ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 872 การเลี้ยงดูปูเสื่อ
บทที่ 872 การเลี้ยงดูปูเสื่อ
“ผู้อาวุโสช่างมีน้ำใจเหลือเกิน หากผมปฏิเสธที่จะยอมรับมัน คงจะดูเป็นการเฉยชามากเกินไป… เช่นนั้น ผม ฉู่โม่ว จะขอเป็นกำลังให้คุณเอง!”
ฉู่โม่วแสร้งทำเป็นครุ่นคิดอยู่นานก่อนจะตอบตกลงอย่างเชื่องช้า
พลันเมื่อข้อสรุปออกมาเช่นนั้น
ทั่วทั้งโถงแห่งนี้ที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง พวกเขาพ่นลมหายใจออกมาด้วยความโล่งใจแล้วแสดงสีหน้าสุขใจกันทั้งหมด
หนี่เค่อผิงเองก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาด้วย “ดี! เช่นนั้น วันนี้ที่คุณฉู่ได้เข้าร่วมกับตระกูลหนี่เค่อของฉัน ซึ่งถือเป็นพรอันยิ่งใหญ่… มาเถอะ มาดื่มด่ำและเฉลิมฉลองให้กับเหตุการณ์ที่น่ายินดีนี้กันดีกว่า!”
“ดื่ม!”
ทุกคนยกแก้วขึ้นสูงและเปล่งเสียงอย่างตื่นเต้น
เหล้าแก้วนี้เป็นสุราจิตวิญญาณ มันชงขึ้นมาจากสมบัติแห่งโลกและสวรรค์นับชิ้นไม่ถ้วน อัดแน่นด้วยอณูแห่งชีวิตที่เปี่ยมล้น หากเป็นผู้ปลุกพลังธรรมดาได้ดื่มมันเพียงแก้วเดียว มันจะทำให้ฐานการฝึกฝนของเขาสามารถเพิ่มขึ้นได้ แต่สำหรับผู้ปลุกพลังที่ได้ก้าวขึ้นไปสู่ระดับราชันย์เทวะยุทธ์หรือจักรพรรดิเทวะยุทธ์ก็ตาม ยิ่งพลังของเขากล้าแกร่งขนาดไหน ผลของมันก็จะเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ เหลือเพียงแต่รสชาติให้ดื่มด่ำเท่านั้น
ในคราที่ฉู่โม่วยินยอมที่จะเข้าร่วมกับตระกูลหนี่เค่อ บรรยากาศที่น่าอภิรมย์นี้ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก เรียกชีวิตชีวาให้กลับมายังห้องโถงอีกครั้ง
หนี่เค่อผิงและเหล่าสมาชิกระดับสูงของตระกูลหนี่เค่อต่างมาร่วมดื่มกับชายหนุ่มทีละคน ๆ
และเขาก็ไม่ได้ปฏิเสธการดื่มกับใครทั้งสิ้น เขาดื่มมันลงไปในอึกเดียว
ครั้งนี้ งานเลี้ยงไม่ได้จบลงเลยจนกระทั่งดวงจันทร์เฉิดฉายขึ้นกลางฟากฟ้า
วันถัดมา ชายหนุ่มกำลังนั่งอยู่ภายในลานกว้างเงียบ ๆ เขาเห็นหนี่เค่อหลู่เดินเข้ามาในโซนดังกล่าว
“คุณฉู่!”
ท่าทีของหนี่เค่อหลู่นั้นค่อนข้างจะเคารพชายหนุ่มไม่น้อยเลย
“คุณเองก็อยู่ที่นี่เหรอ เข้ามาเลย”
ฉู่โม่วยิ้มจาง ๆ แล้วเชิญหนี่เค่อหลู่เข้ามา
ทั้งสองนั่งอยู่ห่างกัน ตอนนั้น สาวใช้ก็นำชาเข้ามาเสิร์ฟให้และจากไปเงียบ ๆ
“คุณฉู่ เมื่อคืนเป็นยังไงบ้างครับ?”
หนี่เค่อหลู่ถามด้วยรอยยิ้ม
“ดีมาก ๆ เลยละ ตระกูลหนี่เค่อของคุณให้การต้อนรับผมอย่างอบอุ่นเลยทีเดียว”
ฉู่โม่วตอบกลับด้วยรอยยิ้มเช่นกัน
“ตราบใดก็ตามที่คุณสบายใจ พวกฉันก็ยินดี”
หนี่เค่อหลู่พยักหน้า จากนั้นเขาก็เริ่มพูดถึงจุดประสงค์ที่ทำให้เขามาเยี่ยมถึงวันนี้ “ฉันมาที่นี่ครั้งนี้เพื่อเป็นตัวแทนของตระกูลในการมาบอกถึงวิธีที่พวกเราจะดูแลคุณครับ”
ในฐานะที่เป็นตระกูลโบราณที่ถูกส่งต่อกันมาหลายแสนปีแล้ว กฏระเบียบต่าง ๆ นานาเองก็ได้ถูกส่งต่อมายังรุ่นต่อรุ่นด้วย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่พวกเขาจะมีขนบธรรมเนียมที่ชัดเจนกว่าตระกูลสมัยใหม่
ฉู่โม่วไม่ได้แปลกใจแต่อย่างใด เขายิ้มออกมาแล้วพูด “ผมเองก็ได้ถามท่านประมุขไว้ก่อนหน้าสำหรับคำแนะนำเช่นกัน”
“อันดับแรกเลย ฉันจะขอพูดถึงทรัพยากรการฝึกฝนก่อน แขกผู้มีเกียรติที่ตระกูลหนี่เค่อเชื้อเชิญมานั้น จะถูกแบ่งออกเป็นห้าระดับ คือ A B C D และระดับสวรรค์ ท่ามกลางระดับทั้งหมดนี้ D ถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุด เทียบชั้นได้กับลูกศิษย์ทั่วไปของตระกูล”
เขากล่าวต่อ “ดังนั้นสมบัติของพวกเขาก็จะแบ่งปันไว้ในระดับน้อยมากด้วย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังดีกว่าเหล่าผู้ปลุกพลังทั่วไป การเลี้ยงดูของพวกเราเช่นนี้ ดึงดูดผู้ปลุกพลังทั่ว ๆ ไปรวมถึงกลุ่มกองกำลังของผู้ปลุกพลังขนาดเล็กให้มาเข้าร่วมและเป็นผู้ลี้ภัยของพวกเราด้วย”
“แต่ไม่ว่าอย่างไร ตระกูลหนี่เค่อของพวกเราก็ไม่ได้รับทุกคน แม้จะเป็นระดับ D แต่พวกเราก็มีข้อแลกเปลี่ยน”
“คุณฉู่ อันที่จริงคุณไม่ต้องคิดถึงเรื่องพวกนี้ก็ได้ ยึดตามการตัดสินใจของท่านประมุข คุณถือเป็นระดับสวรรค์ไปตั้งแต่แรกแล้ว คุณได้รับสามพันล้านหยกปฐมกาลที่สามารถถอนมาใช้ได้ตลอดเวลา เพียงแค่ต้องใช้คืนในภายหลัง และส่วนนี้สามารถหักกับเงินเดือนประจำปีแทนก็ได้”
ฉู่โม่วพยักหน้า
พูดกันตามตรง แค่เปิดหัวข้อมาก็ตระหนักได้ถึงความใจกว้างแล้ว
สามล้านหยกปฐมกาลต่อปีนั้น ใช่ว่าจะไม่มีผลกระทบอะไรกับชายหนุ่มเลย เพราะหลายวันมานี้ ชายหนุ่มใช้เงินอย่างน้อยก็ร้อยล้านหยกปฐมกาลหรือเผลอ ๆ ก็มากถึงหมื่นล้านในการเข้าร้านค้าแต่ละทีอยู่แล้ว
หากไม่ใช่เพราะเขาได้หยกปฐมกาลมาเป็นจำนวนมากจากเขตแดนลับมายาครามละก็ เขาคงไม่สามารถใช้เงินเป็นน้ำเช่นนี้ได้แน่นอน
อ้างอิงจากความเป็นจริง
ผู้ปลุกพลังในอาณาจักรหมาป่าสวรรค์นั้น หากไม่มีความสามารถระดับสูงจริง ๆ เขาไม่มีทางที่จะได้รับทรัพยากรจำนวนมากพอสำหรับใช้ทั้งปีแน่ ๆ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาเหล่านี้ยังจำเป็นต้องเดินทางไปทั่วเพื่อหาทรัพยากรอีก ผิดกับฉู่โม่วที่ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย ตราบใดก็ตามที่เขายังใส่ใจกับการฝึกฝนเช่นนี้
สามล้านหยกปฐมกาลในหนึ่งปี สามสิบล้านหยกปฐมกาลในสิบปี สามร้อยล้านหยกปฐมกาลในร้อยปี และสามหมื่นล้านหยกปฐมกาลในหมื่นปี
ราชันย์เทวะยุทธ์มีอายุอยู่ถึงหมื่นไม่ก็แสนปี การฝึกฝนชั่วชีวิตก็ยังยากที่จะได้เงินมหาศาลเช่นนี้ ทว่าหากเป็นแขกของตระกูลหนี่เค่อละก็ คุณจะสามารถสะสมเงินได้มากกว่าหมื่นล้านหยกปฐมกาลหรือแสนล้านหยกปฐมกาลจากการเฝ้าฝึกฝนทุกวี่ทุกวันนี้ได้อย่างง่ายดาย!
แสนล้านหยกปฐมกาล!
จำนวนเงินที่แม้แต่ฉู่โม่วเองยังตกตะลึงยามที่ได้ยิน
ยิ่งไปกว่านั้น เครดิตสามพันล้านหยกปฐมกาลนี้เองก็ยังถอนได้ตามที่ต้องการอีก นี่จะต้องทำให้เหล่าผู้ปลุกพลังที่ได้ยินตกตะลึงจนเป็นบ้าได้เลยแน่ ๆ
แน่นอน…
เขารู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าจะได้รับผลประโยชน์เช่นนี้ที่ไม่มีผู้ปลุกพลังคนไหนจะได้มันมา นอกจากนี้เขายังรู้อีกด้วยว่า หลังจากที่คิดตาม เขารับรู้ได้เลยว่าผลประโยชน์ของระดับ A B C และ D ถึงแม้ว่าจะเป็นระดับที่ต่ำกว่าเขา แต่มันก็น่าจะล้ำค่ามาก ๆ ในสายตาของผู้ปลุกพลังทั่วไปอย่างแน่นอน
“ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพวกผู้ปลุกพลังเหล่านั้นถึงได้กระหายอยากจะเข้าร่วมกับกองกำลังใหญ่ ๆ นัก เพราะมันมีผลประโยชน์แบบนี้คอยหนุนหลังอยู่นี่เอง!”
ฉู่โม่วคิดกับตนเอง
อันที่จริง ระดับสวรรค์ที่เขาเป็นอยู่นี้ มันเป็นตำแหน่งไว้สำหรับต้อนรับจักรพรรดิเทวะยุทธ์ ดังนั้นการที่ชายหนุ่มได้มาซึ่งตำแหน่งนี้ นั่นหมายถึงเขาเป็นคนพิเศษมาก ๆ
แต่ทั้งนี้ก็เพราะเขามีความสามารถ เป็นผู้ที่แข็งแกร่งมากพอที่จะสังหารจักรพรรดิเทวะยุทธ์ได้ นั่นหมายถึงเขาจะสามารถก้าวขึ้นเป็นจักรพรรดิเทวะยุทธ์เมื่อไหร่ก็ได้ในอนาคต
เผลอ ๆ อาจจะเพียงอีกอึดใจเดียวด้วยซ้ำ
นี่คือความแตกต่างระหว่างยอดฝีมือและผู้ปลุกพลังธรรมดาทั่วไป!
ขณะที่หนี่เค่อหลู่กำลังพูด เขาก็คอยสังเกตท่าทีของฉู่โม่วไปด้วย และเมื่อได้เห็นว่าชายหนุ่มไม่ได้ดูหวั่นไหวไปกับสิ่งรอบกาย เขาก็อดที่จะแอบพยักหน้าในใจไม่ได้ คนผู้นี้ดูจะเป็นยอดฝีมือจริง ๆ และเขาแตกต่างกับผู้ปลุกพลังธรรมดาอยู่มาก
เขาเคยรับสมัครผู้ปลุกพลังมาก็ตั้งมากมาย รวมถึงยอดฝีมืออีกก็มีมากนัก
แต่เมื่อเข้าไปพูดถึงผลประโยชน์ที่จะมอบให้อีกฝ่าย ยอดฝีมือหรือผู้ปลุกพลังเหล่านั้นต่างก็หวั่นไหวกันหมด แม้ว่าพวกเขาจะพยายามทำตัวใจเย็นมาก แต่ก็ไม่อาจจะปกปิดถึงความดีใจได้ อารมณ์ของพวกเขาผันแปรไปมาอย่างรวดเร็ว
มีเพียงฉู่โม่วผู้นี้ที่ยังคงท่าทีเช่นเดิมไว้ เขาสงบนิ่งและสำรวม
ตระหนักได้เช่นนั้น เขาก็ได้สติกลับมาแล้วพูดต่อ “ทรัพยากรการฝึกเหล่านี้เป็นเพียงพื้นฐาน สิ่งที่ต้องตั้งใจฟังดี ๆ จะอยู่ในหมวดผลประโยชน์อื่นมากกว่าครับ”
“อย่างแรกคือมรดกตกทอดดั้งเดิมของตระกูลหนี่เค่อของพวกเรา และสิ่งนั้นคือเขตแดนลับครับ”
“นอกจากองค์ความรู้เฉพาะกลุ่มใจกลางหลักกับพวกความรู้ดั้งเดิมนิด ๆ หน่อย ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ระบบค่าโชคชะตาแลกมา คุณสามารถตรวจสอบและขอดูสิ่งเหล่านั้นได้ด้วยตนเองหมดเลยครับ คุณฉู่ คุณไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องค่าโชคชะตาอะไรเลย เพราะหลังจากที่คุณเป็นเหมือนผู้อาวุโสของที่นี่แล้ว คุณจะได้รับค่าโชคชะตาจำนวนหนึ่งหมื่นแต้ม นอกจากนี้ ค่าโชคชะตาเหล่านี้จะถูกเติมให้คุณร้อยแต้มในทุก ๆ ปีด้วย”
“หากคุณสามารถทำงานบางอย่างให้พวกเราได้ คุณก็จะได้รับค่าโชคชะตาระดับพิเศษที่ต่างออกไป”
“ภายในตระกูลหนี่เค่อ องค์ความรู้กลางหรือไม่ก็หนังสือโบราณดั้งเดิมจะมีราคาสูงถึงแสนหยกปฐมกาลหรือไม่ก็อาจจะมีบ้างที่แตะหลักล้าน นั่นหมายถึง ด้วยค่าโชคชะตาปัจจุบันของคุณ คุณสามารถแลกเอาองค์ความรู้ระดับสูงที่สุดของเราไปได้เลย”
“เขตแดนลับเกือบทั้งหมดเข้าได้ตามสะดวก จะมีก็แต่บางแห่งที่จำเป็นต้องใช้ค่าโชคชะตาเพื่อเข้าไปด้านในเช่นเดียวกับมรดกตกทอดระดับสูง”
พูดออกมาเช่นนั้น หนี่เค่อหลู่ก็อดไม่ได้ที่จะแสดงความอิจฉาออกมา
องค์ความรู้กลางเฉพาะทางของตระกูลนั้น ถือเป็นมรดกตกทอดเพื่อเอาไว้ให้เหล่าราชันย์เทวะยุทธ์หรือจักรพรรดิเทวะยุทธ์โดยเฉพาะ
ขนาดตัวเขา แม้จะอยากเรียนรู้สิ่งนี้ก็ยังต้องขยันหาค่าโชคชะตามา ผิดกับฉู่โม่วที่อยากจะเรียนรู้ตอนนี้เลยก็ยังได้ เพราะเขามีค่าโชคชะตามากพอแล้ว
การเลี้ยงดูแบบนี้ มันดียิ่งกว่าสิ่งที่เขาได้รับเสียอีก
แน่นอนว่า…
หนี่เค่อหลู่นั้นไม่ได้อิจฉาแต่อย่างใด
เขารู้ดีว่าฉู่โม่วสมควรได้รับสิ่งเหล่านี้แล้ว ตระกูลหนี่เค่อสามารถเจริญรุ่งเรืองมาได้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนี้ หลัก ๆ ก็เพราะเหล่าบรรพบุรุษของตระกูลต่างก็ยินดีต้อนรับแขกสุดพิเศษเช่นนี้กันหมด
และคนพวกนี้เองก็ถือเป็นตัวช่วยสำคัญให้กับตระกูลหนี่เค่อเพื่อให้พวกเขามีประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่สืบมา
ทั้งตระกูลหลักและแขกต่างเติมเต็มซึ่งกันและกัน
และพวกเขาจะเติบโตไปพร้อม ๆ กัน
ดังนั้นแล้ว…
หากหวังพึ่งสมาชิกในตระกูลเพียงอย่างเดียว ถ้าวันหนึ่งเขาเผชิญกับปัญหาที่ไม่อาจจะหาทางแก้ได้ ท้ายที่สุด พวกเขาก็ต้องไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านเพื่อรักษาสถานะตระกูลไว้ให้ผ่านพ้นจากช่วงเวลาที่ยากลำบากเหมือนกัน
นี่ถือเป็นกฎเหล็กของตระกูลที่ถูกส่งต่อกันมาถึงแสนปีและสลักลึกจนกลายเป็นหัวใจให้กับเด็ก ๆ ของตระกูลหนี่เค่อรุ่นต่อ ๆ ไป