บทที่ 1009 ฟากฟ้าใต้ธารน้ำแข็ง
ในวันนี้ ฉู่โม่วได้เดินทางมายังแม่น้ำ ซึ่งถูกเยือกแข็งด้วยกเกณฑ์ราตรีนิรันดร์
ตอนนั้นเอง ดวงตาบนฟ้าก็ตื่นขึ้น ตามมาด้วยความวุ่นวายและความผิดปกติมากมายที่แทรกแซงเข้ามาในห้วงอากาศ
มีก้อนน้ำแข็งสี่เหลี่ยมกลิ้งไปมาในระยะที่สายตามองเห็นได้ เพราะแรงพายุอยู่ทั่วทุกหนแห่ง อันที่จริง แทบจะเรียกว่าก้อนน้ำแข็งไม่ได้แล้ว เพราะแต่ละชิ้นมีขนาดใหญ่มาก
ก้อนที่ใหญ่ที่สุด พอจะเทียบเท่ากับภูเขาศักดิ์สิทธิ์ลูกหนึ่ง! มันสูงตระหง่านขึ้นไปยังฟากฟ้า ราวกับกำลังพยายามบดบังทิวทัศน์
ฉู่โม่วยืนอยู่ที่นั่นด้วยร่างเปล่งกระกายแสงศักดิ์สิทธิ์ ท่ามกลางความมืดมิดของกเกณฑ์แห่งราตรีนิรันดร์ เขาสว่างไสวเสมือนพระอาทิตย์ที่ไม่มีวันดับ ทอแสงไปทั่วบริเวณใกล้เคียง
ก้อนน้ำแข็งรอบ ๆ ตัว เคลื่อนที่และเปลี่ยนรูปร่างบ้าง ราวกับมันสามารถทลายห้วงมิติได้ ทว่าเมื่อมันเข้าใกล้ร่างของฉู่โม่ว ก็เหมือนว่ามันถูกกันด้วยกำแพงที่มองไม่เห็น ไม่มีสิ่งใดเข้าใกล้เขาได้
‘ที่ธารน้ำแข็งนี้ดูเหมือนจะมีกเกณฑ์แห่งราตรีนิรันดร์สูงกว่าที่อื่น ๆ สินะ…’
การรับรู้ของฉู่โม่วบอกไว้ว่าพลังแห่งกเกณฑ์ที่นี่กำลังพลุ่งพล่าน ถึงแม้ความผันแปรจะไม่ได้มาก และยังมีพายุก่อตัวอยู่ เขาก็ตรวจจับได้อย่างชัดเจนว่าที่นี่แตกต่างจากที่อื่น ๆ
‘และ…’
‘การเปลี่ยนแปลงนี้ดูจะมาจากในธารน้ำแข็งนี่ด้วย’
ฉู่โม่วคิดกับตนเองแล้วตัดสินใจจะสำรวจมากขึ้น
เมื่อลงไปเบื้องล่าง เขาเดินตรงไปยังธารน้ำแข็ง
ดูเหมือนว่าธารน้ำแข็งนี้จะถูกเยือกแข็งมากว่าหมื่นปีแล้ว โดยที่ไม่เคยแตกสลายแม้แต่ครั้งเดียว ระยะเวลาที่ถูกแช่แข็งนี้เนิ่นนานเสียจนธารน้ำแข็งมีส่วนผสมของสีน้ำเงินและสีดำ
ยามยืนอยู่บนพื้นที่สีน้ำเงินเข้มจนเกือบเป็นสีดำ ความรู้สึกจะชัดเจนมาก
สิ่งนี้ทำให้ฉู่โม่วสรุปได้อย่างมั่นใจถึงความผิดปกติทั้งหมดนั้น จะต้องมาจากก้นธารน้ำแข็งแน่ ๆ!
ราวกับมีกลิ่นอายของฟากฟ้าหลั่งไหลออกมาจาง ๆ รวมถึงพลังแห่งกระบี่เองก็ส่องแสงเยือกเย็นแพรวพราวออกมา
ชิ้ง!
กระบี่เล่มนั้นกลายเป็นลำแสงปะทะเข้ากับธารน้ำแข็ง ด้วยการฟาดฟันครั้งเดียว ก็สามารถเจาะทลายพื้นธารน้ำแข็งหนา พร้อมทั้งทำให้น้ำที่อยู่ลึกลงไปค่อย ๆ ซึมและทะลักออกมาด้านบน!
ทว่าสีหน้าของฉู่โม่วไม่ได้แสดงความสุขแต่อย่างใด กลับกำลังตกใจ
‘ทั้ง ๆ ที่ธารน้ำแข็งนี้ถูกแช่แข็งมานานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ เพราะงั้นขนาดเลยหนามาก …แต่ด้วยการโจมตีครั้งเดียว กลับสร้างรอยแตกบนธารน้ำแข็งได้เพียง 480 กิโลเมตร!’
ไม่ต้องพูดถึงฉู่โม่วซึ่งในวันนี้อยู่ในขั้นจักรพรรดิเทวะยุทธ์แล้ว ด้วยการฟันเพียงครั้งเดียวของเขา มันรุนแรงพอที่จะทำลายระแสน้ำได้ นับประสาอะไรกับธารน้ำแข็งนี้ พลังของเขามากพอที่จะทำลายครึ่งหนึ่งของกาแล็กซีขนาดใหญ่ได้ง่าย ๆ หากปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกมา
ถึงแม้ตอนนี้ชายหนุ่มจะไม่ได้ใช้พลังทั้งหมด แต่ก็นับว่าเป็นพลังระดับสูงมากแล้วสำหรับจักรพรรดิเทวะยุทธ์ทั่วไป
อย่างไรก็ตาม กลับกลายเป็นว่ากระบี่ของเขาทะลวงผิวน้ำแข็งลงไปได้ไม่ถึงห้าร้อยกิโลเมตรด้วยซ้ำ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผิวของธารน้ำแข็งนี้แข็งแรงขนาดไหน!
ชายหนุ่มส่ายหน้าขับไล่ความคิดตกตะลึงภายในหัว ฉู่โม่วพยายามจะทะลวงผืนน้ำแข็งลงไปอีกครั้ง
ยิ่งเขาขุดลึกลงไปเท่าไร ผืนน้ำแข็งก็ยิ่งหนาขึ้นเท่านั้น
แต่ด้วยพลังของชายหนุ่ม สิ่งนี้เป็นเพียงการกระทำที่ต้องใช้ความพยายามเท่านั้น
สักพักใหญ่ ขณะที่การฟาดฟันยังดำเนินอย่างต่อเนื่อง ลำแสงจากกระบี่วาบออกมาหลายต่อหลายครั้ง ควบคู่ไปด้วยกลิ่นอายพลังแห่งเต๋าที่รุนแรง ทำให้ตัวฉู่โม่วปลดปล่อยพลังออกมาราวกับน้ำพุ
ด้วยความพยายามทั้งหมดนี้ ไอน้ำและแสงทั้งหมดล้วนเริ่มสลาย ฉู่โม่วก็ได้เห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจน กลับกลายเป็นว่า ใต้น้ำแข็งนี้ปกคลุมโฉมหน้าที่แท้จริงเอาไว้
“นี่มัน…”
ชายหนุ่มเพ่งมองด้วยสีหน้าตกตะลึง
ใต้ธารน้ำแข็ง สิ่งที่กำลังเปล่งแสงออกมาไม่ใช่สิ่งที่ฉู่โม่วคาดคิดว่าจะอยู่ในดิน นั่นคือท้องฟ้า!
สิ่งนี้ไม่ใช่ภาพสะท้อนของหนองน้ำ หรือภาพมายาจากกระจกวารี
แต่คือท้องฟ้าจริง ๆ!
แสงตะวันที่สาดส่องน่าจะเป็นส่วนลึกที่สุด ส่วนที่ตื้นขึ้นมาเล็กน้อยเองก็เป็นเงาเมฆลอยเอื่อยนอกจากนั้นก็ยังมีนก แล้วก็สัตว์ต่าง ๆ อีกมากมาย มองผ่านตาเหมือนภาพสะท้อนท้องฟ้า
แต่ในความเป็นจริง ท้องฟ้าของโลกใบนี้มืดสนิท ไม่ต้องพูดถึงแสง เมฆ หรือเงาใด ๆ แม้กระทั่งดวงตะวันจันทรา หรือดวงดาว ต่างก็ไม่มีให้เห็นแม้แต่ร่องรอย ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจเรียกว่ากเกณฑ์ราตรีนิรันดร์ได้
นี่มันอย่างกับโลกที่กลับตาลปัตร!
ฉู่โม่วมองสิ่งนั้นด้วยความตื่นตระหนก
ตอนแรกเขาคิดว่าสิ่งนี้น่าจะเป็นภาพลวงตา แต่ดวงตาทวิเนตรของเขากลับไม่ได้ระบุว่าเป็นเช่นนั้น รวมถึงดวงตาทองคำแห่งธาตุทั้งห้าเองก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นอายของธาตุทั้งห้าจากท้องฟ้าเบื้องล่าง นอกจากนี้ยังมีกเกณฑ์แห่งกาลเวลา ห้วงมิติ รวมไปถึงกเกณฑ์อื่น ๆ ที่สามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจน ทุกสัมผัสที่มาจากใต้ธารน้ำนี้เป็นของจริง!
หลังจากตรวจสอบด้วยวิธีต่าง ๆ แล้ว หากว่ามันเป็นภาพลวงตาจริง ๆ ต้องยอมรับเลยว่าสิ่งนี้เป็นภาพลวงตาที่น่ากลัวเกินไป
ขนาดที่จักรพรรดิเทวะยุทธ์ยังไม่อาจมองทะลุได้!
‘ท้องฟ้าใต้ธารน้ำแข็ง… ฉันอยากจะเข้าไปหาความจริงเหลือเกิน!’
ถึงแม้ว่าการมีท้องฟ้าปรากฏขึ้นมาในที่แบบนี้จะเป็นอะไรที่แปลกประหลาดมาก ๆ แต่ฉู่โม่วก็ไม่ได้ลังเลแล้ววางแผนที่จะเข้าไป
สำหรับชายหนุ่มแล้ว ยิ่งสถานที่แปลกตามากขึ้นเท่าไร โอกาสที่เขาจะได้รับก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น!
ส่วนอันตรายที่อาจพบเจอ เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ แต่ฉู่โม่วก็รู้สึกได้ว่า ในโลกทั้งสองใบนี้ หากเขาไม่ได้ไปยั่วยุดวงตาขนาดใหญ่นั่น ก็ไม่น่าจะมีอันตรายร้ายแรง
นี่คือสิ่งที่คิด
ฉู่โม่วทะยานลงมาในรอยแยกธารน้ำแข็งและมุ่งหน้าเข้าสู่ฟากฟ้าเบื้องล่าง
หลังจากผ่านชั้นน้ำแข็งมากมายจนกระทั่งลงไปจนสุดถึงท้องฟ้าแล้ว เขาก็รู้สึกมึนงง ราวกับว่าโลกกำลังพลิกไปมา แรงโน้มถ่วงกำลังปรับเปลี่ยนไป
“เป็นโลกที่แปลกจริง ๆ…”
ชายหนุ่มพยายามควบคุมตนเองให้ใจเย็นและไม่ได้รีบตรวจสอบบริเวณรอบข้างทันที เขาเลือกที่จะส่งจิตสัมผัสวิญญาณออกไปตรวจสอบก่อน หลังจากมั่นใจแล้วว่าไม่มีอันตรายอยู่รอบตัว เขาก็หลับตาแล้วใช้ความรู้สึกในการปรับสภาพร่างกายให้คุ้นเคยกับโลกใบใหม่นี้
เขารู้สึกได้ว่าทุกสิ่งภายในนี้กำลังเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นการรับรู้ต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป หรือแม้กระทั่งแก่นแท้ของกเกณฑ์และโลกทั้งใบที่กำลังเปลี่ยนไปทีละนิด ๆ
การเปลี่ยนแปลงที่ว่าไม่ใช่หมายถึงการเปลี่ยนจากบนลงล่าง หรือหน้าไปหลัง
หากเป็นเช่นนั้น ผู้ที่อยู่ในขั้นจักรพรรดิเทวะยุทธ์แบบฉู่โม่ว ซึ่งควบคุมตนเองได้ในระดับสุดยอด จะต้องปรับตัวได้ในทันที
การเปลี่ยนแปลงของที่นี่ได้รบกวนการรับรู้ทั้งหมด
ราวกับกวางกลายเป็นม้า หญ้ากลายเป็นไม้ใหญ่ ทองกลายเป็นหิน ความตายกลายเป็นการเกิดใหม่ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงระดับแก่นแท้
และการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เพียงสิ่งรอบตัวเขาเท่านั้น แต่ยังรวมตัวเขาเข้าไปด้วย พลังของมันกำลังกัดเซาะร่างของเขา ขนาดที่พลังกายที่ปัจจุบันอยู่ในระดับหกของกระบวนท่าสวรรค์อมตะ ก็ยังยากจะต้านไหว
สิ่งนี้ทำให้ฉู่โม่วขมวดคิ้ว เขาอยากต้านทานมันไว้ แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง ยิ่งเขาต้านมากเท่าไร พลังในการกัดเซาะของมันก็เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น และร่างกายของเขาก็กำลังอ่อนแรงลง
‘ใช่! ใช่แล้ว!’
‘การรับรู้ที่นี่ถูกรบกวนจนผิดเพี้ยน หากฉันดึงดันจะต่อต้าน นอกจากจะต่อต้านไม่ได้แล้ว เผลอ ๆ ร่างกายของฉันจะถูกกัดกร่อนเร็วขึ้นด้วย! ร่างกายของฉันจะถูกกลืนกินไปในที่สุด!’
‘แต่ถ้าเป็นแบบนั้น เราสามารถต้านทานมันได้ยังไงบ้างล่ะ?
‘เป็นไปได้หรือเปล่า ที่เราจะทดลองด้วยการปล่อยมันไปดู?’
ฉู่โม่วพยายามเมินเฉย แต่แล้วเขาก็พบว่าแม้เขาจะเมินกลับ พลังแห่งการเปลี่ยนแปลงก็ยังคงมีผลอยู่
‘การต่อต้านจะทำให้พลังทำลายล้างรุนแรงขึ้น ในขณะเดียวกัน ถ้าไม่ต่อต้าน… มันก็ยังมีฤทธิ์อยู่ดี แล้วควรจะทำยังไงกัน?’
ขนาดฉู่โม่วเอง ก็ยังไม่รู้ว่าจะต้องจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้อย่างไร