ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 873 เถี่ยสือปาหลี่
บทที่ 873 เถี่ยสือปาหลี่
หลังจากที่หนี่เค่อหลู่ได้เล่ารายละเอียดของการเลี้ยงดูและกฎต่าง ๆ รวมถึงระเบียบข้อบังคับเป็นอันเสร็จสิ้น ทั้งสองก็คุยกันต่อนิดหน่อย จากนั้นหนี่เค่อหลู่ก็ทิ้งบัตรหยกไว้ให้ก่อนจะออกไป
รอให้อีกฝ่ายจากไป…
ฉู่โม่วหยิบเอาบัตรหยกที่ถูกวางไว้ขึ้นมาดู เขาใช้จิตสัมผัสสอดส่องเข้าไปตรวจดูด้านใน
สิ่งที่ถูกบันทึกไว้ในบัตรหยกนี้ เป็นข้อมูลจำนวนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ข้อบังคับของตระกูลหนี่เค่อ รวมไปถึงการเปิดเขตแดนลับต่าง ๆ มากมายที่ตระกูลหนี่เค่อครอบครองอยู่
ถึงอย่างนั้น…
ก็ยังมีบางเขตแดนลับที่อยู่ภายใต้การปกครองของกองกำลังอื่นในอาณาจักรหมาป่าสวรรค์ แต่ตระกูลหนี่เค่อมีส่วนแบ่งในนี้
นอกจากนี้ก็ยังมีมรดกตกทอดระดับสูงที่เป็นทักษะหายากอีกหลายอย่างที่ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกตระกูลหรือจะเป็นแขกระดับสูง ทุกฝ่ายต่างก็ต้องแลกมันมาด้วยค่าโชคชะตาที่มากน้อยแตกต่างกันไป
หลังเพ่งดูอย่างพินิจ ฉู่โม่วไม่ได้สนใจเขตแดนลับทั่วไปแต่อย่างใด สถานที่เหล่านี้คงไม่ได้มีสมบัติที่เหนือความคาดหมายอะไรกับเขานัก แต่ท่ามกลางเขตแดนลับเหล่านี้ บางแห่งก็ชวนให้รู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย
เขตแดนลับที่ถูกเรียกว่า เขตแดนภาพมายา ที่อยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรหมาป่าสวรรค์
ว่ากันว่าที่นี่นั้นลึกลับมาก ไม่ว่าจะด้วยกฎหรือการบ่มเพาะ ทุกอย่างล้วนต่างกับจักรวาลในปัจจุบันโดยสิ้นเชิง ที่นั่นมีสมบัติแห่งโลกและสวรรค์หลับใหลอยู่เป็นจำนวนมหาศาล ซึ่งหากผู้ปลุกพลังคนใดได้ครอบครองสมบัติเหล่านี้ พวกเขาจะได้รับผลประโยชน์อย่างมากเลยทีเดียว
โดยเฉพาะ ในแง่ของจิตและวิญญาณ สิ่งเหล่านี้ช่วยได้มากเลย
อย่างไรก็ตาม เขตแดนลับนี้จะเปิดทุก ๆ ห้าร้อยปี และนี่ก็เพิ่งจะผ่านไปเพียงสองร้อยปีนับตั้งแต่ที่มันเปิดครั้งล่าสุด ดังนั้นยังต้องรออีกสามร้อยปี
เวลานี้ไม่ได้นานเกินไปสำหรับเหล่ามหาเทวะยุทธ์
แต่สำหรับฉู่โม่ว เขาไม่มั่นใจเลยว่าตนนั้นจะอยู่กับตระกูลหนี่เค่อได้นานถึงเพียงนั้นหรือเปล่า มันมีความเป็นไปได้สูงมากที่เขาไม่อาจจะอยู่รอจนกระทั่งถึงวันที่เขตแดนลับดังกล่าวจะเปิดออกได้
และนอกจากนี้ในตระกูลหนี่เค่อเองก็ยังมีสมบัติอยู่อีกมากมาย โดยเฉพาะสมบัติสำหรับการฝึกฝนที่ทำมาเพื่อเหล่ามหาเทวะยุทธ์ ซึ่งมันมีมากถึงสามอย่าง!
อย่างที่รู้กัน ต่อให้เป็นทั่วทั้งเขตแดนของมนุษย์ ที่นั่นก็ยังไม่เคยมีบันทึกถึงการมีอยู่ของราชันย์เทวะยุทธ์มาก่อน พวกเขามีสมบัติที่เหมาะสำหรับพลังระดับนี้เพียงน้อยนิดเท่านั้น
ลำพังเพียงสมบัติที่ตระกูลหนี่เค่อครอบครองก็เทียบเท่ากับสมบัติในเขตแดนมนุษย์ทั้งหมดแล้ว
นั่นเพราะว่าช่วงเวลาที่มนุษย์เริ่มเติบโตนั้นยังมีเพียงน้อยนิด พูดกันตามตรงก็คือเพิ่งจะเริ่มได้ราว ๆ หนึ่งล้านปีนับตั้งแต่เข้าร่วมกับจักรวาล และถ้าเจาะจงถึงจุดเริ่มต้นของการพัฒนา มันเพิ่งจะเข้าสู่กระบวนการนี้ได้เพียงไม่กี่แสนปีเท่านั้น
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ตระหนักได้ว่าตระกูลโบราณที่มีอารยธรรมและการสืบทอดกันมากว่าแสนปีเช่นนี้ ย่อมต้องไม่ธรรมดาแน่ ๆ!
“ดูเหมือนการย่องเข้ามาในตระกูลหนี่เค่อในครั้งนี้จะเป็นทางเลือกที่ถูกต้องสินะ”
หลังจากได้อ่านดูข้อมูลในบัตรหยกจนหมดแล้ว ชายหนุ่มก็อดพึมพำคิดกับตนเองไม่ได้
…
สำหรับช่วงนี้
ฉู่โม่วอยู่กับตระกูลหนี่เค่อตามที่ตั้งใจไว้
กระบวนท่ากายาไร้เงานั้นนับเป็นอัตลักษณ์ที่คุ้มค่าจริง ๆ ตั้งแต่เขาเข้ามาที่นี่ก็ไม่มีมหาเทวะยุทธ์คนไหนเลยที่จะตามล่าเขาเลยสักคน
แม้ช่วงนี้ ราชันย์เทวะยุทธ์จากอาณาจักรหมาป่าสวรรค์จะมาที่ตระกูลหนี่เค่อ และประมุขตระกูลหนี่เค่อก็จะเชิญชายหนุ่มไปแนะนำให้พวกเขารู้จักอยู่บ่อยครั้ง
และแม้ว่าจะอยู่ในระยะใกล้ ราชันย์เทวะยุทธ์เหล่านั้นก็ไม่แม้แต่จะสัมผัสถึงพลังของฉู่โม่วได้ กลับกันเขายังชื่นชมในพรสวรรค์และมอบของกำนัลให้กับชายหนุ่มอีก
สิ่งนี้ควรค่าแก่การพูดถึงมาก ๆ
การมาของราชันย์เทวะยุทธ์นี้ทำให้ฉู่โม่วเข้าใจได้ถึงเหตุผลว่าทำไมเขาถึงรู้ตัวว่าถูกสอดแนมตั้งแต่แรก
มันกลายเป็นว่าราชันย์เทวะยุทธ์เหล่านี้เคยไปเยี่ยมเยียนผู้แข็งแกร่งมาแล้วครั้งหนึ่ง ทว่าพวกราชันย์เทวะยุทธ์นั้นไม่ได้พูดระบุว่าเป็นใคร เพียงแค่รับรู้ได้จากคำพูดของพวกเขา ดูเหมือนว่าเขาจะเก็บความลับเก่งพอสมควร และยังเป็นคนที่ดูลึกลับมาก ๆ ด้วย ส่วนราชันย์เทวะยุทธ์เหล่านี้เองก็เผลอแสดงท่าทีหวาดกลัวออกมาโดยไม่รู้ตัว
แต่อนิจจัง…
ราชันย์เทวะยุทธ์เหล่านี้จำเป็นต้องจ่ายในราคาที่สูงมากเพื่อถามหาข้อสรุป ทว่าพวกเขาก็ล้มเหลว แถมชายผู้แข็งแกร่งนั้นเองก็ถูกลอบโจมตีอย่างลับ ๆ ด้วย
ถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้ข้อสรุปที่แน่ชัดว่าจุดประสงค์ที่เขาเชื้อเชิญชายผู้แข็งแกร่งมาเพื่อหาข้อสรุปคืออะไร แต่ฉู่โม่วก็พอจะเข้าใจได้พอประมาณ
สิ่งที่พวกเขาเหล่านี้ต้องการข้อสรุปน่าจะเป็นพวกของฉู่โม่วเองนั่นแหละ!
และการโดนลอบโจมตีที่ว่านั่น ก็น่าจะหมายถึงการที่ราชันย์เทวะยุทธ์ถูกโต้กลับด้วยพรสวรรค์ของเขาเอง!
สิ่งนี้ทำให้เขาโล่งอกเป็นอย่างมาก
แม้แต่ผู้ที่แข็งแกร่งมาก ๆ ยังไม่สามารถตรวจหาข้อมูลของเขาได้ แถมยังต้องเจ็บปวดจากการโดนโต้กลับอีก บางทีเขาอาจจะปลอดภัยต่อไปได้ในช่วงเวลาต่อจากนี้
ด้วยวิธีนี้…
เขาจะสามารถทำตามแผนของเขาได้อย่างใจเย็น
วันนี้… ฉู่โม่วก็ได้เดินทางออกจากที่พักของเขาเอง
“คุณฉู่ครับ!”
ทันทีที่เขาย่างก้าวออกจากสถานที่อยู่ เขาก็เห็นลำแสงพุ่งเข้ามาจากไกล ๆ พลันเมื่อเห็นฉู่โม่ว แสงดังกล่าวก็กลายเป็นชายหนุ่มคนหนึ่งและโค้งคำนับให้กับเขา “คุณกำลังจะออกไปเหรอครับ?”
ลำแสงสีรุ้งหายไป และร่างของชายหนุ่มก็ปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้น
ฉู่โม่วรู้จักคนคนนี้ ชื่อของเขาคือหนี่เค่อปู้ หนึ่งในเหล่าผู้สืบทอดสายตรงของตระกูลหนี่เค่อ ความสามารถของเขานั้นไม่จัดว่าแย่ แต่ก็ยังตามหลังชายหนุ่มอยู่มาก
เขารู้ถึงความแข็งแกร่งของแขกผู้นี้ เพราะงั้นจึงได้วนเวียนมาขอคำแนะนำอยู่บ่อยครั้งในช่วงนี้ ตัวเขานั้นค่อนข้างจะเคารพฉู่โม่วมากเลยทีเดียว
“ใช่แล้วละ ผมได้ยินมาว่ามีผู้ปลุกพลังหนุ่มจากตระกูลเถี่ยสือที่น่าเกรงขามเลยอยากจะไปท้าประลองน่ะ”
ชายหนุ่มพูด
ครั้งนี้ เขาตั้งใจจะท้าประลองแล้วฉกชิงพรสวรรค์ของอีกฝ่ายมา
สิ่งนี้ไม่อาจจะลอดสายตาไปจากเหล่าผู้สนใจได้เลย เพราะงั้นฉู่โม่วจึงตั้งใจจะไปเข้าร่วมด้วยในนามของแขกจากตระกูลหนี่เค่อ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ใครตามสอดแนมเขาแบบลับ ๆ
“ไปสู้กับผู้ปลุกพลังหนุ่มผู้มีชื่อเสียงจากตระกูลเถี่ยสือเหรอครับ?”
หนี่เค่อปู้ตื่นเต้นมาก ๆ ในคราแรก แต่เมื่อได้สติ เขาก็พูดถามซ้ำ “อ… เอ่อ คุณฉู่กำลังจะท้าประลองกับเถี่ยสือปาหลี่เหรอ?”
“ใช่แล้ว”
ฉู่โม่วพยักหน้า
หนี่เค่อปู้ตื่นเต้นสุด ๆ ขึ้นมาทันที “เถี่ยสือปาหลี่นั้นโด่งดังมาเนิ่นนาน นั่นเพราะการฝึกฝนของเขา เขาไม่เคยเข้าร่วมกับการประลองผู้ปลุกพลังคนไหนเลย แต่ความแข็งแกร่งของเขาก็ไม่ธรรมดา อย่างน้อยก็น่าจะอยู่ในระดับท็อปห้าสิบ… คุณฉู่กำลังจะไปท้าทายเขาในครั้งนี้ ผมจะต้องไม่พลาดแน่! ให้ผมไปด้วยนะครับ!”
แววตาของชายหนุ่มคนนี้ดูจะคาดหวังมาก ๆ
“เอ่อ…”
ฉู่โม่วกลับเป็นฝ่ายลังเลแทน เขาคิดทบทวน และเมื่อตระหนักได้ว่าคงจะไม่มีอันตรายใด ๆ เกิดขึ้นกับหนี่เค่อปู้ เขาก็พยักหน้ายินยอม
“สุดยอดไปเลย!”
หนี่เค่อปู้ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความดีใจ
ทั้งสองมุ่งหน้าไปยังตระกูลเถี่ยสือด้วยกัน
ถึงแม้ว่าทั้งตระกูลหนี่เค่อและตระกูลเถี่ยสือนั้นจะมาจากเมืองหลวงของอาณาจักรหมาป่าสวรรค์กันทั้งคู่ แต่ทั้งสองก็แยกห่างกันมานานมากแล้ว การเดินทางนั้นใช้เวลาราว ๆ ครึ่งชั่วโมงกว่าจะไปถึงบริเวณใกล้เคียงของตระกูลเถี่ยสือ
“หยุด!”
“ที่นี่เป็นสถานที่สำคัญของตระกูลเถี่ยสือ เพราะงั้นขอให้พวกคุณจงรีบถอยออกไป!”
กลุ่มของผู้ปลุกพลังที่สวมใส่เสื้อผ้าคล้ายเกราะเหล็กปรากฏตัวขึ้นมา
พวกเขาส่วนมากมีรูปร่างอ้วน มีกลิ่นอายที่แข็งแกร่งและน่าเกรงขามไม่ใช่น้อย
“ฉันคือหนี่เค่อปู้จากตระกูลหนี่เค่อ และนี่คุณฉู่ แขกผู้มีเกียรติแห่งตระกูลฉัน ครั้งนี้ฉันมาเพื่อที่จะขอท้าประลองผู้ปลุกพลังปาหลี่จากตระกูลของพวกคุณ ดังนั้นขอฉันเชิญให้คุณปาหลี่ปรากฏตัวออกมา!”
ก่อนที่ฉู่โม่วจะได้พูดอะไร หนี่เค่อปู้ก็เป็นฝ่ายชิงพูดก่อนด้วยเสียงดังกึกก้อง
“มาท้าประลองกับนายน้อยของพวกฉันงั้นเหรอ?”
สีหน้าของเหล่าผู้ปลุกพลังจากตระกูลเถี่ยสือดูว่างเปล่าเมื่อได้ยินเช่นนั้น
ครืน!
ขณะนั้นเอง เสียงสายฟ้าก็ดังกังวานจากที่ห่างไกล พร้อมกับการปรากฏตัวของชายหนุ่มคนหนึ่งที่บินดิ่งลงมาจากฟากฟ้า คนคนนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ สวมเกราะเหล็กกล้าสีเงิน พร้อมขวานสงครามราวกับเป็นเทพเจ้าสงครามผู้ยิ่งใหญ่
“หนี่เค่อปู้ นายอยากจะท้าประลองกับฉันงั้นเหรอ!”
ผู้ปลุกพลังผู้ลอยตัวอยู่บนอากาศกวาดสายตามองมายังผู้ท้าทาย
“ไม่ใช่ฉันหรอก เป็นคุณฉู่ แขกผู้มีเกียรติจากตระกูลของฉันต่างหาก”
หนี่เค่อปู้ตะโกนตอบ จากนั้นเขาก็หันไปพูดกับฉู่โม่ว “คุณฉู่ นี่คือเถี่ยสือปาหลี่ครับ เขาค่อนข้างมีฝีมือมาก ๆ ถ้ายังไงคุณก็ระวังตัวด้วยนะครับ”
พูดจบ เขาก็ก้าวไปด้านหลังแล้วถอยห่างไปไกล ราวกับจะเปิดพื้นที่ไว้ให้ฉู่โม่วและเถี่ยสือปาหลี่ประลองกันเสียอย่างนั้น