ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 589 การมาถึงของยอดบุรุษ และคุณหนูเจ็ดแห่งหุบเขามังกร
บทที่ 589 การมาถึงของยอดบุรุษ และคุณหนูเจ็ดแห่งหุบเขามังกร
เวลาสามวันผ่านไปเพียงพริบตา
ท่ามกลางฝูงชนมากมายในเมืองหมื่นป่าสมุทร ในที่สุดเวลาที่ฉู่โม่วจะเลือกผู้ติดตามก็ได้มาถึง
วันนี้…
เมืองหมื่นป่าสมุทรขนัดแน่นไปด้วยบรรดาผู้ปลุกพลังและสัตว์อสูรทั่วแห่งหน มีทั้งนกซึ่งกำลังสยายปีกอันสง่างาม เรือรบ รถศึก แม้กระทั่งยานอวกาศก็ปรากฏให้เห็นอยู่เนือง ๆ พวกมันแทบจะคลุมท้องฟ้าให้กลายเป็นสีดำ
กองกำลังทั้งหลายในทางช้างเผือกส่งผู้ปลุกพลังมาทันทีที่ได้ข่าว แม้แต่ชนชั้นนำจากเผ่าพันธุ์มนุษย์เองก็ยังส่งบรรดาคนรุ่นหนุ่มสาวมาด้วยเช่นกัน
ชั่วครู่ ประกายแสงหลากสีก็ส่องสว่างเต็มท้องฟ้า ก่อรัศมีอันพร่างพราว
ขณะนั้น…
ก่อนที่ผู้คัดเลือกจะเดินทางมาถึง ผู้ปลุกพลังหลายคนที่กำลังเฝ้ารอต่างสนทนากัน
“พี่จาง คุณก็มากับเขาด้วยเรอะ”
ท่ามกลางฝูงชน ทันทีที่เด็กหนุ่มเห็นหน้าคนคุ้นเคยเขาก็พูดขึ้น
ชายที่ถูกทักหันหน้าไปมองด้วยความประหลาดใจ “อ๋อใช่ แล้วนี่น้องซุนก็มารับการคัดเลือกเหมือนกันเหรอ”
“ไม่ลองก็ไม่รู้ แต่ว่านะ พอได้คนเก่ง ๆ เยอะแยะเต็มไปหมดแบบนี้ ผมว่าเราทั้งคู่คงต้องกินแห้วละมั้งนะ!” ผู้ปลุกพลังหนุ่มยิ้มอย่างฝืน ๆ
คนหนุ่มสาวที่มาในวันนี้มีจำนวนมากเกินไป แม้แต่กองกำลังขนาดใหญ่ก็ยังส่งทายาทสายตรงของตัวเองมาเป็นตัวแทน แน่นอนว่าคนเหล่านั้นได้รับการฝึกฝนมาอย่างเพียบพร้อม ไม่ต้องพูดถึงระดับพลังหรือพลังพรสวรรค์เลยด้วยซ้ำ ในขณะที่พวกเขาเป็นเพียงผู้ปลุกพลังธรรมดา ไม่มีทางจะโดดเด่นหรือส่องประกายได้เทียมเท่า
ที่สำคัญกว่านั้น…
ไม่เพียงแต่คนหนุ่มสาว บรรดาคนมีอายุหลายคนก็มาที่นี่เพื่อลับฝีมือเช่นกัน
คนแก่ ๆ เหล่านี้หาใช่คนอ่อนแอไม่ อย่างน้อยพวกเขาก็มีพลังระดับเทวะยุทธ์ ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมานี้ พวกเขาก็พอจะเห็นผู้เฒ่าซึ่งอยู่ในขั้นเทพเจ้าเหล่านี้เดินไปมาผ่านสายตาอยู่บ้าง เป้าหมายของพวกเขาล้วนเหมือนกันก็คือได้เป็นหนึ่งในรายชื่อผู้ติดตามของฉู่โม่ว
เรื่องที่คาดไม่ถึงนี้ทำให้คนทั้งสองตกใจเล็กน้อย
พวกเขายิ้มขื่นให้กันและกันโดยไม่ได้นัดหมาย
ท่ามกลางบทสนทนาชวนเศร้านี้ ผู้ปลุกพลังซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ อดไม่ได้ที่เอ่ยแทรก “นี่ยังน้อยนะ ครั้งนี้ผู้สืบทอดฉู่ประกาศข่าวล่วงหน้าแค่สามวัน คนที่มาที่นี่ส่วนใหญ่ก็เลยจะมีแต่คนรอบ ๆ ใจกลางทางช้างเผือก ลองคิดดูสิ ถ้าไม่ใช่สามวันแต่เป็นสองเดือน มนุษย์จากดาราจักรอื่นคงจะยกโขยงมาให้ขวัก!”
“ฟังดูน่ากลัวนะ”
ทั้งสองคนชะงัก…
“น่ากลัวขนาดไหนน่ะเหรอ”
ผู้ปลุกพลังผู้แทรกบทสนทนากล่าวขึ้น “ถ้าเอาตามความคิดฉัน นี่ยังเป็นแค่การเคลื่อนไหวเล็ก ๆ เท่านั้นนะ! ผู้สืบทอดฉู่น่ะเป็นยอดบุรุษของเผ่าพันธุ์มนุษย์ สามารถกำราบความชั่วร้ายของทุกเผ่าพันธุ์ แน่นอนว่าเรื่องนี้มีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดา”
“พูดได้เลยว่าคนอย่างผู้สืบทอดฉู่นั้นเกิดมาพิเศษ ชะตาของเขาถูกกำหนดมาให้ยืนบนจุดสูงสุดของมนุษยชาติ และนำพาเผ่าพันธุ์ของเราไปสู่ยุคที่รุ่งเรือง การที่ได้เป็นผู้ติดตามของเขา ไม่เพียงแต่ถือเป็นเกียรติอย่างสูงสุด แต่ยังมีโอกาสได้บ่มเพาะวิชาอีกมากมายในอนาคต!”
“ทีนี้เข้าใจแล้วหรือยังว่าทำไมกองกำลังใหญ่ ๆ เหล่านั้นถึงได้ยอมเข็นผู้สืบทอดสายตรงของตัวเองออกมาประเคนให้ นั่นก็เพราะอนาคตนั้นมีแต่คำว่าคุ้มค่านะสิ!”
คำพูดนี้ทำให้ผู้ฟังถึงกับอกสั่นขวัญแขวน
พวกเขารู้เพียงแต่ว่าฉู่โม่วต้องการเลือกเฟ้นผู้ติดตามจึงอยากจะลองดูเท่านั้น ไม่คิดมาก่อนว่าเบื้องลึกเบื้องหลังจะมีความซับซ้อนเพียงนี้
ทว่า…
หลังจากที่ได้รู้ข้อเท็จจริง พวกเขาก็เข้าใจได้ทันทีว่าโอกาสที่จะถูกคัดเลือดนั้นต่ำเตี้ยขนาดไหน
“หมดหวังแล้วละพวกเรา!”
“ช่างเถอะน่า คิดซะว่ามาลองดูขำ ๆ!”
คนทั้งสองพูดอย่างถอดใจ
แน่นอนว่านี่เป็นจุดที่ผู้ฝึกยุทธ์จากตระกูลเล็ก ๆ ทั่วไป ๆ คิดเห็นตรงกัน
พวกเขามาที่นี่เพื่อแสวงโชค ทว่าหลังจากได้เห็นกองกำลังขนาดใหญ่มากมายเริ่มส่งคนของตัวเองมา พวกเขาก็รู้ดีว่าตนคงไม่มีหวัง ดังนั้นแทนที่จะคาดหมาย พวกเขาเลือกวางเฉยและเฝ้าดูเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นด้วยความตื่นเต้น
ขณะที่ผู้คนกำลังรอคอยอยู่นั้น เสียงตะโกนหนึ่งก็ดังมาจากระยะไกล
ทุกคนละสายตาไปตามเสียงโดยไม่รู้ตัว
ภาพที่เห็นคือรถลากที่พุ่งเข้ามาด้วยความเร็ว มันถูกเทียมด้วยสัตว์อสูรที่ทรงพลังและมีร่างกายสง่างามหลายตัว พลังที่พุ่งพล่านออกจากตัวมันช่างแข็งแกร่ง
บนรถเทียมปรากฏร่างของคนหลายคนกำลังยืนอยู่
“นี่มัน… ราชรถจากหุบเขามังกร!”
“หุบเขามังกร? สุดยอดกองกำลังสายเลือดมนุษย์ที่สืบสายกันมาร่วมแสนปีนั่นน่ะเหรอ ว่ากันว่าในกองกำลังมีผู้ปลุกพลังระดับมหาเทวะยุทธ์อยู่ด้วย บรรพบุรุษของพวกเขาสังหารมังกรเพื่อสกัดแก่นแท้ และทำให้ลูกหลานของพวกเขากลายเป็นผู้มีสายเลือดมังกร สร้างยอดฝีมือรุ่นสู่รุ่น กระทั่งตอนนี้ พวกเขาก็ยังอยู่ในยุครุ่งเรือง!”
“พวกเขาส่งใครมานะ”
“มองไกล ๆ น่าจะเป็นคุณหนูเจ็ดแห่งหุบเขามังกร!”
“คุณหนูเจ็ดเนี่ยนะ ใช่คนที่มีชาติกำเนิดที่ไม่ธรรมดา ประมาณว่ามีจิตวิญญาณของมังกรสถิตอยู่ แล้วก็เป็นยอดฝีมือที่ไปถึงระดับเทียมเทพก่อนอายุยี่สิบหรือเปล่า!”
“ข่าวลือไม่ได้มีแค่นี้นะ คุณหนูเจ็ดน่ะไม่เพียงแต่มีจิตวิญญาณมังกรเท่านั้น แต่ยังมีปราณมังกรอยู่ในร่างกายอีกด้วย หากมีผู้ปลุกพลังที่สามารถฝึกวิชาสอดประสานกับคุณหนูเจ็ดได้ คนผู้นั้นก็จะได้รับการขัดเกลาจากปราณมังกร ส่งผลให้ทั้งคู่ได้รับพลังมหาศาล… หลายปีที่ผ่านมานี้ หุบเขามังกรได้มองคนผู้นั้นมาตลอด ไม่คิดเลยว่าพวกเขาจะมาที่นี่ด้วย เป็นไปได้ไหมว่าที่มาก็เพราะต้องการเป็นผู้ติดตามของผู้สืบทอดฉู่!”
“ฮึ่ย! มันจะน่ากลัวเกินไปหน่อยไหม แม้แต่ตระกูลที่รุ่งโรจน์มาตลอดแสนปียังส่งคนมาที่นี่ พวกเขาทุ่มเทให้เรื่องนี้มากจริง ๆ!”
“ไม่อยากจะเชื่อเลย!”
“แต่คิด ๆ ไปแล้ว มันก็ดูสมเหตุสมผลอยู่นะ… พลังปราณมังกรของคุณหนูเจ็ดจะพัฒนาไปได้ก็ต่อเมื่อบ่มเพาะเป็นคู่ ยิ่งฐานพลังของคนทั้งสองดีเท่านั้น พวกเขาก็ยิ่งพัฒนามากขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าจะสมัยไหน ๆ หากคนสองฝ่ายสามารถบรรลุสิ่งที่ตนต้องการได้ ตราบใดที่มันได้ประโยชน์ก็ไม่มีอะไรจะเสีย!”
“นั่นก็จริง!”
“น่าเสียดายชะมัด… ได้ยินมาว่าคุณหนูเจ็ดน่ะโฉมสะคราญ ไม่น่ากลายเป็นผู้ติดตามที่ต้องคอยรับใช้ผู้สืบทอดฉู่เลย!”
“เราอาจจะอิจฉา แต่เขาอาจจะเฉย ๆ ก็ได้!”
เสียงจอแจดังไปทั่วบริเวณ
บรรดาคนหนุ่มต่างมองไปที่รถเทียมสัตว์อสูรเป็นตาเดียวด้วยหวังจะเห็นร่างอรชร
ข่าวลือถึงรูปโฉมคุณหนูเจ็ดแห่งหุบเขามังกรได้แพร่สะพัดไปไกล แน่นอนว่าใคร ๆ ก็ล้วนต้องการจะพิสูจน์มันด้วยตาตนเอง
ทว่า
คล้ายว่าบนราชรถนั่นจะถูกกำบังด้วยค่ายกลบางอย่าง ผู้คนเบื้องล่างที่เพ่งมองเห็นแต่เพียงม่านน้ำราง ๆ ไม่อาจพิศมองดวงหน้าที่แท้จริงของหญิงสาวได้อย่างชัดเจน ทำเอาทุกคนต่างถอนหายใจ
เปรี้ยง!
ตอนนั้นเอง เสียงฟ้าร้องก็ดังขึ้นมาจากอีกทิศทางหนึ่ง
ครู่เดียว เจตจำนงกระบี่อันแหลมคมก็กระจายไปทั่วแผ่นฟ้า เติมเต็มให้จักรวาลระอุไปด้วยปราณสังหารอันกล้าแกร่ง ส่งผลให้สัตว์อสูรจำนวนมากเริ่มพากันแตกตื่นและส่งเสียงร้องโหยหวน
ฉับพลันนั้น ร่างกายของบรรดาผู้ปลุกพลังต่างสะท้านชา สัญชาตญาณในมโนสำนึกส่งเสียงเตือนถึงความน่าสะพรึงกลัว
“นี่มัน…”
พวกเขาเงยหน้าขึ้นมองไปทางที่มาของเจตจำนงกระบี่
ภาพเบื้องหน้าคือลำแสงที่พุ่งผ่านจากแดนห่างไกล ครั้นเมื่อเคลื่อนเข้ามาใกล้ ก็พลันเห็นร่างของคนที่ยืนอยู่บนกระบี่ พวกเขาล้วนสวมอาภรณ์สีขาว ร่างกายฟุ้งไปด้วยไอพลังที่กล้าแกร่ง เป็นภาพที่ชวนให้ประทับใจไม่น้อย
ในหมู่พวกเขา คนแรกเป็นชายชราที่มีหนวดเคราสีขาว ในมือถือกระบี่ ดวงตาของเขาคมกริบดั่งสายฟ้า ปราณกระบี่บนเรือนกายนั้นรุนแรงจนแทบจะแยกผืนฟ้าออกเป็นสองส่วน