ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 878 หม้อทองคำแห่งโชคชะตา
บทที่ 878 หม้อทองคำแห่งโชคชะตา
ถ้อยคำของชายชรานั้นเปี่ยมไปด้วยการข่มขู่อย่างชัดเจน
แต่ฉู่โม่วก็ไม่ได้โต้ตอบอะไรนอกจากเหยียดหยันกลับไป
เขาน่ะไม่พอใจหอการค้าจูหยวนมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ดังนั้นต่อให้โดนข่มขู่ขนาดไหนก็ไม่ได้ต่างอะไรกับแมลงที่บินตอมหู ยิ่งไปกว่านั้น จากอาการของตงฟางเหวิน เขาแทบจะไม่ต้องกลัวอะไรในภายภาคหน้าเลย
มองคนทั้งหมดเดินจากไป…
ขณะที่รอให้คนพวกนั้นเดินลับตา ชายหนุ่มก็รู้สึกตกใจกับร่างกายตนเองขึ้นมา ราวกับว่าบางสิ่งบางอย่างได้เปลี่ยนแปลงไป เขาเงยหน้าขึ้นแล้วมองโชคชะตาที่อยู่เหนือหัวตนเองซึ่งกำลังพลุ่งพล่าน ราวกับฟ้ากำลังพลิกคว่ำลงมา
เห็นเช่นนั้นชายหนุ่มก็ผงะ สีหน้าเขาเปลี่ยนไปเป็นตกใจอย่างหาที่สุดไม่ได้
ทว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ปลอดภัย เพราะงั้นฉู่โม่วจึงไม่ได้สนใจความผิดปกตินี้ ณ ตอนนี้ เขาเพียงกวักมือเรียกหนี่เค่อปู้เพื่อบอกให้อีกฝ่ายกลับมาด้วยกันเท่านั้น
ระหว่างทาง…
หนี่เค่อปู้กังวลและลังเล ราวกับเขาอยากจะถามอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา พักหนึ่งเขาก็กัดฟันแล้วพูดขึ้นมา “คุณฉู่ครับ วันนี้คุณดูจะโหดร้ายกับตงฟางเหวินไปหน่อยนะครับ ผมเกรงว่าการกระทำนี้มันจะเป็นการยั่วโมโหคนจากหอการค้าจูหยวนเอานะ!”
“หือ? นายกลัวเหรอ?”
ฉู่โม่วหันไปยิ้มให้
“ผมไม่ได้กลัวอะไร… แต่คุณฉู่ คุณจะตกอยู่ในอันตรายเอานะ!”
หนี่เค่อปู้พูดด้วยเสียงหนักแน่น “คุณน่ะเป็นแขกของตระกูลหนี่เค่อของพวกเรา เพื่อไว้หน้าตระกูลของพวกเรา พวกหอการค้าจูหยวนจึงไม่กล้าทำอะไรโจ่งแจ้ง แต่แน่นอนว่าพวกเขาต้องกำลังวางแผนแน่ ๆ …”
เขากล่าวต่อ “ผมกลัวว่าแม้แต่ตระกูลหนี่เค่อของพวกเราก็ยังยากที่จะรับประกันความปลอดภัยของคุณ… เพราะงั้นระหว่างนี้ ผมอยากให้คุณฉู่ทำตัวไม่โดดเด่นเข้าไว้ เป็นไปได้ก็อย่าเพิ่งออกไปด้านนอกอีก ไม่เช่นนั้น ผมมั่นใจมากว่าพวกนั้นต้องจ้องหาโอกาสเอาคืนแน่ ๆ ครับ!”
ถ้อยคำของชายหนุ่มคนนี้มีความเป็นห่วงแฝงอยู่
ได้ยินเช่นนั้น ฉู่โม่วก็พยักหน้ารับเบา ๆ
แต่สำหรับหอการค้าจูหยวนนั้น ชายหนุ่มไม่ได้ใส่ใจอะไรเลยจริง ๆ ตราบใดที่จักรพรรดิเทวะยุทธ์ในตำนานของหอการค้าจูหยวนไม่เคลื่อนไหว ชีวิตของเขาก็ยังคงสงบสุขดีแม้จะออกมาข้างนอกก็ตาม
แน่นอนว่าชายหนุ่มไม่ได้พูดในสิ่งที่คิด เขาพยักหน้าแล้วพูดตอบ “ผมจะจำเอาไว้ ไม่ต้องกังวล”
“ยอดเยี่ยมไปเลยครับ”
ได้เห็นท่าทีจริงจังในคำสัญญาของฉู่โม่ว หนี่เค่อปู้ก็อดที่จะถอนหายใจอย่างโล่งอกไม่ได้
พลังของฉู่โม่วนั้นเหนือกว่าคนทั่วไปมาก ๆ อย่างจริงจัง ไหนจะการที่เขามีท่าทีกิริยาที่น่าชื่นชมอีก
การที่เขาได้ติดตามอยู่ข้างกายอีกฝ่ายในช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ มันทำให้เขาหลงใหลและเคารพฉู่โม่วจากใจจริง
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นกับฉู่โม่ว
…
พักหนึ่ง พวกเขาก็กลับมาถึงบ้านตระกูลหนี่เค่อ
หลังจากที่ฉู่โม่วและหนี่เค่อปู้กล่าวคำลากัน พวกเขาก็แยกย้ายกลับไปยังที่พักของตนเอง
ภายในห้องที่เงียบสงบ ชายหนุ่มนั่งขัดสมาธิ
กระจกวารีเบื้องหน้าเขาแสดงภาพของโชคชะตาต่าง ๆ เหนือหัวเขาได้อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ภาพที่เห็นนั้นคือภาพของโชคชะตาปริมาณมหาศาลที่อยู่เหนือหัว ซึ่งมันมีมากกว่าแต่ก่อนอย่างมาก ๆ เลยทีเดียว และที่ด้านนอกรอยแยกที่ไร้ขอบเขต โชคชะตาที่กล้าแกร่งอย่างไม่อาจจะทัดเทียมได้ก็สลักฝังลงมา ความเข้มข้นและยิ่งใหญ่ของโชคชะตา ณ ตอนนี้มันเกินกว่าที่ชายหนุ่มคาดคิดไว้มาก ๆ
ตอนนี้ภาพมายากงล้อทองคำทั้งสามวงก็ได้สร้างเกราะป้องกันขึ้นมาเพื่อปกป้องมันเอาไว้
ขณะเดียวกัน เมฆสีทองมากมายก็ได้ถูกรวบรวมไว้โดยโชคชะตาจนกลายเป็นก้อนอณูทองคำเล็ก ๆ จำนวนมาก ก่อนที่อณูทองคำเหล่านี้จะเข้ามารวมกันจนกลายเป็นก้อนอณูทองคำที่หนาแน่นขึ้น
ท้ายที่สุด กงล้อทองคำทั้งสามที่มีสองหูและสี่ขาก็ได้ปรากฏออกมา
ทว่าเมื่อเห็นตงฟางเหวิน
เขาก็พบทั้งดอกไม้ นก ปลา แมลง มวลเมฆ และภูเขา
มีดวงตะวัน จันทราและดารา พร้อมกับกลุ่มหมอกที่กินวงกว้าง
นอกจากนี้ยังมีความยิ่งใหญ่และหรูหรา ผนวกกับบรรยากาศของยุคโบราณที่หนาแน่น ราวกับเขากำลังก้าวข้ามกาลเวลามา ความรู้สึกนี้ทำให้ผู้คนรู้สึกสะพรึงกลัวและเคารพในคราเดียวกัน
ครืน!
จิตวิญญาณปฐมกาลทำการควบแน่นกับอณูทองคำเหล่านั้นจนสำเร็จ มันทำให้โชคชะตาในร่างของเขาสั่นสะท้านและส่งเสียงระเบิดที่แฝงด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์ไปทั่วช่องว่างมิติดังสนั่นราวกับสายฟ้าแห่งสวรรค์ที่ฟาดผ่าลงมา
ทันใดนั้นเอง
ฉู่โม่วพลันรู้สึกว่าร่างของเขาสว่างขึ้น ราวกับเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในความมืดที่ทำให้ทั่วทั้งร่างร้าวและแตกออก
เขาหันไปดูโชคชะตาตนเองโดยไม่รู้ตัว
ทว่าตอนนี้ บางสิ่งบางอย่างได้เปลี่ยนแปลงไปเหนือหัวของเขา
จิตวิญญาณปฐมกาลแห่งโชคชะตากำลังเปล่งแสงเสมือนดวงตะวัน ส่องประกายความศักดิ์สิทธิ์ออกไปไกลโพ้น เป็นสิ่งที่อยู่เหนือเมฆและม่านหมอก เสมือนเมฆสีทองนั้นกำลังแบกกงล้อทองคำเอาไว้
มวลเมฆและม่านหมอกสั่นสะเทือนไปพร้อม ๆ กัน ปลาไนตัวหนึ่งค่อย ๆ ปรากฏขึ้นให้เห็นราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตเกิดใหม่ ณ ตอนนั้นมันยังดูเหมือนเป็นเพียงภาพมายาอยู่นิดหน่อย แต่ก็สามารถแหวกว่ายไปในธารเมฆและม่านหมอกได้อย่างสมจริงจนเห็นได้ด้วยตาเปล่า บ้างก็กระโดดขึ้นมาเหนือปุยเมฆและกลับลงไปใหม่เสมือนอยู่ในธารน้ำ ก่อให้หมู่เมฆกระจัดกระจายออกมาดูมีชีวิตชีวายิ่ง
มองไปยังภาพเบื้องหน้า
ฉู่โม่วก็อดไม่ได้ที่จะหลุดยิ้มออกมา
สร้างกงล้อท้องคำแห่งโชคชะตาขึ้นมา ควบแน่นกับเมฆาแห่งการเฉลิมฉลองที่อยู่เหนือหัว แถมยังสามารถสร้างปลาไนให้แหวกว่ายได้ด้วย
จนถึงตอนนี้…
เสมือนว่าเป็นไข่มุกที่เพิ่งถูกชำระล้างฝุ่นที่ผิวนอกออกและเปล่งประกายแสงศักดิ์สิทธิ์ออกมาสว่างไสว หรือไม่ก็นกน้อยในกรงทองที่ท้ายสุดก็ได้โบยบินออกมา ในยามที่ได้เห็นฟากฟ้าที่กว้างไกล ความรู้สึกถึงผืนน้ำที่รอให้โบยบินผ่านไปก็ผุดขึ้นมา
ฉู่โม่วจมไปในความรู้สึกเหล่านี้
เปรียบดั่งดวงตาของเขาได้เห็นภาพมายามากมายนับไม่ถ้วน ภาพที่กว้างไกลเหนือคณานับ มวลเมฆที่ลอยต่ำลงจนกระทั่งตัวเขานั้นไปอยู่เหนือดวงดาวต่าง ๆ มองเห็นกระแสของธารแห่งกาลเวลาเบื้องหน้า มองโลกต่าง ๆ และสรรพสิ่งมากมายเวียนว่ายตายเกิด เขานั่งลงและมองไปยังศิลปะมากมายที่หมุนเปลี่ยนตามกาลเวลา
เขารู้ว่านี่คือการที่ศูนย์กลางของโชคชะตาของเขากำลังควบแน่นกันอย่างสมบูรณ์
ก่อนหน้านี้คือเวลาที่สวรรค์และโลกแลกเปลี่ยนพลังงานกัน เรียกว่าผสานฟ้าดิน และมันทำให้ผู้ปลุกพลังยากที่จะเคลื่อนไหวหรือทำอะไรได้อย่างอิสระ
ภายใต้ความไม่แน่นอนของโชคชะตา
บางทีในวันนี้อาจจะมีค่าโชคชะตาน้อย ในวันพรุ่งนี้อาจจะเจอโชคร้าย หรือบางทีอาจจะตายได้อย่างง่ายดาย
สิ่งนี้ทำให้คนธรรมดาต้องเจอกับความยากลำบากอยู่ด้วย แต่ถ้าวันใดมาถึง วันที่ค่าโชคชะตาพุ่งทะยานฟ้า วันนั้นเขาก็จะพบเจอแต่ความสำเร็จ
กฎเกณฑ์เช่นนี้ใช้ไม่ได้ผลกับฉู่โม่วอีกต่อไปหลังจากที่เขาได้สร้างหม้อทองคำแห่งโชคชะตาขึ้นมา
จากนี้ไป ตราบใดที่เขานั้นไม่ได้รนหาที่ตายด้วยตนเอง ค่าโชคชะตาของเขาจะไม่สั่นคลอน มันจะค่อย ๆ แข็งแกร่งขึ้นช้า ๆ และจะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นในอนาคต
มันเป็นอะไรที่เข้าใจง่าย
นั่นคือเขาจะไม่ต้องเผชิญกับโชคร้ายอีก และค่าโชคชะตาของเขาก็จะสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนวันหนึ่งมันก็จะระเบิดออก
ให้เวลากับสิ่งนี้ มันไม่ใช่เรื่องน่าเหลือเชื่ออีกต่อไปที่จะเปลี่ยนจากโชคร้ายให้กลายเป็นดี และเผลอ ๆ ก็อาจจะกลายเป็นพรจากสวรรค์
‘ปลดล็อกโซ่ตรวนของมนุษยชาติ และในวันนี้ พวกนายจะรู้ว่าฉันเป็นใคร’
‘ตั้งแต่นี้ไป หนทางกำหนดค่าโชคชะตาของตัวเองเริ่มต้นขึ้นแล้ว!’
ฉู่โม่วถอนหายใจอย่างโล่งอกขณะพึมพำด้วยเสียงเบา
…
“เจ้าฉู่โม่วนั่นช่างกล้าจริง ๆ!”
ภายในหอการค้าจูหยวน ชายวัยกลางคนที่มีรูปลักษณ์ยิ่งใหญ่มองไปยังตงฟางเหวินผู้ที่บาดเจ็บหนัก สีหน้าของเขาซีดเซียวในขณะที่พูดออกมาอย่างเยือกเย็น
เขาคือผู้บริหารหอการค้าจูหยวนแห่งนี้
นอกจากนี้ก็ยังเป็นพ่อของตงฟางเหวินด้วย
วันนี้ ขณะที่ตัวเขากำลังฝึกฝนตนเองอยู่ เขาก็เผอิญได้ยินข่าวว่าลูกชายของตนบาดเจ็บหนัก อวัยวะภายในแหลกเละ เส้นลมปราณเสียหาย รวมถึงรากฐานอณูแห่งชีวิตเองก็ได้รับความเสียหายไปด้วย สิ่งนี้ทำให้เขาตกใจจนต้องรีบออกจากการฝึกฝนทันที
หลังจากได้ทำการสอบถามจนรู้ถึงต้นเหตุแล้ว เขาก็อดไม่ได้ที่จะโกรธเกรี้ยว
เขาไม่เคยคิดเลยว่าฉู่โม่วจะหยิ่งผยองถึงเพียงนี้
แม้วจะรู้ว่าตงฟางเหวินเป็นลูกชายคนโตของหอการค้าจูหยวน แต่ก็ยังกล้าลงมืออย่างเต็มกำลัง หากเป็นคนอื่น ยังไงก็ไม่มีทางรอดได้แน่ ๆ!
“ท่านผู้บริหารครับ เจ้าฉู่โม่วนั่นมีสถานะเป็นแขกของตระกูลหนี่เค่อ เพราะงั้นก็เลยกร่างไปทั่วได้ เขากล้าที่จะทำร้ายลูกชายคนโตของท่าน เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้เห็นหัวหอการค้าจูหยวนของพวกเราแต่อย่างใด!”
ชายชราที่อยู่ข้างเขาซึ่งมีสีหน้าซีดเซียวไม่ต่างกันพูดด้วยเสียงหนักแน่น “พวกเราจะปล่อยเจ้านี่ไปง่าย ๆ ไม่ได้นะครับ! ต้องหาทางลงโทษมันให้ได้!”