ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 875 เมื่อเวลามาถึง โลกและสวรรค์เกื้อหนุน
บทที่ 875 เมื่อเวลามาถึง โลกและสวรรค์เกื้อหนุน
“ทลาย!”
เบื้องหน้าภูเขาที่ยิ่งใหญ่ อัจฉริยะหนุ่มเปล่งเสียงคำราม พร้อมกันนั้นก็ปลดปล่อยหมัดที่ร้ายกาจออกไปด้วย
ทันใดนั้น กำปั้นอันน่ากลัวที่ถูกปล่อยออกมาก็เปล่งแสงศักดิ์สิทธิ์สว่างไสว ราวกับดวงตะวันที่ส่องประกาย อัดแน่นด้วยแสงที่ส่องประกาย ภาพมายาของสรวงสวรรค์และโลกอันกว้างใหญ่นับล้าน ๆ กิโลเมตรก็ถูกสร้างขึ้นและกดดันฉู่โม่วไว้ด้วยพลังที่ยากจะต้านทาน
สิ่งที่น่ากลัวจริง ๆ ก็คือ กำปั้นนี้มีพลังทำลายล้างสูงเฉกเช่นตะวันที่พุ่งลงมา
ยามที่มันถูกปลดปล่อยออกมา ทุกสายตาที่เฝ้ามองต่างก็ต้องหวั่นไหว
อย่างไรก็ตาม…
ผู้ปลุกพลังหนุ่มที่เป็นเป้าหมายของหมัดที่น่ากลัวนี้กลับไม่ได้แสดงท่าทีตกใจหรือหวั่นเกรงแต่อย่างใด เขาเพียงส่ายหน้าแล้วส่งเสียงกระซิบเบา ๆ จากนั้นก็ต่อยออกไป
ตึง!
กำปั้นที่ร้ายกาจและมากด้วยฤทธาถูกปลดปล่อยออกไป มันเข้าปะทะกับหมัดดวงตะวันที่พุ่งเข้ามา
ในพริบตา พลังศักดิ์สิทธิ์ก็ระเบิดกระจายไปทั่วทั้งโลกใบนี้ มันแฝงด้วยความน่ากลัวและพลังที่มากพอจะข่มให้ทุกหัวใจสั่นกลัวไม่ว่าจะอยู่แห่งหนใด ราวกับว่าสิ่งนี้ได้ทะลวงม่านฟ้าและตัดขาดผืนน้ำในคราเดียว โลกกำลังถูกกดทับด้วยภูเขาใหญ่ แสงอาทิตย์ที่เคยสว่างในยามกลางวันถูกบดบังไปในทันที
ครืน!
อากาศสั่นสะท้าน สวรรค์และโลกเลื่อนลั่น
กำปั้นที่น่าเกรงขามและไร้ที่ติ ประดุจดั่งดวงตาวันที่ส่องสว่างนั้น ภายในคือพลังศักดิ์สิทธิ์ที่มีมากพอจะถล่มชั้นฟ้าและโลกหล้าได้ในพริบตา พลังมันเหลือล้นพอที่จะถล่มดาวได้อีกนับพันล้านดวง ทว่าภายใต้หมัดของชายหนุ่มผู้โต้กลับ มันสั่นสะเทือนและหยุดนิ่ง ก่อนจะเกิดเสียงแตกร้าวไปทั่ว
วินาทีถัดมา…
คลื่นอากาศที่น่าสยดสยองอันนับไม่ถ้วนกระจายตัวและกลืนกินพื้นที่รอบข้างเอาไว้ ไม่ว่ามันจะผ่านไปที่ใด พลังแห่งกฎเกณฑ์ในบริเวณนั้นก็จะถูกทำให้ระเบิดออกตาม ๆ กันเสมือนกับโดมิโนที่ล้มต่อ ๆ กันไป
ในส่วนของอัจฉริยะหนุ่ม วินาทีที่กำปั้นของเขาเกิดรอยแตกร้าวจนกระทั่งแตกสลายไป ทั่วทั้งร่างของเขาก็เหมือนโดนไฟฟ้าฟาดลงมา เลือดกระอักออกจากปากปริมาณมากก่อนจะกระเด็นลอยกลับไปด้านหลังด้วยร่างที่เต็มไปด้วยเลือดกระจายไปทั่ว
ร่างนั้นลอยไปปะทะกับเขตแดนที่ใช้สำหรับปกป้องภูเขาลูกนี้ที่อยู่ไกลออกไป ด้วยแรงปะทะนี้ทำให้เกราะป้องกันนั้นแตกสลายเช่นเดียวกับอักขระที่ใช้ร่ายสร้างเกราะป้องกันขึ้นมา พักใหญ่ ๆ กว่าชายหนุ่มผู้นี้จะสามารถยืนหยัดได้อีกครั้ง
“นาย…”
อัจฉริยะหนุ่มพยายามที่จะเดินไปข้างหน้าและพูดอะไรบางอย่าง ทว่าก่อนที่จะได้พูดจบประโยค เขาก็กระอักเลือดจำนวนมากออกมาอีกครั้งและสลบไปด้วยอาการโคม่า
เห็นเช่นนั้น…
เหล่าผู้ปลุกพลังที่มารวมตัวกัน ณ ที่แห่งนี้ต่างก็ต้องตกตะลึง
บางคนนั้นยิ่งกว่าตกตะลึงไปมาก พวกเขากังวลและรีบพุ่งเข้าไปตรวจดูอาการของอัจฉริยะที่สลบไสลอยู่ และหลังจากที่มั่นใจแล้วว่าร่างจิตวิญญาณไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ เขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก จากนั้นจึงนำยาวิเศษขึ้นมาเพื่อรักษาบาดแผลให้
ทางด้านชายหนุ่มตัวต้นเหตุเองก็ถอนหายใจโล่งอกไปด้วย
เขามองไปยังมิติที่แตกสลาย ราวกับพบอะไรดี ๆ เจ้าตัวอดไม่ได้ที่จะผุดยิ้มขึ้นมา
“ค่าโชคชะตาของฉันเพิ่มขึ้นมากเลยคราวนี้!”
ชายหนุ่มผู้นี้ก็คือฉู่โม่ว
มองค่าโชคชะตาของตนเองที่เพิ่มขึ้นอีกครั้ง ชายหนุ่มก็รู้สึกดีใจอยู่ลึก ๆ
เมื่อตั้งสติได้ เขาหันไปมองหนี่เค่อปู้ที่ยังคงหวาดผวาอยู่ไม่ไกล ฉู่โม่วอดที่จะหัวเราะไม่ได้ก่อนจะพูด “ไปกัน ไปสถานที่ต่อไป!”
“อ๊ะ”
ประโยคนั้นเรียกสติของหนี่เค่อปู้กลับมาด้วย
มองไปยังฉู่โม่วที่อยู่เบื้องหน้าตน
ตอนเขาออกมากับแขกของตระกูลคนนี้ เพียงเพราะอยากจะเห็นความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายเท่านั้น ทว่าตอนนี้ สิ่งที่ได้พบเจอมันทำให้เขาตกตะลึงเป็นอย่างมาก
กว่าจะรู้ตัวอีกที ฉู่โม่วก็ได้ท้าประลองกับอัจฉริยะฟ้าประทานทั้งเจ็ดคนไปแล้ว!
เหล่าอัจฉริยะผู้นี้ต่างก็เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการฝึกฝน หรือไม่ว่าจะเป็นสถิติ ทว่าเมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับชายหนุ่ม พวกเขากลับไม่สามารถทำอะไรได้เลย และถูกสยบลงในหมัดเดียว
ด้วยพลังระดับนี้ ทำให้หนี่เค่อปู้มั่นใจ
ยามที่เขาหันมองชายหนุ่มอีกครั้ง ด้วยแววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความเคารพ
…
โดยไม่ใส่ใจหนี่เค่อปู้ที่กำลังอ้ำอึ้ง ฉู่โม่วในตอนนี้ก็เริ่มพักผ่อนขณะที่ยังคงมุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่อัจฉริยะอีกคนอยู่ต่อไปเรื่อย ๆ
เขาได้ท้าประลองกับอัจฉริยะที่แข็งแกร่งมามากถึงเจ็ดคนแล้ว และมันทำให้เขาได้ค่าโชคชะตาเพิ่มขึ้นอีกมาก
รวม ๆ แล้วก็น่าจะเพิ่มมากถึงยี่สิบเลย
ถึงแม้ว่ามันจะดูไม่มากนัก แต่มันก็ทำให้กงล้อทองคำของเขาแข็งแกร่งขึ้นอีกขั้น นอกจากนี้โชคชะตาเองก็รู้สึกได้ว่าแข็งแกร่งขึ้นด้วย และเขายังค้นพบด้วยว่าอณูแห่งชีวิตที่อยู่ระหว่างโลกและสวรรค์นั้นกำลังถูกกระตุ้น
สิ่งนี้ไม่ใช่เพราะโลกเปลี่ยนแปลงไป
แต่เพราะโชคชะตาในร่างกายของเขามันกระตุ้นให้อณูแห่งชีวิตมีชีวิตชีวามากขึ้น
ตอนนี้เองที่ฉู่โม่วได้เข้าใจ
เหตุผลที่ว่าทำไมยิ่งมีโชคชะตาแข็งแกร่ง ก็จะยิ่งได้รับการต้อนรับที่ดี
หากโชคชะตาในร่างกายเพิ่มพูน ไม่ว่าจะทำอะไรทุกสิ่งอย่างก็จะราบรื่น แม้แต่โลกก็จะช่วยเหลือ ทว่าหากโชคชะตาในร่างกายนั้นต่ำเตี้ย แม้แต่โลกก็จะเป็นศัตรูด้วย แม้จะต้องการที่จะฝึกฝนอย่างสงบสุข มันก็อาจจะเป็นเรื่องยากไปด้วยก็ได้
สิ่งที่คล้ายกับสถานการณ์นี้ที่สุดก็คือตอนที่นั่งสมาธิ ทุกคนจะต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคมากมาย หรือแม้แต่กระทั่งหายนะเองก็ด้วย
ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัวของฉู่โม่วอย่างรวดเร็ว
หลังจากข่มมันได้แล้ว ชายหนุ่มก็อดไม่ได้และก้าวไปข้างหน้า เพื่อทำให้จิตวิญญาณปฐมกาลของเขาแข็งแกร่งขึ้นด้วย
เมื่อวันนั้นมาถึง เขาก็จะไม่ต้องกังวลเรื่องโชคชะตามากนัก
“ด้วยความเร็วของระบบกลืนกินในตอนนี้ หากฉันท้าประลองกับอัจฉริยะระดับทั่ว ๆ ไป ฉันอาจจะต้องเอาชนะพวกเขาร่วมสิบคนเพื่อให้ได้ค่าโชคชะตาเทียบเท่ากับเถี่ยสือปาหลี่คนเดียว”
“ค่าโชคชะตาของอัจฉริยะระดับทั่วไปนั้นยังน้อยมาก ๆ”
“น่าเสียดายที่สามอันดับแรกของรายชื่ออัจฉริยะต่างก็ออกไปฝึกฝนหรือไม่ก็หายไปแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าคนเหล่านี้อยู่ที่ไหนกันบ้างมาพักใหญ่ ๆ ไม่เช่นนั้นหากสามารถเอาชนะพวกเขาได้ละก็ ค่าโชคชะตาของฉันจะต้องเพิ่มขึ้นอีกมากแน่!”
ฉู่โม่วรู้สึกเสียดายเล็กน้อย
…
ตลอดช่วงเวลานี้ ชายหนุ่มเฝ้าท้าประลองกับอัจฉริยะไปทั่ว
ไม่ว่าจะเป็นอัจฉริยะที่มีชื่อเสียงขนาดไหน เพียงแค่กระบวนท่าเดียว พวกเขาก็ต้องพ่ายแพ้ไปอย่างง่ายดาย
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ มันทำให้ชื่อเสียงของเขาเลื่องลือไปทั่วทั้งเมืองหลวงของอาณาจักรหมาป่าสวรรค์
ไม่ว่าจะเป็นกองกำลังหลัก ๆ หรือผู้ปลุกพลังเลื่องชื่อ ทุกคนต่างก็ได้รับรู้ว่าตระกูลหนี่เค่อนั้นได้เอาชนะอัจฉริยะกว่าห้าสิบคนในเวลาครึ่งเดือนกันหมด โดยเฉพาะชื่อของแขกผู้มีเกียรติประจำตระกูลนี้ เพียงคนเดียวเท่านั้นที่เอาชนะทุกคนได้
สิ่งนี้ทำให้เหล่ากองกำลังทั้งหลายจับตามองฉู่โม่วอย่างใกล้ชิด และจักรพรรดิเทวะยุทธ์บางคนก็เริ่มจับตามองชายหนุ่มแล้ว
อันที่จริง จักรพรรดิเทวะยุทธ์บางคนก็คิดว่าชายหนุ่มนั้นคืออัจฉริยะที่หลบหนีไป แต่พวกเขาก็รีบปฏิเสธความคิดนี้ เพราะกลิ่นอายจากร่างของฉู่โม่วมันแตกต่างจากอัจฉริยะคนนั้นโดยสิ้นเชิง
หากเป็นคนเดียวกันจริง ๆ พวกเขาคงจะจับสัมผัสและตระหนักได้ตั้งแต่แรกแล้ว
ไม่ต้องพูดถึง…
การที่พวกเขาไม่เชื่อด้วยว่าอัจฉริยะคนนั้นจะกล้ากลับมา
อย่างไรเสียคนคนนั้นก็ถูกไล่ล่าด้วยราชันย์ยุทธ์มากมาย และท้ายสุดแม้เขาจะรอดไปได้ แต่ก็มั่นใจว่าเขาจะต้องไม่กล้ากลับมาอีกแน่ ๆ
ด้วยความคิดเช่นนี้…
เหล่าจักรพรรดิเทวะยุทธ์จึงไม่ได้สงสัยอะไรเกี่ยวกับฉู่โม่ว กลับกันพวกเขากลับยินดีให้กับชายหนุ่มด้วย เพราะด้วยศักยภาพ พลังที่ได้แสดงให้เห็น และการที่เจ้าตัวเป็นแขกของตระกูลหนี่เค่อ ทุกคนต่างก็เห็นพ้องว่านี่คืออนาคตอันสุกสกาวของพวกเขา
เมื่อคนคนนี้เติบใหญ่ จักรพรรดิเทวะยุทธ์คนใหม่ก็จะได้ถือกำเนิดขึ้นในอาณาจักรหมาป่าสวรรค์อย่างแน่นอน
ดังนั้นตอนนี้ พวกเขาควรจะญาติดีกับคนผู้นี้ไว้ก่อนย่อมดีกว่าอยู่แล้ว