ระบบคัดลอกพรสวรรค์สะท้านยุทธภพ - บทที่ 6 : ตาเฒ่าวาดภาพ
เช้าวันรุ่งขึ้น โจวสิงได้พบกับเถ้าแก่หลิวโดยการแนะนำของลวี่ชิงโหว
แม้ในมือจะมีเงินกว่าเจ็ดร้อยตำลึง แต่โจวสิงไม่ใช่คนประเภทใช้เงินมือเติบ เขาต่อรองราคากับเถ้าแก่หลิวอย่างดุเดือด โดยมีซิ่วไฉคอยช่วยพูดเสริม จนสุดท้ายก็ตกลงราคากันได้ที่ 450 ตำลึงเงิน
ราคานี้ถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับทำเลทองกลางตำบลเจ็ดจอมยุทธ์ หากเถ้าแก่หลิวไม่ร้อนเงินรีบกลับบ้านเกิด ราคานี้คงเป็นแค่ฝัน
ร้านเหล้าขนาดกะทัดรัด สองชั้น ชั้นบนมีสามห้องนอน ชั้นล่างเป็นโถงรับรอง ครัว และลานหลังบ้าน เฟอร์นิเจอร์และข้าวของเครื่องใช้ยังอยู่ครบ ช่วยประหยัดงบแต่งร้านไปได้โข
โจวสิงเริ่มลงมือทำความสะอาดร้าน อาจเพราะรู้สึกผิดที่รับเงินสินน้ำใจมาตั้งหนึ่งตำลึง ลวี่ชิงโหวจึงอาสามาช่วยปัดกวาดเช็ดถูด้วย
ระหว่างทำงาน ทั้งสองก็ได้พูดคุยทำความรู้จักกันมากขึ้น ในฐานะเพื่อนบ้านที่จะต้องพึ่งพาอาศัยกันในอนาคต
โจวสิงอายุน้อยกว่า จึงขอให้ซิ่วไฉเรียกชื่อเขาเฉยๆ ส่วนเขาก็เรียกอีกฝ่ายว่า ซิ่วไฉ (บัณฑิต) ตามความคุ้นเคย
จริงสิโจวสิง เจ้าซื้อร้านนี้ไป คิดจะทำกิจการอะไรหรือ ซิ่วไฉถามด้วยความสงสัย
โจวสิงวางไม้กวาดลง ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ เปิดโรงหมอ
ซิ่วไฉเบิกตากว้าง ในหัวของเขา หมอต้องเป็นชายชราหนวดเครายาวสีดอกเลา ท่าทางภูมิฐาน ไม่ใช่เด็กหนุ่มหน้าใสวัยขบเผาะอย่างโจวสิง
สุภาษิตที่ว่า ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม จะทำการใหญ่ได้อย่างไร ผุดขึ้นในใจซิ่วไฉทันที
ขืนเปิดโรงหมอ มีหวังเจ๊งไม่เป็นท่า เพราะคงไม่มีใครกล้าเอาชีวิตมาฝากไว้ในมือหมอเด็กแบบนี้
ซิ่วไฉอยากจะเตือน แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าเพิ่งรู้จักกัน จะไปจุ้นจ้านเรื่องชาวบ้านก็กระไรอยู่ รอให้เปิดไปสักพัก พอไม่มีลูกค้า ค่อยแนะนำให้เปลี่ยนอาชีพก็ยังไม่สาย
เดิมทีเถ้าแก่หลิวขายเหล้า กิจการก็ไปได้สวย โจวสิงน่าจะสานต่อ
โจวสิงเองก็เคยคิดเรื่องขายเหล้าเหมือนกัน เพราะตาแก่ถังก็เคยเปิดร้านเหล้าที่เมืองหลวง
แต่คิดไปคิดมา ไม่เอาดีกว่า
ตาแก่ถังเปิดร้านเหล้าบังหน้า เพื่อกลบเกลื่อนกลิ่นยาสมุนไพรและพิษ ไม่ให้ใครสงสัยว่าเป็นนักฆ่า
แต่โจวสิงไม่ใช่และไม่ได้อยากเป็นนักฆ่า เขาต้องการเปิดเผยตัวตนในฐานะ หมอ
เป้าหมายหลักของเขาคือตามหา ตาเฒ่าวาดภาพ เพื่อขอวิทยายุทธ์ แต่ระหว่างนั้น เขาก็ต้องฝึกฝนวิชาพิษและวิชาแพทย์ควบคู่กันไป เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ตัวเอง
การฝึกวิชาเหล่านี้ต้องใช้สมุนไพรจำนวนมาก
ถ้าเขาเปิดร้านเหล้า แต่ดันสั่งซื้อสมุนไพรเป็นว่าเล่น ใครเห็นก็ต้องสงสัย
แต่ถ้าเปิดโรงหมอ ต่อให้เอาสมุนไพรมาตากแดดหน้าร้าน ก็ไม่มีใครผิดสังเกต เพราะมันคือเรื่องปกติของหมอ
สรุปคือ ยิ่งซ่อนตัวเนียนเท่าไหร่ ยิ่งปลอดภัยเท่านั้น
การเป็น เทพกระบี่แห่งเนินสิบขวด (ฝึกวิชาเงียบๆ คนเดียวจนเก่ง) ก็ไม่เลวเหมือนกัน
ซิ่วไฉ เจ้าเคยได้ยินเรื่อง ตาเฒ่าวาดภาพ ไหม ที่ว่าแกชอบกินโรตีเนื้อ แล้ววาดรูปอะไรก็ได้น่ะ โจวสิงไม่ลืมเป้าหมายสำคัญ
เขามาที่นี่เพื่อตามหาตาแก่คนนี้โดยเฉพาะ
ซิ่วไฉขมวดคิ้วใช้ความคิด คนแก่ในตำบลนี้มีเยอะแยะ แต่คนที่วาดรูปแลกโรตีเนื้อเนี่ย ข้าไม่เคยได้ยินนะ
ซิ่วไฉวันๆ เอาแต่ท่องตำรา จะไปรู้อะไรเกี่ยวกับข่าวชาวบ้าน
โจวสิงพยักหน้าเข้าใจ ซิ่วไฉเองก็ไม่ได้ซักไซ้ คิดว่าเป็นญาติห่างๆ ของโจวสิง ก่อนจะขอตัวกลับไปอ่านหนังสือต่อที่โรงเตี๊ยม
เมื่ออยู่คนเดียว โจวสิงปิดประตูร้านแน่นหนา แล้วขนสมบัติทั้งหมดออกมาวางบนโต๊ะ
เริ่มจาก ยาไขกระดูก กุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เขาฝึกยุทธ์ได้แม้จะอายุเกินเกณฑ์
ต่อมาคือ คางคกหิมะเนตรชาด เครื่องรางกันตายและตัวช่วยวิจัยพิษชั้นเลิศ
ตามด้วย หนอนไหมน้ำแข็งพันปี เข็มพายุพิรุณ ทรายพิษจื่ออู่ ผงวิญญาณสลาย ยาพิษกระเรียนแดง ผงขาดลำไส้ และสารพัดพิษร้ายแรง
นอกจากนี้ยังมี ยาสมานแผลทองคำ และ ยาบำรุงหัวใจ ของตาแก่ถัง
ห่อสุดท้ายที่โจวสิงเปิดออก คือห่อสมุนไพรนานาชนิด
เนื่องจากเขาไม่มี คัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็น ช่วยต้านทานพิษเย็นของหนอนไหม เขาจึงต้องพึ่งพาสมุนไพรเหล่านี้ในการปรุงยาแก้พิษเพื่อสกัดความเย็นออก
โจวสิงวางแผนคร่าวๆ ในใจ
อย่างแรก ต้องสร้างช่องลับในห้องนอน เพื่อซ่อนของสำคัญอย่างหนอนไหมและอาวุธลับ
อย่างที่สอง ต้องจ้างช่างไม้มาทำตู้ยาและอุปกรณ์การแพทย์
อย่างที่สาม สั่งซื้อสมุนไพรล็อตใหญ่มาเติมสต็อก
เมื่อทุกอย่างพร้อม เขาจะเริ่มปรุงยาแก้พิษตามสูตรของตาแก่ถัง เพื่อเตรียมรับมือกับพลังของหนอนไหม
โจวสิงยิ้มมุมปาก ชีวิตเริ่มมีความหวัง เสียดายที่ตาแก่ถังไม่อยู่เห็นวันนี้
เขาถอนหายใจ หยิบกล่องไม้ใส่หนอนไหมขึ้นมา
หนอนไหมน้ำแข็งเป็นสิ่งมีชีวิต ต้องกินอาหารทุกวัน อาหารของมันไม่ใช่ใบหม่อน แต่เป็น พิษร้าย ยิ่งพิษแรงเท่าไหร่ มันยิ่งชอบ
โจวสิงเท ทรายพิษจื่ออู่ ลงบนโต๊ะ แล้วโรยผงยาไล่แมลงเป็นวงล้อมรอบเพื่อป้องกันไม่ให้หนอนไหมหนี
เมื่อเปิดฝากล่อง อุณหภูมิในห้องลดฮวบทันที ไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกมา
หนอนไหมตัวอวบอ้วน ใสแจ๋วราวกระจก ค่อยๆ คืบคลานออกมาจากกล่อง มันตัวใหญ่กว่าหนอนไหมทั่วไปเท่าตัว ทุกที่ที่มันคลานผ่าน ทิ้งรอยไหม้จากความเย็นจัดไว้บนโต๊ะไม้
โจวสิงยืนมองมันกินทรายพิษอย่างเอร็ดอร่อย
ทันใดนั้น เงาร่างหนึ่งก็เดินโซซัดโซเซตรงมาที่หน้าร้าน
ชายชราผมขาวโพลน สวมชุดผ้ากระสอบเก่าๆ ดวงตาหยีจนเกือบปิด มุมปากอมยิ้ม มือขวาถือไม้เท้า มือซ้ายหิ้วน้ำเต้าเหล้า ปากฮัมเพลงทำนองแปลกหู เดินตรงดิ่งเข้ามา
เมื่อถึงหน้าประตู ชายชราหยุดกึก ดวงตาที่หยีเล็กเบิกโพลง รอยยิ้มจางหายไปชั่วขณะ แทนที่ด้วยความสงสัย
ไอเย็นรุนแรงนัก เจ้าหนุ่มแซ่หลิวไปหาของวิเศษแบบนี้มาจากไหน
ชายชราส่ายหน้า ยิ้มมุมปากอีกครั้ง ก่อนจะเคาะประตูเบาๆ
ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูทำเอาโจวสิงสะดุ้ง เขาใช้ตะเกียบคีบหนอนไหมโยนกลับลงกล่องอย่างรวดเร็ว แล้วกวาดข้าวของทั้งหมดลงห่อผ้า ยัดใส่ใต้เคาน์เตอร์ ก่อนจะเดินไปเปิดประตู
เมื่อบานประตูเปิดออก ใบหน้าเหี่ยวย่นเปื้อนยิ้มของชายชราก็ปรากฏแก่สายตา
โจวสิงชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นแววตาแปลกใจของอีกฝ่าย เขาก็เดาได้ทันทีว่าคงเป็นลูกค้าเก่าของเถ้าแก่หลิว
ท่านผู้เฒ่า เถ้าแก่หลิวขายร้านให้ข้าแล้ว ตอนนี้ไม่ใช่ร้านเหล้าแล้วขอรับ แต่ถ้าท่านอยากดื่ม ก็เชิญตักเองได้เลย วันนี้ข้าเลี้ยงฉลองเปิดร้านใหม่ ไม่คิดเงิน
โจวสิงชี้ไปที่ไหเหล้าข้างบันไดอย่างใจป้ำ
เถ้าแก่หลิวทิ้งเหล้าไว้ให้สี่ไหเป็นของแถม โจวสิงไม่ใช่นักดื่ม เก็บไว้ก็เกะกะ ถ้าตาแก่คนนี้ไม่กิน เขาก็คงต้องขายทิ้งถูกๆ หรือไม่ก็เอาไปดองยา
ชายชรายิ้มตาหยี สำรวจโจวสิงตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะเดินเข้ามาในร้าน จมูกฟุดฟิดดมกลิ่น แล้วทำท่าครุ่นคิด
สักพัก เขาก็ยื่นน้ำเต้าให้โจวสิง คนแก่หูตาฝ้าฟาง รบกวนเถ้าแก่หนุ่มช่วยตักเหล้าให้หน่อยเถิด
โจวสิงพยักหน้ายิ้มรับ รับน้ำเต้ามาแล้วหันหลังไปตักเหล้าให้
เถ้าแก่หนุ่มไม่ใช่คนแถวนี้สินะ ชายชราเอ่ยถาม
โจวสิงพยักหน้า แล้วท่านผู้เฒ่าเป็นคนแถวนี้หรือ
ชายชราส่ายหน้าเบาๆ ตอนเด็กๆ อยู่เมืองเหิงหยาง พอแก่ตัวก็ย้ายมาอยู่ที่นี่ นานเท่าไหร่แล้วก็จำไม่ได้
มือที่กำลังตักเหล้าของโจวสิงชะงักกึก
เหิงหยาง
ตาแก่ถังเคยบอกว่าสำนักกระบี่เหิงซานอยู่ที่เมืองเหิงหยาง
พูดถึงเหิงซาน ก็ต้องนึกถึง ม่อไท่ชง ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนัก และพูดถึงม่อไท่ชง ก็ต้องนึกถึง ตาเฒ่าวาดภาพ
ถ้าไทม์ไลน์ของจักรวาลนี้ยังอิงตามต้นฉบับ นักพรตทุศีล หรือตาเฒ่าวาดภาพ ก็ควรจะเป็นคนเหิงหยางเหมือนกัน
ชายชราคนนี้บอกว่าตอนเด็กอยู่เหิงหยาง แก่แล้วมาอยู่เจ็ดจอมยุทธ์ นี่มันตรงกับประวัติของนักพรตทุศีลเป๊ะๆ
โจวสิงหันขวับกลับมามอง จ้องเขม็งไปที่ชายชรา พยายามซ้อนทับภาพตรงหน้ากับภาพในจินตนาการ
ท่านผู้เฒ่า ท่านอยู่ที่นี่มานาน เคยได้ยินเรื่อง ตาเฒ่าวาดภาพ บ้างไหม โจวสิงตัดสินใจถามตรงๆ
กับยอดฝีมือระดับนี้ อ้อมค้อมไปก็เสียเวลา สู้เปิดอกคุยกันแบบลูกผู้ชายไปเลยดีกว่า เผื่อฟลุ๊คได้คะแนนความจริงใจ
ได้ผล
แววตาของชายชราเปลี่ยนไปทันที จากตาหยีๆ กลายเป็นคมกริบดุจเหยี่ยว แฝงรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
ตาเฒ่าวาดภาพรึ คุ้นๆ อยู่เหมือนกัน เจ้าตามหาเขาทำไม
โจวสิงไม่รีรอ ตอบกลับฉะฉาน ข้าได้ยินมาว่า ตาเฒ่าวาดภาพคือยอดคนเหนือโลก ในอดีตปรมาจารย์ม่อไท่ชงแห่งสำนักเหิงซาน ก็ใช้แค่โรตีเนื้ออันเดียวแลกวิชา เพลงกระบี่วายุหมอก มาจนตั้งสำนักได้ ข้าตามรอยท่านมาจากเหิงหยางจนถึงที่นี่ ก็เพื่อขอวิชา
ข้าพูดตามตรง ข้าอยากได้วิชาจากท่าน
โจวสิงจ้องตาชายชราอย่างมุ่งมั่น สื่อความหมายชัดเจนว่า ข้ารู้นะว่าท่านคือใคร
ชายชราหัวเราะลั่น ฮ่าๆๆ ขอวิชา งั้นรึ เจ้าหนุ่มช่างโลภมากเสียจริง
สรุปว่าเจ้าเดาตัวตนของข้าได้จากคำพูดเมื่อกี้สินะ
โจวสิงพยักหน้า
งั้นที่เจ้าเลี้ยงเหล้าข้า ก็ไม่ได้ทำเพราะรู้ว่าเป็นข้าแต่แรก
โจวสิงพยักหน้าอีกครั้ง
ดี ในเมื่อเจ้ามีน้ำใจเลี้ยงเหล้า ข้าก็ไม่ควรใจจืดใจดำ
ชายชราหยุดเว้นจังหวะ ก่อนจะแบมือขวาออกมา
อยากได้วิชาใช่ไหม ได้สิ แต่เอา เจ้าหนอนน้ำแข็ง ตัวนั้นออกมาให้ข้าดูเป็นขวัญตาหน่อยซิ หน้าร้อนขนาดนี้ยังแผ่ไอเย็นได้ขนาดนั้น ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
โจวสิงไม่ลังเลแม้แต่นิดเดียว
ยอดฝีมือระดับนี้ ถ้าจะแย่ง เขาคงกันไม่อยู่ สู้เอาออกมาให้ดูดีๆ เพื่อสร้างความประทับใจดีกว่า เป้าหมายของเขาคือปั่นค่าความสัมพันธ์ให้ถึง 90
โจวสิงหยิบกล่องไม้บรรจุหนอนไหมน้ำแข็งพันปีออกมา ยื่นส่งให้ชายชรา
ชายชรารับไปเปิดดูอย่างเบามือ มองเจ้าหนอนตัวอ้วนที่นอนขดอยู่ข้างในแล้วเดาะลิ้นชมเปาะ
ของดี เจ้าหนุ่มดวงแข็งจริงๆ มิน่าล่ะ ข้าอยู่ตั้งไกลยังรู้สึกถึงไอเย็น ที่แท้ก็เป็น หนอนไหมน้ำแข็งพันปี ในตำนานนี่เอง