ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 1047 เส้นทางลับสวรรค์อมตะ
บทที่ 1047 เส้นทางลับสวรรค์อมตะ
ช่วงเวลาต่อมา ฉู่โม่วเดินทางไปทั่วโลก เขาได้พบสมบัติอยู่บ้างและไม่พลาดที่จะเก็บมันมา
ผลึกแก้วผันผวนกว่าร้อยชิ้นถูกเก็บ นอกจากนี้ก็ยังมีสมบัติชิ้นอื่น ๆ อีก ทุกชิ้นล้วนปลดปล่อยกลิ่นอายของความโกลาหลออกมา ซึ่งฉู่โม่วเองก็นำสิ่งเหล่านี้ไปฝังเก็บไว้ในโลกในฝ่ามือด้วย
สิ่งนี้คุ้มค่าที่จะพูดถึง
ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ ฉู่โม่วได้เผชิญหน้ากับผู้ปลุกพลังจากหลายกองกำลัง รวมถึงสัตว์อสูรบ้างประปราย
สัตว์อสูรพวกนี้จะถูกดึงไปไว้ในแขนเสื้อ ส่วนผู้ปลุกพลังจากหลายกองกำลังนั้นพวกเขาไม่ได้คิดจะมีปัญหาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว แต่หากอีกฝ่ายคิดจะมีปัญหา ฉู่โม่วก็พร้อมจะรับมือเช่นเดียวกัน
เพราะงั้นในเวลาไม่กี่วัน ผู้ปลุกพลังจากพันธมิตรเทพสวรรค์กับเผ่าพันธุ์สุญญะจึงถูกสังหารกันไปหลายคนแล้ว
มีเพียงเผ่าพันธุ์เทพอัสนีและเป้าหมายของฉู่โม่วอย่างเผ่าพันธุ์นาคาที่ยังไม่มีโอกาสได้เจอสักทีเท่านั้น สิ่งนี้ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกเสียใจเล็กน้อย
เมื่อฉู่โม่วมาตามล่าหาสมบัติในพื้นที่ใหม่วันนี้ ตอนนั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงระเบิดที่ดังจนโลกสั่นสะเทือนเบื้องหน้า เมื่อมองตรงไปก็พบว่า แสงศักดิ์สิทธิ์ที่สว่างไสวกำลังเปล่งขึ้นมาจากพื้นดิน เสมือนเป็นเสาแสงที่ตั้งตระหง่านขึ้นไปบนท้องฟ้า สูงทะลุไปยังฟากฟ้าเบื้องบนอยู่เหนือมิติไร้ที่สิ้นสุด
ลำแสงที่สาดส่องไปทั่วนั้นทำให้เกิดแสงสว่างไปอีกนับพันล้านกิโลเมตรบนพื้นดิน เปลี่ยนโลกทั้งใบให้สว่างไสวชัดเจน
ด้วยเสาแสงที่ตระหง่านถึงชั้นฟ้านี้เอง ปรากฏการณ์ประหลาดก็ปรากฏตามมา เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่ยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม
“นี่มัน…”
หัวใจของฉู่โม่วสั่นไหว เขารีบบินตรงไปยังทิศทางที่แสงนั้นปรากฏขึ้นทันที
ฟุ่บ!
ไม่นานนัก ชายหนุ่มก็เข้ามายังบริเวณใกล้เคียง ทว่า ณ จุดนั้น เขาก็พบกับผู้ปลุกพลังคนอื่นกำลังมาที่บริเวณนี้เช่นกัน พวกเขาตกตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนจะแสดงความประหลาดใจ
‘น-นี่มัน… เส้นทางลับสวรรค์อมตะ!?’
‘พระเจ้า นี่มันเส้นทางลับที่จะเปิดเพียงครั้งเดียว และจะไม่เปิดอีกเป็นครั้งที่สอง ฉันคิดว่าพวกเราคงไม่มีโอกาสอีกแล้ว ไม่คาดคิดจริง ๆ ว่ามันจะปรากฏขึ้นอีกครั้งในตอนนี้!?’
‘ถือเป็นโอกาสที่ฉันรออยู่เลย!’
ผู้ปลุกพลังที่อยู่รอบ ๆ ไม่ว่าจะมาจากเผ่าพันธุ์สุญญะ พันธมิตรสวรรค์ เผ่าพันธุ์เทพอัสนีหรือเผ่าพันธุ์นาคา ทุกคนดูจะตื่นเต้นมาก ๆ
ฉู่โม่วที่อยู่ใกล้ ๆ ได้ฟังบทสนทนาเหล่านั้นก็เข้าใจสถานการณ์เบื้องหน้าได้อย่างรวดเร็ว
ที่แท้ ลำแสงที่อยู่เบื้องหน้านี้ก็คือเส้นทางลับสวรรค์อมตะ!
เป็นโอกาสที่ยอดเยี่ยมในหุบเหวศักดิ์สิทธิ์
เมื่อครั้งที่หุบเหวศักดิ์สิทธิ์เปิดออกเป็นครั้งแรก อัจฉริยะผู้ทรงพลังได้เข้ามาที่นี่และตัดสินใจที่จะเปิดเส้นทางลับสวรรค์อมตะ ในโลกใบนี้ที่มีชื่อเรียกว่า ‘เขตแดนลับเทพวรยุทธ์’ ส่วนหุบเหวศักดิ์สิทธิ์น่าจะเป็นชื่อที่คนภายนอกเรียก
เขตแดนลับเทพวรยุทธ์ในสมัยก่อนเจริญรุ่งเรือง สิ่งมีชีวิตจำนวนมากอาศัยอยู่ที่นี่ มีผู้ปลุกพลังถือกำเนิดขึ้นมาตลอด
มีสิ่งมีชีวิตที่มหัศจรรย์มากมาย และหลังจากฝึกฝนจนถึงขั้นสุดยอดเท่าที่จะทำได้แล้ว พวกเขาก็จะออกจากที่นี่เพื่อไปสำรวจโลกขั้นบนที่สูงกว่า สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ
ในโลกที่แข็งแกร่งมากขึ้น ก็จะมีสมบัติที่หายากมากขึ้น สิ่งนี้เหมือนเป็นกฎเกณฑ์ของโลกวรยุทธ์ทุกแห่ง
การพบเจอนี้ทำให้ชายที่แข็งแกร่งในเขตแดนลับเทพวรยุทธ์มีความสุขเป็นอย่างมาก ทว่าพวกเขากลับไม่สามารถไปที่นั่นได้ ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงต้องพยายามอย่างมากที่จะสร้างทางเชื่อมด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์จากในหุบเหวศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ โดยหวังว่ามันจะมีทางขึ้นไปยังโลกที่สูงขึ้นผ่านแสงศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างมา
แต่เดิมแล้วสิ่งนี้เป็นเพียงการทดลอง
หากไม่ใช่เพราะสิ่งมีชีวิตในเขตแดนลับเทพวรยุทธ์รับรู้ได้ว่าโลกเบื้องบนไม่ใส่ใจอะไร พวกเขาก็เลือกที่จะส่งสมบัติจำนวนมากลงมาหลังจากที่เสาแสงนี้ถูกสร้างขึ้น
และเหล่าคนที่แข็งแกร่งที่สุดก็ใช้เสาแสงแห่งนี้ขึ้นไปด้านบนจนได้
ด้วยความช่วยเหลือจากผู้ที่อยู่สูงกว่า เขตแดนลับเทพวรยุทธ์ก็เริ่มเจริญรุ่งเรืองมากขึ้นไปเรื่อย ๆ และเริ่มมีผู้คนมากมายปีนขึ้นไป
ทว่า…
หลังจากที่เวลาผ่านไปแสนปี อุบัติเหตุก็เกิดขึ้น!
โลกที่เจริญรุ่งเรืองของวรยุทธ์ต้องเจอกับประสบการณ์ที่เปลี่ยนไป มันเกิดการบิดเบี้ยวแล้วเริ่มเข้าสู่กระบวนการสลายตัว จากโลกที่มีทิวทัศน์งดงามแต่เดิม กลับกลายเป็นโลกที่ไร้ชีวิตชีวาอย่างช้า ๆ
แสงศักดิ์สิทธิ์ที่เคยเชื่อมต่อกับโลกเบื้องบนเองก็เริ่มสูญเสียพลัง
วรยุทธ์ที่ควรจะรุ่งเรือง กลับล่มสลายและหายไป
เวลาผ่านไป เขตแดนลับเทพวรยุทธ์ก็กลายเป็นหุบเหวศักดิ์สิทธิ์ดั่งในปัจจุบัน สรรพสิ่งที่เคยงดงามและมั่งคั่ง ปัจจุบันกลายเป็นเพียงซากเท่านั้น
“ที่แท้หุบเหวศักดิ์สิทธิ์ก็มีที่มาแบบนี้นี่เอง”
ฉู่โม่วค่อนข้างแปลกใจเล็กน้อย
แต่หลังจากคิดทบทวนให้ดีแล้ว ก็พบว่ามันปกติ
อย่างไรเสีย ไม่ว่าจะมองมายังโลกนี้อย่างไร มันก็ดูไม่เหมือนกับเขตแดนลับธรรมดาอยู่แล้ว ทว่ากลับดูเหมือนโลกจริง ๆ ใบใหญ่มากกว่า ไม่น่าแปลกใจที่จะมีประวัติเช่นนี้
“เพียงแค่…”
ฉู่โม่วขมวดคิ้วน้อย ๆ ขณะนึกถึงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เขารู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างผิดพลาด
แต่คิดไม่ออกได้ว่ามีสิ่งใดผิดปกติ
ครืน!
ขณะที่ฉู่โม่วกำลังครุ่นคิดนั้นเอง ลำแสงที่พุ่งขึ้นไปบนฟ้าก็ค่อย ๆ หนาแน่นขึ้นและเปล่งแสงสว่างน้อยลง ทว่าที่จุดกลางกลับค่อย ๆ ปรากฏเป็นเสาแสงที่ขยายใหญ่และสูงขึ้น ราวกับว่ามันพยายามจะทะลุชั้นฟ้าผ่านห้วงมิติไม่รู้จบเข้าไปเรื่อย ๆ
“มาแล้ว!”
“เส้นทางลับสวรรค์อมตะกำลังจะมาแล้ว!”
“เตรียมตัวให้ดี!”
“เมื่อไหร่ที่เส้นทางลับสวรรค์อมตะมั่นคงแล้ว แสงที่เปล่งออกมาจะหายไป สัตว์อสูรที่ถูกผนึกไว้ข้างในก็จะออกมาด้วย กำจัดพวกมันก่อน จากนั้นค่อยเอาสมบัติเป็นรางวัล!”
“ว่ากันว่าสมบัติที่ได้รับมานั้นดีมาก ๆ ไม่รู้ว่าเหล่าตำนานที่ขึ้นไปยังโลกเบื้องบนจะต้องเจอกับความแข็งแกร่งระดับไหนบ้าง อยากจะขึ้นไปดูให้เห็นกับตาจริง ๆ!”
ผู้ปลุกพลังหลายคนเริ่มพูดคุยกัน คำพูดของเขาเต็มไปด้วยความหวัง
ฉู่โม่วเองก็คิดแบบนั้นเช่นกัน ตอนนี้เขายังไม่มีแผนที่จะลงมือ ดังนั้นจึงทำเพียงรอและดูก่อนว่าจะเป็นอย่างไรต่อจากนี้
ฟุ่บ!
ในที่สุด
หลังจากรอมาพักใหญ่ ๆ เส้นทางลับสวรรค์อมตะก็ก่อตัวสำเร็จ ลำแสงที่ส่องตรงขึ้นไปยังห้วงมิติไร้ที่สิ้นสุดนั้นทะลุออกไปยังอวกาศอันไกลโพ้น มันทั้งยิ่งใหญ่และมโหฬารราวกับว่าสิ่งนี้ข้ามกาลเวลามากมายกับห้วงมิติอีกนับไม่ถ้วน กลิ่นอายของกาลเวลาเติมเต็มบริเวณนี้และทำให้ผู้ปลุกพลังต้องหันมอง แม้แต่ตัวฉู่โม่วเองก็ยังอดอ้ำอึ้งไม่ได้
และเกือบจะเป็นเวลาเดียวกัน
เหล่าร่างที่แข็งแกร่งซึ่งปกป้องทุกลำแสงอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่ง ก็ดูจะหลุดออกจากการผนึกแล้ว พวกมันดิ้นรนแล้วพุ่งออกมาพร้อมกับร้องคำราม
แต่ละร่างมีรูปร่างประหลาด ทั้งน่ากลัวและน่าเกลียด พร้อมทั้งมีกลิ่นอายชั่วร้ายปะปนอยู่ด้วย ราวกับว่าพวกมันถูกนรกตามตัวอยู่ ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกตัวสั่นได้ไม่ยากนัก
“ฆ่ามัน!”
“ฆ่าพวกสัตว์อสูรเหล่านั้นซะ!”
“หากฆ่าพวกมันได้ พวกเราก็จะได้สมบัติไป!”
ผู้ปลุกพลังเองก็ไม่อาจจะอดทนไว้ได้ พวกเขาพุ่งเข้าหาสัตว์อสูรเหล่านั้นอย่างไม่หวั่นเกรงตาม ๆ กัน
กรร!!!
ตอนนี้ เหล่าสัตว์อสูรได้เข้าปะทะเบื้องหน้าฉู่โม่วแล้ว ความแข็งแกร่งของพวกมันน่าจะสูงพอ ๆ กับจุดสูงสุดของขั้นราชันย์เทวะยุทธ์เท่านั้น และหลายตนก็ไม่ได้แข็งแกร่งระดับนี้ ทว่าด้วยกลิ่นอายแห่งความชั่วร้ายและกลิ่นคาวของพวกมัน เพียงได้กลิ่นก็รู้สึกสะอิดสะเอียนแล้ว
ฉู่โม่วขมวดคิ้วช้า ๆ จากนั้นก็ใช้ปราณกระบี่ฟาดฟันออกไป ซึ่งสามารถตัดร่างของสัตว์อสูรร้ายให้ขาดได้อย่างง่ายดาย
แต่ขณะที่ดวงวิญญาณชั่วร้ายของพวกมันกำลังร่วงหล่น ชายหนุ่มก็สัมผัสได้ด้วยว่าดวงตาสีแดงนั้นพลอยหายไปด้วย เผยให้เห็นความรู้สึกอันน่าประหลาด
นั่นคือความโล่งอก สบายใจได้แล้ว…
พร้อมกันนั้นก็มีความ… เห็นอกเห็นใจปรากฏขึ้นมา