ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 821 แบบทดสอบที่สอง กับ หุ่นเชิดราชันย์เทวะยุทธ์!
บทที่ 821 แบบทดสอบที่สอง กับ หุ่นเชิดราชันย์เทวะยุทธ์!
ตึง!
ตึง!
ตึง!
ในป่าแรงโน้มถ่วงแห่งนี้ ยิ่งก้าวไปข้างหน้า ก็จะยิ่งต้องรับมือกับแรงโน้มถ่วงที่เพิ่มมากขึ้น
หลังจากที่ก้าวต่อมาได้อีกสามสิบก้าวเท่านั้น เขาก็ตกอยู่ภายในแรงโน้มถ่วง 12,000 เท่าไปแล้ว
ด้วยแรงโน้มถ่วงขนาดนี้ มันเริ่มทำให้ฉู่โม่วก้าวต่อไปลำบาก ดังนั้นเขาทำได้เพียงเดินไปอย่างช้า ๆ เท่านั้น
และในสถานการณ์เดียวกันนี้เอง
หากผู้ที่อยู่ ณ จุดนี้เป็นคนนอก ต่อให้เขาเป็นครึ่งก้าวสู่ขั้นราชันย์เทวะยุทธ์ เขาจะต้องถูกแรงโน้มถ่วงระดับนี้บดขยี้จนกลายเป็นละอองเลือดแน่ ๆ หรือถ้าเป็นราชันย์เทวะยุทธ์ ต่อให้พวกเขาจะไม่ตาย แต่ก็ต้องรับภาระหนักกว่าจะฝ่าไปได้
แกร๊ก!
ย่างหนึ่งก้าวมันก็เพิ่มขึ้นอีก
ฉู่โม่วได้ยินเสียงบางสิ่งบางอย่างแตกออกจากทั่วทั้งร่าง มันเป็นเสียงกระดูกของเขาที่เริ่มจะรับภาระน้ำหนักระดับนี้ไม่ไหวแล้ว!
แต่ถึงอย่างนั้น สีหน้าของชายหนุ่มกลับดูไม่เปลี่ยนไปเลย
ร่างกายของเขาสั่นเล็กน้อยตามมาด้วยควันระเหยของแก่นแท้แห่งธาตุไม้ที่กำลังทำการรักษากระดูกที่แตกร้าวนั้นอยู่
มันทำให้เขาสามารถก้าวต่อไปได้
ในทุก ๆ ก้าวถัดจากนี้ ร่างกายของฉู่โม่วจะส่งเสียงกระดูกแตกออกมาอยู่เรื่อย ๆ และเช่นเดียวกัน มันก็ถูกรักษาอยู่ตลอดด้วย
ในท้ายที่สุด
เขาเหลือเพียงสิบก้าวสุดท้ายแล้วก่อนจะถึงปลายทาง
ยามที่มาถึงจุดนี้ได้ เขาก็รู้สึกได้เลยว่าแรงโน้มถ่วงมันเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และในทุก ๆ ก้าวก็จะต้องรับภาระเพิ่มอีกก้าวละ 1,000 เท่าด้วย
แรงโน้มถ่วงระดับนี้มากพอจะทำให้เขาเริ่มหายใจลำบากแล้ว ครั้งนี้แม้แต่กล้ามเนื้อเองก็เริ่มถูกทำลาย ความรู้สึกภายใต้แรงโน้มถ่วงมหาศาล มันเหมือนว่าตัวเขาพร้อมจะแหลกสลายได้ทุกเมื่อเลย
“อีกาสุริยัน!”
ฉู่โม่วกระตุ้นเลือดในร่างและกลืนน้ำลายลงไป
ก๊า!
ด้วยเสียงร้องที่ดังกังวาน อีกาสามขาสีทองที่มาพร้อมกับเปลวเพลิงสีทองทั่วทั้งร่างก็ทะยานออกมาจากร่างของชายหนุ่ม โปรยเส้นขนสีทองเหมือนไฟไปทั่วก่อนจะบินกลับมาหาเขา
พรึ่บ!
การเพิ่มพลังของอสูรตนนี้ ทำให้ความแข็งแกร่งของฉู่โม่วเพิ่มขึ้นในทันที ทั้งเลือดและเนื้อได้รับการเสริมพลัง ราวกับมันเป็นภูเขาไฟที่กำลังระเบิดอยู่
เขาสามารถก้าวเดินต่อไปได้ราวกับโบยบินโดยไม่หยุดยั้ง ย่างก้าวท่ามกลางแรงโน้มถ่วงที่น่ากลัวราวกับเทพเจ้าแห่งสงคราม
ตึก! ตึก! ตึก!
หลังจากที่ถ่อสังขารมาด้วยความพยายามอย่างหนักแล้ว ในที่สุดก็มาถึงปลายทาง
ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึก ๆ และก้าวออกมาจากจุดดังกล่าวอันถือเป็นการสิ้นสุดเขตป่าแรงโน้มถ่วง
วินาทีต่อมา
วูบ!
แรงโน้มถ่วงมหาศาลที่เคยกดร่างของเขาไว้หายไปในบัดดล ร่างของฉู่โม่วเบาขึ้นเหมือนว่าแทบจะบินได้
“ในที่สุดก็จบสักที!”
ฉู่โม่วอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจอย่างโล่งอกออกมา
ป่าแรงโน้มถ่วงนั้น แม้จะดูเหมือนง่าย แต่ความจริงแล้วมันอันตรายมากขึ้นในทุกย่างก้าว
ก้าวสุดท้ายก่อนจะหลุดมาจากป่าได้นั้น เขาประเมินไว้ว่ามันมีแรงโน้มถ่วงไม่ต่ำกว่า 20,000 เท่าแน่ ๆ .. ด้วยแรงโน้มถ่วงระดับนี้ ไม่ต้องพูดถึงครึ่งก้าวสู่ขั้นราชันย์เทวะยุทธ์เลย ขนาดราชันย์เทวะยุทธ์ทั่ว ๆ ไปก็ยังตัวแตกได้ไม่ยาก อวัยวะภายในของเขาจะได้รับความเสียหาย รวมถึงผิวกายด้านนอกก็จะเกิดบาดแผลด้วย
โชคดีที่ตัวเขานั้นมีพื้นฐานที่ค่อนข้างลึกล้ำ การฝึกฝนกายาทองคำอมตะและการชำระล้างไขกระดูกอยู่บ่อยครั้ง มันเลยทำให้เขาสามารถออกมาได้อย่างปลอดภัย
หวึ่ง! หวึ่ง!
ขณะที่เขากำลังยืดเส้นยืดสายอยู่นั้น เสียงที่ชวนจักจี้หูก็ดังขึ้นมา
เขารีบหันกลับไปมอง
ฉู่โม่วรับรู้ได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่น่าสะพรึงกลัวกระจายออกมาอีกครั้ง
และแรงกดดันนี้ก็นำพาข้อมูลติดมาด้วย
“ท่านได้ผ่านด่านป่าแรงโน้มถ่วงแล้ว อยากจะรับการทดสอบต่อไปหรือไม่?”
“หากท่านยอมแพ้และไม่ไปต่อ ท่านจะสามารถรับรางวัลได้เลยแล้วออกจากที่นี่ไป แต่ถ้าท่านเลือกรับบททดสอบต่อไป ท่านจะสามารถสะสมของรางวัลได้ หลังจากที่ผ่านบททดสอบสุดท้าย ท่านจะได้รับรางวัลสูงสุด!”
“แต่โปรดเข้าใจไว้ด้วยว่า ถ้าหากท่านเพลี่ยงพล้ำให้กับบททดสอบบทใดบทหนึ่ง ของรางวัลทั้งหมดจะหายไป!”
ได้รับรู้ข้อมูลเหล่านั้น ฉู่โม่วก็อดที่จะเลิกคิ้วไม่ได้
การยอมแพ้ไปตอนนี้ มันย่อมปลอดภัยกว่าอยู่แล้ว
แต่ก็จะได้มาเพียงแค่รางวัลจากบททดสอบนี้เท่านั้น
ขณะเดียวกันถ้าเดินหน้าไปต่อ หากเกิดพลาดขึ้นมา ของรางวัลที่สะสมมาก็หายไปเลย
ไม่ต้องสงสัย
ทางเลือกนี้มีเพียงคำตอบเดียวเท่านั้น
นั่นคือ…
“รับการทดสอบต่อ!”
ฉู่โม่วตอบอย่างไม่ลังเล
และทันทีที่เลือกไปเช่นนั้น
รางวัลที่ควรจะได้หลังบททดสอบนี้ก็หายไป หากเป็นไปได้ เขาก็อยากจะผ่านการทดสอบไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งรางวัลสูงสุด เพื่อที่อย่างน้อย ๆ การมาในครั้งนี้จะได้ไม่สูญเปล่า
เมื่อเสียงสิ้นสุดลง
ครืน!
มิติรอยแยกก็สั่นสะเทือนรุนแรง
มันเปลี่ยนแปลงไปยังบททดสอบต่อไป
ชายหนุ่มพบว่า เบื้องหน้าเขานั้นมีพระราชวังขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นมา ประตูของพระราชวังนั้นเปิดออก แต่กลับไม่สามารถเห็นสิ่งที่อยู่ภายในได้
หลังจากสังเกตการณ์อยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เดินเข้าไป
ครืน!
มันเกิดคลื่นกระจายตัวออกมาราวกับเขาได้เข้าไปยังอีกมิติหนึ่ง เขารู้สึกว่าดวงตาของตนมองไม่เห็นภาพไปชั่วขณะ และเมื่อภาพกลับมาเห็นชัดอีกครั้ง ทิวทัศน์รอบ ๆ ตัวก็เปลี่ยนไปแล้ว
มันเป็นพื้นที่มืดสนิท…
มีเพียงแสงไฟเบื้องหน้าที่คอยนำทางเท่านั้น
แสงไฟดังกล่าวค่อย ๆ ใหญ่ขึ้นเมื่อเดินเข้าไปใกล้ และเมื่อเข้าประชิด ฉู่โม่วก็เพิ่งจะรู้ได้ว่าแสงไฟดวงนี้กำลังส่องลงมายังผู้ฝึกยุทธ์ที่สวมชุดสีดำคนหนึ่งอยู่
ทว่าร่างนั้นกลับไม่มีกลิ่นอายของชีวิตเลย ราวกับเป็นร่างที่ตายแล้ว
‘นี่มัน…หุ่นเชิดเหรอ?’
‘หรือว่าบททดสอบที่สองคือการเอาชนะสิ่งนี้?’
ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัว
ตอนนั้นเอง เขาก็ได้คำตอบ
“ตายซะ!”
ทันใดนั้น
ผู้ฝึกยุทธ์ทมิฬก็เหมือนจะได้ชีวิตคืนมา เขาลืมตาตื่นแล้วปลดปล่อยกลิ่นอายที่ทรงพลังมาก ๆ ออกมาพร้อมกับกระโจนเข้าใส่ฉู่โม่วด้วย
ซู่ม!
ขณะที่อยู่กลางอากาศ ร่างนั้นก็ปลดปล่อยความเกรงขามออกมา ซึ่งทำให้จิตของชายหนุ่มรู้สึกสั่นสะเทือนด้วยแรงกดดันทันที
“หุ่นเชิดตัวนี้… น่าจะอยู่ขั้นราชันย์เทวะยุทธ์แล้ว!”
“แล้วก็…แข็งแกร่งกว่าราชันย์เทวะยุทธ์ที่มากับองค์ชายรอง ด้วย!”
สัมผัสของกลิ่นอายที่มาจากอีกฝ่าย ทำให้ฉู่โม่วคิดกับตนเอง
ทันทีทันใด
เขาไม่รอตั้งรับใด ๆ และอัญเชิญระฆังจักรพรรดิบูรพาออกมา รวมถึงอัญเชิญอีกาสุริยันออกมาด้วย พร้อมกันนั้นเองก็กระตุ้นให้เลือดลมในร่างกายสูบฉีดอย่างหนักหน่วงเสมือนภูเขาไฟที่ปะทุอยู่ตลอดเวลา
ตึง!
ทั้งสองฝ่ายเข้าปะทะกันอย่างรุนแรง การปะทะกันนี้สร้างคลื่นอัดกระแทกกระจายเป็นวงกว้างออกไปด้วย ตามมาด้วยคลื่นช็อกเวฟที่สั่นสะเทือนมิติราวกับว่ามันพร้อมจะแตกสลายไป
หุ่นเชิดยอดฝีมือถอยกลับออกไปหลังการปะทะ
ในขณะที่ฉู่โม่วกระเด็นลอยออกมา
แต่ในทันที เขาก็พุ่งกลับไปอีกครั้ง “ยังไม่จบหรอกน่า!”
สิ้นถ้อยคำ ร่างของชายหนุ่มก็สั่นรุนแรง เขาพุ่งไปด้านหน้าอีกครั้งพร้อมกับกระบี่ทมิฬในมือเพื่อฟาดฟันใส่หุ่นเชิดราชันย์เทวะยุทธ์
ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะแข็งแกร่งกว่าราชันย์เทวะยุทธ์ที่ฉู่โม่วได้สังหารไป แต่ก็ไม่ได้แข็งแกร่งเกินกว่าจะสู้ไหว
อีกอย่าง เจ้านี่มันแค่หุ่นเชิด
ถึงแม้ว่าจะมีกลิ่นอายที่เปี่ยมไปด้วยจิตสังหาร แต่ก็เทียบกับคนจริง ๆ ไม่ได้
ใช่แล้ว หลังจากที่สู้กันได้สักระยะหนึ่ง ฉู่โม่วก็หาจุดอ่อนของหุ่นเชิดตัวนี้พบ
เพราะฉะนั้นจึงใช้เวลาไม่นาน ที่พึ่งของเขาคือนาฬิกาแห่งความโกลาหลที่ถือเป็นไพ่ตายเท่านั้น
ตูม!
เสียงระฆังดังก่อนจะเกิดคลื่นพลังสีทองก้องกังวาน คลื่นพลังนั้นมีพลังของดิน น้ำ ลมและไฟแฝงอยู่ ไม่ว่าที่ใดที่มันผ่านไป สรรพสิ่งที่ยืนหยัดก็จะดับสลายไป แม้แต่พลังเต๋าเองก็ยังถูกขจัดไปด้วย
เช่นเดียวกัน ยามที่หุ่นเชิดตนนี้โดนเข้าไป ร่างของมันพลันสั่นสะเทือนรุนแรง
ฉู่โม่วใช้โอกาสนี้สะบั้นกระบี่ลงไป ตัดแขนข้างหนึ่งของหุ่นเชิดออก
จากนั้น
หลังจากที่หุ่นเชิดราชันย์เทวะยุทธ์หลุดออกจากภวังค์ของเสียงระฆัง มันก็รีบถอยออกเพื่อที่จะซ่อมแซมตนเอง
ทว่าฉู่โม่วก็ไม่ยอมให้ทำเช่นนั้น
เขาใช้จังหวะที่ตัวหุ่นไม่สมบูรณ์นี้ชะงักเข้าไปกำจัดมันอย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มพุ่งไปด้านหน้า กระชับด้ามกระบี่ทมิฬแล้วปาดเป็นแนวนอน วินาทีนั้นกลิ่นอายของคมกระบี่ได้ระเบิดออกมาเป็นคลื่นพลังที่กัดกินร่างเบื้องหน้าอย่างต่อเนื่อง และในยามที่เสียงนาฬิกาแห่งความโกลาหลดังขึ้นอีกครั้ง ร่างของหุ่นเชิดก็ถูกตรึงไว้
ในท้ายที่สุด…
หลังผ่านเวลาไปครู่หนึ่ง
หุ่นเชิดตนดังกล่าวก็ถูกฉู่โม่วสังหารจนย่อยยับ มันล้มตัวลงไปก่อนที่จะโดนฉู่โม่วฟันเข้าที่คอและทำลายจิตวิญญาณภายในร่างนั้น
ด้วยเหตุนี้
หุ่นเชิดราชันย์เทวะยุทธ์จึงหมดสภาพสู้ต่อโดยสมบูรณ์ มันไม่สามารถขยับตัวได้อีกแล้ว