ระบบคัดลอกพรสวรรค์สะท้านยุทธภพ - บทที่ 5 : โรงเตี๊ยมซ่างหรู
นอกจากโฉนดที่ดินและตั๋วเงิน สิ่งที่โจวสิงต้องพกติดตัวไปด้วยยังมีอีกหลายรายการ
ไม่ว่าจะเป็น ทรายพิษจื่ออู่ ที่เขาและตาแก่ถังช่วยกันปรุงขึ้น เข็มพายุพิรุณ อาวุธลับชิ้นแรกที่เขาประดิษฐ์เองกับมือ หนอนไหมน้ำแข็งพันปี และ คางคกหิมะเนตรชาด อันล้ำค่า
แต่มีสิ่งหนึ่งที่โจวสิงจะลืมไม่ได้เป็นอันขาด นั่นคือ ยาไขกระดูก
ลองคิดดูสิ ตาแก่ถังอายุอานามปาเข้าไปเกือบหกสิบ กระดูกกระเดี้ยวย่อมเสื่อมถอยไปตามวัย เหตุใดเขาถึงกล้าฝันเฟื่องว่าจะฝึกยุทธ์ตอนแก่ หรือแม้แต่โจวสิงเอง เมื่อสามปีก่อนตอนอายุสิบสี่ ก็ถือว่าเป็นวัยที่เริ่มช้าไปเสียแล้วสำหรับการฝึกวรยุทธ์ แต่ทำไมเขาถึงไม่เคยกังวล
คำตอบอยู่ที่ ยาไขกระดูก นี่เอง
ยาไขกระดูกคือโอสถทิพย์ในตำนานของตระกูลถัง มีสรรพคุณในการชำระล้างเส้นเอ็น เปลี่ยนเส้นเลือด และผลัดเปลี่ยนกระดูกให้เหมือนเกิดใหม่
เมื่อกลืนลงไป เส้นลมปราณที่เคยตีบตันจะถูกทะลวงจนโล่งโปร่ง อุปสรรคทั้งมวลในการโคจรพลังจะมลายหายไป ทำให้การฝึกกำลังภายในรุดหน้าไปไวกว่าคนทั่วไปหลายเท่าตัว
นอกจากนี้ มันยังช่วยปรับปรุงสมรรถภาพร่างกาย ทำให้ยืดหยุ่น แข็งแกร่ง ท่าทางยากๆ อย่างการฉีกขาหรือดัดตัวที่คนธรรมดาทำไม่ได้ ผู้ที่กินยานี้เข้าไปจะทำได้ง่ายดายเหมือนพลิกฝ่ามือ
สามปีที่ตาแก่ถังเก็บตัวอยู่ในป่า ก็เพื่อรวบรวมสมุนไพรหายากมาปรุงเจ้ายานี่แหละ
ยาไขกระดูกสองเม็ดนี้ คือผลึกแห่งความพยายามเกือบสี่สิบปีของตาแก่ถัง
เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจมาทั้งชีวิต แต่สุดท้ายกลับไม่ได้ลิ้มรสชาติของมันแม้แต่นิดเดียว
โจวสิงกำกล่องไม้ที่บรรจุยาไขกระดูกไว้แน่น ความแค้นนี้ เขาไม่มีวันลืม
เด็กหนุ่มไม่ได้กินข้าวเช้า เขาคว้ากระบี่แล้วเดินออกจากประตูหลังร้านเหล้า มุ่งหน้าสู่ประตูเมืองทิศใต้ทันที
ตลอดหนึ่งเดือนในเมืองหลวง โจวสิงหมกตัวอยู่แต่ในร้าน ไม่เคยได้ออกไปเปิดหูเปิดตาที่ไหน เดิมทีเขาตั้งใจจะไปเดินเล่นแถวสำนักงานมือปราบหกประตู หรือเรือนพิทักษ์มังกร เผื่อจะได้เจอยอดคนในตำนานอย่างที่เคยเห็นในซีรีส์บ้าง แต่สถานการณ์ตอนนี้ไม่เอื้ออำนวย
พวกหอโลหิตอาจโผล่หัวมาเมื่อไหร่ก็ได้
การหลบหนีออกจากเมืองหลวงราบรื่นกว่าที่คิด เพียงชั่วก้านธูปไหม้ โจวสิงก็แฝงตัวปะปนกับฝูงชนออกมานอกกำแพงเมืองได้สำเร็จ
ส่วนเรื่องพกกระบี่เดินโทงๆ นั้น ในยุคสมัยนี้ การพกอาวุธเป็นเรื่องปกติสามัญ โดยเฉพาะในเมืองหลวงที่มีสำนักคุ้มภัยและพรรคแก๊งต่างๆ มากมาย ตราบใดที่ไม่เอาไปไล่ฟันชาวบ้าน ทางการก็มักจะทำเป็นมองไม่เห็น
โจวสิงเดินพ้นประตูเมืองทิศใต้มาได้ไม่ไกล ก็มีหญิงชราคนหนึ่งเข้ามาขวางทาง
โจวสิงสะดุ้งโหยง นึกว่าเป็นนักฆ่าจากหอโลหิต มือข้างหนึ่งเอื้อมไปเตรียมจะซัด เข็มพายุพิรุณ ใส่ร่างนาง
แต่ทว่า
พ่อหนุ่ม จะไปไหนจ๊ะ นั่งรถม้าไหม ร้อยลี้คิดแค่ยี่สิบอีแปะเองนะ
โจวสิงชะงักกึก มองหญิงชราที่มีท่าทีกระตือรือร้นเหมือนป้าขายตั๋วรถทัวร์หน้าหมอชิตแล้วก็อดยิ้มไม่ได้
ตอนนี้เขาไม่ใช่ยาจก มีตั๋วเงินและเศษเงินที่ได้จากมรดกตาแก่ถัง บวกกับที่ ริบ มาจากศพพวกหอโลหิต รวมแล้วกว่าเจ็ดร้อยหกสิบสามตำลึง ไหนจะเศษเงินในถุงอีกเพียบ
รวยขนาดนี้ เรื่องอะไรจะเดินให้เมื่อยตุ้ม
โจวสิงพยักหน้า โยนห่อสัมภาระขึ้นรถม้า แล้วมุดตัวตามเข้าไป ไปตำบลเจ็ดจอมยุทธ์ ยาย
รถม้าเก่าคร่ำคร่าค่อยๆ เคลื่อนตัว โยกเยกไปตามเส้นทางมุ่งสู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้
ระยะทางสามร้อยลี้ ออกเดินทางตอนเที่ยง กว่าจะถึงจุดหมายก็ปาเข้าไปดึกดื่น
โชคดีที่ยุคนี้คนดียังมีมากกว่าคนเลว ไม่มีการดักปล้นกลางทาง
ค่าโดยสารคิดตามระยะทาง ร้อยลี้แรกยี่สิบอีแปะ แต่ถ้าเกินนั้นคิดเพิ่มทุกห้าสิบลี้สิบอีแปะ รวมระยะทางสามร้อยลี้ สิริรวมหกสิบอีแปะ
โจวสิงมีเหรียญทองแดงไม่มาก เขาจึงใช้กรรไกรตัดเศษเงินก้อนเล็กๆ ออกมาชั่งน้ำหนัก แล้วยื่นให้ยายคนขับรถม้า ทำเอายายแกยิ้มแก้มปริ ขอบคุณยกใหญ่
ภายใต้แสงจันทร์นวลผ่อง โจวสิงยืนถือกระบี่อยู่ใต้ซุ้มประตูทางเข้าหมู่บ้าน
แสงจันทร์สาดส่องให้เห็นตัวอักษรสามตัวบนป้ายอย่างชัดเจน ตำบลเจ็ดจอมยุทธ์
มุมปากของโจวสิงยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม ความกังวลเรื่องการถูกไล่ล่าดูจะเบาบางลงไปบ้าง
ในที่สุดก็ถึง
โจวสิงสาวเท้าก้าวเข้าไปในตัวตำบลด้วยความตื่นเต้น นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นตำบลเจ็ดจอมยุทธ์ของจริงที่ไม่ใช่แค่ฉากในโรงเตี๊ยมถงฟู
บ้านเรือนปลูกเรียงรายเป็นระเบียบ เดินเข้าไปหน่อยก็เจอลานแสดงงิ้วเก่าๆ ที่ดูทรุดโทรมตามกาลเวลา
เดินต่อไปอีกนิด เสียงน้ำไหลเอื่อยๆ ก็แว่วเข้าหู
สะพานหินโค้งปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ข้างๆ มีศิลาจารึกสลักคำว่า แม่น้ำซีเหลียง
ข้ามสะพานไปคือถนนสายหลัก สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวงต่างๆ นี่คงเป็นย่านการค้าที่คึกคักที่สุดของตำบล
โจวสิงเดินสำรวจไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสายตาไปสะดุดเข้ากับอาคารหลังหนึ่ง
โรงเตี๊ยมซ่างหรู
โจวสิงพึมพำกับตัวเอง ครู่หนึ่งก็นึกขึ้นได้ อ๋อ นี่มันชื่อเดิมของโรงเตี๊ยมถงฟูนี่นา
แสดงว่าตอนนี้เจ้าของยังเป็น ซิ่วไฉ และเธอกับพรรคพวกยังเดินทางมาไม่ถึง
โจวสิงมองซ้ายมองขวา ถนนหนทางที่นี่กว้างขวางกว่าในซีรีส์มาก บรรยากาศดูคล้ายในเวอร์ชันภาพยนตร์มากกว่า
ก็สมเหตุสมผลอยู่ ในเมื่อเป็นโรงเตี๊ยมแห่งเดียวในตำบล ก็ต้องตั้งอยู่ในทำเลทองแบบนี้แหละ
ท้องเริ่มร้องประท้วง โจวสิงล้วงเอาเสบียงกรังและถุงน้ำออกมาทานรองท้อง แล้วจึงเดินตรงไปที่ประตูโรงเตี๊ยม
คืนนี้ต้องหาที่ซุกหัวนอนก่อน พรุ่งนี้ค่อยหาซื้อที่อยู่เป็นหลักแหล่ง แล้วค่อยตามหา ตาเฒ่าวาดภาพ ตามแผน
กำลังจะยกมือเคาะประตู สายตาเหลือบไปเห็นหน้าต่างข้างประตูเปิดอ้าอยู่
ชายหนุ่มในชุดบัณฑิตสีเขียวซีดๆ กำลังชะโงกหน้าออกมาครึ่งตัว ในมือถือตำราเล่มเก่า ท่าทางเหมือนกำลังอาศัยแสงจันทร์อ่านหนังสือ
โจวสิงชะงัก นี่ต้องเป็น ลวี่ชิงโหว หรือ ซิ่วไฉ แน่นอน
อะแฮ่ม
โจวสิงกระแอมเบาๆ ชายหนุ่มสะดุ้งโหยง รีบยืดตัวตรง หันมามองผู้มาเยือนด้วยท่าทางพยายามรักษามาดบัณฑิต
ขออภัย ข้าต้องการห้องพัก
โจวสิงเอ่ยพลางสำรวจสภาพของซิ่วไฉที่ดูผอมโซจนแก้มตอบ สมคำร่ำลือจริงๆ งกขนาดไม่ยอมจุดเทียน ต้องมานั่งเพ่งหนังสือใต้แสงจันทร์
น่านับถือ
ลวี่ชิงโหวอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ คนต่างถิ่นสินะ
โรงเตี๊ยมซ่างหรูของเขาตอนนี้เหลือตัวคนเดียว พ่อครัวไม่มี เด็กรับใช้ไม่มี ตัวเขาเองก็มัวแต่ท่องตำราสอบจอหงวน ไม่เคยปัดกวาดเช็ดถู
สภาพร้านซอมซ่อขนาดนี้ ใครมันจะอยากมาพัก ข้าวก็ไม่มีให้กิน ฝุ่นก็เขลอะ
ตอนแรกเขาก็ไม่แคร์ แต่พอเงินทองเริ่มร่อยหรอ ความหิวเริ่มกัดกินศักดิ์ศรี อุดมการณ์ จนอย่างมีเกียรติ ชักจะกินไม่อิ่มท้องเสียแล้ว
วันนี้แหละ ลวี่ชิงโหวผู้นี้จะยอมก้มหัวให้แก่เงินตราเพื่อปากท้อง
คิดได้ดังนั้น เขารีบลุกขึ้นยืน แต่ขากลับอ่อนเปลี้ยจนเกือบล้มหน้าทิ่ม
ลวี่ชิงโหวรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย เปิดประตูผายมือต้อนรับพร้อมรอยยิ้มที่พยายามปั้นให้ดูจริงใจที่สุด คุณชายจะพักแรมหรือ เชิญชั้นบนเลยขอรับ
พูดจบก็คว้าผ้าขี้ริ้วเน่าๆ นำทางโจวสิงไปยังห้องพักที่ดู สะอาดที่สุด ในร้าน
ลวี่ชิงโหวเช็ดโต๊ะเช็ดเตียงด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ ฝุ่นฟุ้งกระจายจนโจวสิงต้องกลั้นหายใจ
สภาพร้านแบบนี้ ถ้าไม่เจ๊งก็ให้มันรู้ไปสิ
เถ้าแก่ ข้าพักแค่คืนเดียว แต่ข้ามีเรื่องอยากถาม แถวนี้มีใครประกาศขายบ้านบ้างไหม
โจวสิงถามเข้าประเด็น
เขาต้องการที่พักถาวรเพื่อฝึกยุทธ์ และตำบลเจ็ดจอมยุทธ์ก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะที่สุด
ลวี่ชิงโหวหยุดมือ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง อ้อ ร้านเหล้าของเถ้าแก่หลิวฝั่งตรงข้ามเยื้องๆ กัน เห็นว่าแกจะขายนะ แกจะรีบกลับบ้านเกิดที่เจียงหนาน เลยประกาศขายราคาถูก
ซิ่วไฉชี้มือไปนอกหน้าต่าง ฝุ่นจากผ้าขี้ริ้วยังลอยฟุ้ง ทำเอาเขาต้องกระแอมแก้เก้อ
โจวสิงมองตามนิ้วไป เห็นร้านเหล้าสองชั้นตั้งตระหง่านอยู่ฝั่งตรงข้าม
ถ้าท่านอยากทำการค้า ก็เปิดร้านต่อได้เลย หรือถ้าจะแค่อยู่อาศัย ปรับปรุงนิดหน่อยก็น่าอยู่สบาย ลวี่ชิงโหวเสริม
โจวสิงพยักหน้าพอใจ งั้นเอาที่นั่นแหละ รบกวนเถ้าแก่ช่วยนัดเถ้าแก่หลิวให้ข้าพรุ่งนี้เช้าด้วยนะ
ทีแรกลวี่ชิงโหวทำท่าจะปฏิเสธ แต่พอเห็นโจวสิงล้วงก้อนเงินหนึ่งตำลึงออกมาวางบนโต๊ะ คำปฏิเสธก็กลืนหายลงคอไปทันที
วางใจได้เลยขอรับ เรื่องนี้ข้าจัดการเอง
ลวี่ชิงโหวตาเป็นประกาย รีบคว้าเงินมาเก็บใส่กระเป๋า ในหัวเริ่มจินตนาการถึงรายการของที่ต้องซื้อ ข้าวสาร น้ำมัน เกลือ แล้วก็ เทียนไข
ซิ่วไฉเดินยิ้มร่าออกจากห้องไป
โจวสิงมองแสงจันทร์นอกหน้าต่าง บิดขี้เกียจหนึ่งที ก่อนจะล้มตัวลงนอนบนเตียงแข็งๆ
เคยนอนกลางดินกินกลางทรายกับตาแก่ถังมาตั้งนาน แค่นี้ถือว่าหรูแล้ว
โจวสิงหลับลึกรวดเดียวจนถึงเช้า