ระบบคัดลอกพรสวรรค์สะท้านยุทธภพ - บทที่ 51 : สามข่าวสารและอาคันตุกะที่ไม่ได้รับเชิญ
จิวม่อจื้อหน้าบูดบึ้ง
ช่วงนี้เขากำลังหมายมั่นปั้นมือว่าจะขอประมือกับเฉาเจิ้งฉุน ท่านผู้เฒ่านักวาดภาพ และตงฟางปุ๊ไป้ ถึงขั้นจดชื่อสามคนนี้แปะไว้ใต้จีวรเลยทีเดียว
พอได้ยินเสียงปุ๊บ เขาก็จำได้ทันทีว่าเจ้าของเสียงคือเจ้าหนูเฉาเจิ้งฉุน
เฉาเจิ้งฉุนมาในมาดเดิม สวมชุดหรูหราราวกับเศรษฐีผู้มั่งคั่ง ขี่ม้าเหยาะย่างเข้ามา
เช่นเดียวกับหลานเฟิ่งหวง ด้านหลังเฉาเจิ้งฉุนมีรถม้าตามมาด้วย โจวสิงได้กลิ่นโลหะลอยโชยมาแต่ไกล
ท่านอาของเขาเอาของดีมาส่งแล้ว
เฉาเจิ้งฉุนกระโดดลงจากหลังม้า เดินยิ้มร่าเข้ามาหา
จิวม่อจื้อยืนบังอยู่หน้าโจวสิง พอสบตากัน รอยยิ้มบนหน้าเฉาเจิ้งฉุนก็หุบลงฉับพลัน ต่างฝ่ายต่างสะบัดหน้าหนีไปคนละทาง
เสียอารมณ์ชะมัด
หมอเทวดาโจว ไม่เจอกันนานเลยนะ
เฉาเจิ้งฉุนประสานมือทักทายด้วยรอยยิ้ม
นับจากครั้งล่าสุดที่เจอกัน ก็ผ่านไปเดือนกว่าแล้ว
โจวสิงยังต้องพึ่งพาเฉาเจิ้งฉุนเรื่องหาวัตถุดิบสร้างอาวุธลับ ดังนั้นเขาจึงต้อนรับขับสู้เป็นพิเศษ
กงกงเฉาพูดถูก ไม่เจอกันวันเดียวเหมือนนานสามปี
ปากพูดไป สายตาโจวสิงกลับจับจ้องไปที่รถม้าด้านหลังเฉาเจิ้งฉุน
เฉาเจิ้งฉุนยิ้มอย่างภาคภูมิใจ โบกมือเรียกให้ลูกน้องยกหีบลงจากรถม้า
ลูกน้องรีบกุลีกุจอขนหีบใบใหญ่สามใบลงมาวาง
ตอนวางลงพื้น โจวสิงได้ยินเสียงโลหะกระทบกันชัดเจน
ยังไม่ทันที่เฉาเจิ้งฉุนจะเอ่ยปาก เหล่าไป๋ก็วิ่งแจ้นกลับเข้าไปในโรงเตี๊ยม
ท่าทางลุกลี้ลุกลนของเหล่าไป๋ทำเอาเฉาเจิ้งฉุนงุนงง เจ้านั่นเป็นอะไร เห็นข้าเหมือนหนูเจอแมว ข้าไม่ได้จะจับกินสักหน่อย
จิวม่อจื้อได้ทีรีบแขวะ ชื่อเสียงของกงกงเฉาเลื่องลือไปไกลถึงถูฟาน คนดีๆ ที่ไหนเขาจะอยากยุ่งเกี่ยวกับท่านกันเล่า
เฉาเจิ้งฉุนหน้าตึง ท่านราชครูพูดแบบนี้ แสดงว่าหมอเทวดาโจวก็ไม่ใช่คนดีด้วยสิ
จิวม่อจื้อตาโต จ้องหน้าเฉาเจิ้งฉุนเขม็ง ประกายไฟแลบเปรี๊ยะกลางอากาศ
แต่ทั้งคู่เกรงใจโจวสิง คงไม่ถึงขั้นลงไม้ลงมือกัน
โจวสิงคร้านจะสนใจสงครามประสาท เดินไปเปิดหีบสามใบนั้นดู ข้างในเต็มไปด้วยก้อนโลหะหลากสีสัน
มีทั้งแบบที่ถลุงแล้วและยังเป็นแร่ดิบ ส่วนใหญ่จะเป็นแร่ดิบ
หินอัคคี คุณภาพใช้ได้ตามตำรา เอาไปผสมในระเบิดสายฟ้า จะเพิ่มอานุภาพได้โข
เงินทมิฬใต้สมุทร ของจำเป็นสำหรับสร้างลูกตุ้มคร่าวิญญาณแม่ลูก
ทองคำผมผลึก เยี่ยมเลย เข็มหนวดมังกรมีหวังแล้ว
โจวสิงรื้อค้นอย่างเพลิดเพลิน มุมปากยกยิ้มไม่หุบ
ถึงจะยังห่างไกลจากคำว่าครบตามรายการ แต่ของกองนี้ก็พอให้โจวสิงยุ่งไปได้อีกพักใหญ่
โจวสิงนำทางลูกน้องเฉาเจิ้งฉุนขนของไปเก็บที่ห้องหลอมศาสตรา
พอเดินออกมา เสียงทะเลาะวิวาทของสองผู้เฒ่าก็ดังลั่น
จิวม่อจื้อ คิดว่าข้ากลัวเจ้าหรือไง
เสียงตวาดของเฉาเจิ้งฉุนทำเอาโจวสิงสงสัย จิวม่อจื้อไปพูดอะไรเข้าถึงทำให้ขันทีผู้สุภาพหลุดมาดได้ขนาดนี้
จิวม่อจื้อก็ไม่ยอมแพ้ ตะโกนสวน นึกว่าอาตมากลัวท่านรึไง รอให้ข้าหายดีก่อนเถอะ จะขอลองดูซิว่าท่านมีดีแค่ไหน
สิ้นเสียง ทั้งคู่ก็ชะงัก
เฉาเจิ้งฉุนตาโต มองจิวม่อจื้อหัวจรดเท้า แล้วหัวเราะร่า มิน่าล่ะ ท่านราชครูถึงมาโผล่ที่ตำบลเจ็ดจอมยุทธ์ ที่แท้ก็บาดเจ็บนี่เอง
จิวม่อจื้อเม้มปาก อามิตตา มารดามันเถอะ พุทธ
เขารู้อยู่แล้วว่าเจอเฉาเจิ้งฉุนทีไรมีแต่เรื่องซวย ดันเผลอหลุดปากเรื่องบาดเจ็บออกไปจนได้
ถึงถูฟานกับต้าหมิงจะเป็นมิตรประเทศ แต่เรื่องราชครูถูฟานบาดเจ็บ มันน่าอับอายขายขี้หน้าจะตายไป
เห็นแก่หน้าข้า เลิกทะเลาะกันเถอะ
โจวสิงอารมณ์ดี เดินเข้าไปแทรกกลาง
เฉาเจิ้งฉุนกับจิวม่อจื้อถึงยอมสงบศึก
ท่านราชครู กงกงเฉากับอาจารย์ข้าและท่านผู้เฒ่ามีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ถือเป็นคนกันเอง เขาไม่เอาเรื่องท่านบาดเจ็บไปป่าวประกาศหรอก
โจวสิงปลอบใจจิวม่อจื้อก่อน
จิวม่อจื้อเหลือบมองเฉาเจิ้งฉุนที่กลั้นยิ้มจนแก้มปริ แล้วทำหน้าเหม็นเบื่อ
ปากบอก คนกันเอง แต่ทำไมฟังแล้วรู้สึกทะแม่งๆ ชอบกล
อะแฮ่ม หมอเทวดาโจววางใจได้ ข้าไม่ใช่พวกปากโป้ง อยู่ในวังมานาน เรื่องอื่นไม่เก่ง แต่เรื่องเก็บความลับนี่ข้าถนัดนัก
เฉาเจิ้งฉุนรับคำแข็งขัน โจวสิงหันไปมองนอกประตู เห็นลูกน้องที่ขนของเมื่อครู่ขับรถม้าไปรอที่ตรอกด้านนอกแล้ว แสดงว่าเฉาเจิ้งฉุนสั่งไว้ไม่ให้ใครแอบฟัง
ท่านเก็บความลับได้ อาตมาก็เบาใจ แต่เรื่องประลองฝีมือยังไงก็ต้องจัด รอข้าหายดีเมื่อไหร่ มาเจอกันสักตั้ง
จิวม่อจื้อย้ำ
เขาใส่เฉาเจิ้งฉุนไว้ในคิวแล้ว ห้ามลัดคิวเด็ดขาด
อีกอย่าง เป้าหมายการมาต้าหมิงของเขาคือท้าดวลยอดฝีมือทั่วหล้า ไล่ตั้งแต่ต้าหมิงไปยันต้าสุย
เฉาเจิ้งฉุนถึงนิสัยจะไม่น่าคบ แต่วรยุทธ์ของจริง ยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งวังหลวงไม่ได้มาเพราะโชคช่วย
เฉาเจิ้งฉุนแค่นเสียง ข้าจะกลัวเจ้าทำไม ถึงเวลาแพ้แล้วอย่ามาร้องไห้ฟ้องหมอเทวดาโจวก็แล้วกัน
จิวม่อจื้อของขึ้นอีกรอบ กำลังจะด่ากลับ โจวสิงก็ขัดจังหวะ กงกงเฉา คราวที่แล้วท่านให้ลูกน้องมาส่ง คราวนี้ทำไมถึงมาด้วยตัวเองล่ะ
จิวม่อจื้อโดนขัดจังหวะก็ฮึดฮัด แต่ยอมนั่งลงโดยดี จิวม่อจื้อปรับสีหน้าเป็นจริงจัง ข้ามาครั้งนี้ด้วยเหตุผลสามประการ เรื่องแรกก็อย่างที่พวกเจ้าคุยกันเมื่อครู่นั่นแหละ
หมอเทวดาโจว ไอ้เด็กนั่นพูดถูก ตอนนี้ยุทธภพลือกันให้แซ่ดว่าคัมภีร์เทพส่องหล้าของติงเตี่ยนกับพลังวัตรวิวาห์ของเยี่ยนหนานเทียนอยู่ในมือท่าน
ไม่ว่าข่าวจริงหรือเท็จ พวกชาวยุทธ์ก็เชื่อไปแล้วว่าเป็นเรื่องจริง
เพราะเกรงบารมีเยี่ยนหนานเทียน ติงเตี่ยน และจิวม่อจื้อ พวกมันอาจจะไม่กล้ามาปล้นซึ่งๆ หน้า แต่หอกข้างแคร่ศัตรูในที่มืดย่อมป้องกันยาก หมอเทวดาโจวต้องระวังตัวให้ดี
เฉาเจิ้งฉุนไม่ได้สนใจว่าคัมภีร์อยู่ที่โจวสิงจริงไหม เขาแค่อยากมาเตือนด้วยความหวังดี
เรื่องที่สอง เกี่ยวกับพี่ถัง
โจวสิงรีบยืดตัวตรง เจอตัวคนฆ่าอาจารย์ข้าแล้วหรือ ใช่คนของหอโลหิตไหม
เฉาเจิ้งฉุนขมวดคิ้วส่ายหน้า ยังไม่เจอตัวคนลงมือ แต่ข้าเจอเบาะแสสำคัญ
เฉาเจิ้งฉุนไม่รีรอ เล่าต่อทันที สองปีก่อนพี่ถังเคยไปเทียนซานใช่หรือไม่
โจวสิงชะงัก ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ เคยไปจริงๆ
ข้าสืบรู้มาว่าเมื่อสองปีก่อน คนที่ขึ้นไปบนเทียนซานนอกจากอาจารย์เจ้าแล้ว ยังมีอีกสามคน ในสามคนนี้ สองคนเชี่ยวชาญวิชาแพทย์ ส่วนอาจารย์เจ้ากับอีกคนเชี่ยวชาญวิชาพิษ
และทั้งสามคนที่เหลือ ล้วนถูกฆ่าตายหลังจากกลับจากเทียนซานได้ไม่นาน อาจารย์เจ้า ถังจิ๋ว ถือว่าเป็นคนที่ตายช้าที่สุดแล้ว
ฟังความจากเฉาเจิ้งฉุน โจวสิงขมวดคิ้วแน่น ความทรงจำในคืนนั้นเมื่อสองปีก่อนย้อนกลับมา
เขาและอาจารย์ไปเทียนซานจริงๆ
แต่พอถึงตีนเขา อาจารย์ให้เขารออยู่ที่เมืองด้านล่าง แล้วขึ้นเขาไปคนเดียว
โจวสิงจำได้ว่าพอกลับลงมา อาจารย์ดูเหม่อลอยไปพักใหญ่กว่าจะกลับมาเป็นปกติ
ข้าสืบได้แค่นี้ การตายของอาจารย์เจ้าที่เมืองหลวงไร้ร่องรอยให้สืบสาว คนทั่วไปทำแบบนี้ไม่ได้แน่ หมู่ตึกพิทักษ์มังกร ซีฉ่าง ลิ่วซ่านเหมิน หรือพวกอ๋องในเมืองหลวง ล้วนมีศักยภาพพอจะทำได้ แต่ใครเป็นคนลงมือ ข้ายังไม่รู้ ขอเวลาข้าอีกหน่อย รับรองว่าจะลากคอคนร้ายออกมาให้ได้
เฉาเจิ้งฉุนตบกอกรับประกัน
โจวสิงพยักหน้าเครียด คนร้ายมีอิทธิพลขนาดนี้เชียวหรือ
แต่ต่อให้เป็นฮ่องเต้ โจวสิงก็ไม่ยอมรามือ
ข้ามภพมาเพื่อลอบสังหารฮ่องเต้ ฟังดูน่าตื่นเต้นไม่หยอก
เรื่องที่สาม เป็นข่าวดี
เฉาเจิ้งฉุนยิ้มออกมาในที่สุด
เขาเว้นจังหวะนิดหนึ่ง พอเห็นโจวสิงตั้งใจฟัง ก็เอ่ยว่า หมอเทวดาโจวเคยได้ยินชื่อหมู่บ้านไร้กังวล หรือไม่
หรือจะเป็นหมู่บ้านไร้กังวลตระกูลหยวน
โจวสิงยังไม่ทันพูด จิวม่อจื้อก็โพล่งขึ้นมาอย่างตื่นเต้น
เฉาเจิ้งฉุนยิ้มพยักหน้า ถูกต้อง หยวนตงหยวน เจ้าบ้านคนปัจจุบัน แม้จะเป็นชาวยุทธ์ แต่มีความสัมพันธ์อันดีกับราชสำนัก เมื่อเร็วๆ นี้ข้าได้ร่วมโต๊ะอาหารกับเขา เขาได้ยินชื่อเสียงหมอเทวดาโจวมาจากเยี่ยนหนานเทียน และชื่นชมท่านมาก เขาบอกว่าอยากจะพาลูกชายตาบอดมารักษาที่นี่
หมอเทวดาโจว เมื่อสามร้อยปีก่อนตอนหยวนชิงกู่ก่อตั้งหมู่บ้านไร้กังวล มันเคยได้ชื่อว่าเป็นหมู่บ้านอันดับหนึ่งในใต้หล้า แม้ตอนนี้จะเสื่อมถอยลง แต่เสือผอมก็ยังตัวใหญ่กว่าหมา ในหมู่บ้านมีทั้งคัมภีร์ยุทธ์และทรัพย์สมบัติมหาศาล
ถ้าหมอเทวดาโจวมั่นใจว่าจะรักษาลูกชายหยวนตงหยวนได้ จะเรียกค่ารักษาเท่าไหร่ ตระกูลหยวนคงไม่ปฏิเสธ
โจวสิงถาม ลูกชายหยวนตงหยวน ใช่หยวนสุยอวิ๋นหรือเปล่า
เฉาเจิ้งฉุนชะงัก หมอเทวดาโจวรู้จัก ฮ่ะๆ ก็จริง หยวนสุยอวิ๋นมีชื่อเสียงไม่เบา ฉลาดเป็นกรดตั้งแต่เด็ก ได้ชื่อว่าเป็นเด็กอัจฉริยะ โตมาก็เก่งทั้งบู๊ทั้งบุ๋น แต่ใครจะคิดว่าคนแบบนี้จะมาป่วยจนตาบอดตอนสามขวบ
โจวสิงสูดหายใจลึก เขาไม่ใช่แค่รู้จัก
หยวนสุยอวิ๋นคนนี้ไม่ธรรมดา
จะเรียกว่านายน้อยหมู่บ้านไร้กังวล สู้เรียกว่า คุณชายค้างคาว จะเหมาะกว่า
หยวนสุยอวิ๋นกับฮวาหม่านโหลวเป็นเหมือนเหรียญสองด้าน ตาบอดเหมือนกัน แต่คนหนึ่งโอบกอดความมืด อีกคนใฝ่หาแสงสว่าง
ฮวาหม่านโหลวคือคนหลัง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาไม่เคยสิ้นหวัง
ส่วนหยวนสุยอวิ๋นคือคนแรก พ่อของเขาหยวนตงหยวนเคยหมดหวังเรื่องทายาท นึกว่าตระกูลจะสิ้นสุดแค่นี้ แต่พออายุห้าสิบ สวรรค์ก็ประทานหยวนสุยอวิ๋นมาให้
หยวนสุยอวิ๋นแบกรับความหวังทั้งหมดของตระกูล แต่สวรรค์กลับเล่นตลก ให้เขาตาบอด
ความกดดันถาโถม จิตใจของหยวนสุยอวิ๋นจึงบิดเบี้ยว กลายเป็นคนดำมืด
เขาสร้างเกาะค้างคาวกลางทะเล กลายเป็น คุณชายค้างคาว ผู้โด่งดัง เปิดตลาดมืดค้าขายคัมภีร์ยุทธ์ ข่าวสาร หรือแม้แต่คน
ดาวหายนะกำลังจะมาเยือน โจวสิงไม่รู้จะเรียกว่าข่าวดีหรือข่าวร้ายดี
แถมยังบังเอิญสุดๆ เขาเพิ่งได้ คัมภีร์แพทย์สราญรมย์ มาหมาดๆ ก็มีคนไข้ตาบอดโผล่มา
วิธีเปลี่ยนดวงตาในคัมภีร์แพทย์สราญรมย์เขาอ่านจนจำขึ้นใจ ถ้าหยวนสุยอวิ๋นมาจริง ก็ถือซะว่าได้ลองวิชา
โจวสิงส่ายหน้า จะเป็นคุณชายค้างคาวหรือหยวนสุยอวิ๋น ถ้าจ่ายหนัก เขาก็รักษาให้ได้หมด
หยวนตงหยวนกลับไปที่หมู่บ้านไร้กังวลที่ไท่หยวนแล้ว ส่วนหยวนสุยอวิ๋นก็ออกท่องยุทธภพ กว่าเขาจะได้รับจดหมาย กลับไปที่หมู่บ้าน แล้วเดินทางมาที่ตำบลเจ็ดจอมยุทธ์ อย่างน้อยก็เดือนครึ่ง
เฉาเจิ้งฉุนคำนวณเวลาคร่าวๆ ให้โจวสิงเตรียมตัว
เรียกให้ยับ ตระกูลหยวนรวยจะตาย
ที่เขามาครั้งนี้ หลักๆ คือเรื่องถังจิ๋ว ส่วนเรื่องคนจ้องจะขโมยคัมภีร์หรือเรื่องหยวนสุยอวิ๋นเป็นแค่ของแถม
เขาอยากให้โจวสิงรู้ว่า เขาใส่ใจเรื่องของโจวสิงแค่ไหน
เยี่ยม เวลาพอดีเป๊ะ
เฉาเจิ้งฉุนพูดจบ จิวม่อจื้อก็ปรบมือฉาดใหญ่
เฉาเจิ้งฉุนสะดุ้ง เป็นบ้าอะไรของเจ้า
โจวสิงยิ้ม ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด อีกเดือนครึ่งท่านราชครูก็หายพอดี
จิวม่อจื้อยิ้มมุมปาก ทำหน้าเหมือนตัวร้ายในนิยาย กงกงเฉา ถึงตอนนั้นท่านก็มาพร้อมกับหยวนตงหยวนสิ จะได้มาประลองกันสักตั้ง
เฉาเจิ้งฉุนมีหรือจะกลัว ตอบตกลงทันที
สองคนเริ่มเขม่นกันอีกรอบ ต่างฝ่ายต่างหมายมั่นปั้นมือว่าจะสั่งสอนอีกฝ่ายให้รู้สำนึกในอีกเดือนครึ่งข้างหน้า
นอกตำบลเจ็ดจอมยุทธ์ ในป่าไผ่
ท่านผู้เฒ่านักวาดภาพนอนเอกเขนกบนเก้าอี้โยก แกว่งไปแกว่งมาตามปกติ
ทันใดนั้น ลมกรรโชกแรง ใบไผ่ปลิวว่อนไปทั่ว
ใบไผ่เหล่านั้นหมุนวนรวมตัวกันกลางอากาศ ก่อรูปร่างเป็นกระบี่เล่มยาวหลายเล่ม
หลังจากรวบรวมพลังครู่หนึ่ง กระบี่ใบไผ่เหล่านั้นก็พุ่งตรงเข้าใส่ท่านผู้เฒ่า
ท่านผู้เฒ่าลืมตาโพลง ยิ้มกว้าง ไอ้เฒ่าบ้า วิธีทักทายของเจ้านี่ หกสิบปีไม่เคยเปลี่ยนเลยนะ
ท่านผู้เฒ่ายื่นมือขวาออกไป ใบไผ่บนพื้นถูกดูดขึ้นมารวมตัวกันเป็นรูปนิ้วมือขนาดยักษ์ พุ่งเข้าปะทะกับกระบี่ใบไผ่
ตูม เสียงระเบิดดังสนั่น ต้นไผ่เอนลู่ไปตามแรงลม ดีที่ทั้งสองฝ่ายออมแรงไว้ ไม่งั้นป่าไผ่คงราบเป็นหน้ากลอง
ท่านผู้เฒ่าลดมือลง ลุกขึ้นจากเก้าอี้โยก เสียงอินทรีร้องกึกก้องมาจากท้องฟ้า
ท่านผู้เฒ่าแหงนหน้ามอง เห็นอินทรียักษ์ตัวมหึมาบินวนเวียนอยู่ บนหลังอินทรีมีคนผู้หนึ่งยืนเอามือไพล่หลัง ผมขาวโพลน สายตาคมกริบ ร่างกายยืดตรงดั่งกระบี่