ระบบคัดลอกพรสวรรค์สะท้านยุทธภพ - บทที่ 52 : ตู๋กูคิวไป้ กับแผนการใหญ่
ลูกไม้นี้ใช้ทุกรอบเลยนะ เปลี่ยนมุกใหม่ๆ บ้างไม่ได้หรือไง
ท่านผู้เฒ่านักวาดภาพยิ้มเยาะ
ชายชราผมขาวบนหลังอินทรีไม่ได้ตอบโต้ แต่ปรายตามองไปด้านข้าง แล้วเอ่ยถาม กระบี่สุ่ยหาน ของเจ้าไปไหนเสียล่ะ
ท่านผู้เฒ่าหัวเราะชอบใจ สมเป็นเจ้าจริงๆ แค่นี้ก็ยังสังเกตเห็น เจ้ากระบี่นั่นถูกเจ้าเด็กหน้าหนาคนหนึ่งเอาไปแล้ว หรือจะพูดให้ถูก ก็ถือซะว่าข้ายกให้มันไปแล้วกัน
สิ้นคำ ชายชราผมขาวก็เลิกคิ้วสูง เจ้าเนี่ยนะยอมยกกระบี่สุ่ยหานให้คนอื่น
ท่านผู้เฒ่าย้อน ไม่ให้คนอื่นแล้วจะให้ทำไง จะให้เอาไปฝังดินทิ้งไว้เหมือนเจ้าหรือไง
อ้อ นอกจากกระบี่สุ่ยหานแล้ว เก้ากระบี่เดียวดายของเจ้า ข้าก็ถ่ายทอดให้มันไปแล้วด้วยนะ
พูดมาถึงขนาดนี้ ตัวตนของชายชราผมขาวย่อมกระจ่างแจ้ง
มารกระบี่ ตู๋กูคิวไป้
ตู๋กูคิวไป้ขมวดคิ้ว แค่เก้ากระบี่เดียวดาย ถ่ายทอดไปแล้วก็ช่างเถอะ เขาไม่ได้ยึดติดอะไร
สิ่งที่เขาสนใจจริงๆ คือ มัน ที่ท่านผู้เฒ่าพูดถึงต่างหาก
ตาเฒ่าคนนี้ชอบเที่ยวเล่นสนุกไปวันๆ แม้บางทีนึกสนุกจะคิดค้นวิชาพิสดารแล้วโยนให้คนอื่นฝึกเล่นๆ แต่นั่นก็แค่เรื่องขำขันฆ่าเวลา
แต่การที่ยอมยกกระบี่สุ่ยหานให้ แสดงว่าตาเฒ่านี่เห็นคนคนนั้นเป็นทายาทผู้สืบทอดอย่างแท้จริงแล้ว
ตาเฒ่าเคยบอกว่ากระบี่สุ่ยหานเป็นของที่อาจารย์มอบให้ ถ้าหาคนที่คู่ควรไม่ได้ ก็อย่าให้มันได้เห็นแสงตะวันอีกเลยจะดีกว่า
สมัยก่อนเขาเคยขอยืมกระบี่สุ่ยหานมาชมเล่นๆ ยังโดนตาเฒ่านี่ปฏิเสธเสียงแข็ง แต่วันนี้กลับยกให้คนอื่นง่ายๆ ซะงั้น
ตาเฒ่าตาถึงขนาดนี้ คนที่ได้รับเลือกต้องมีพรสวรรค์ไม่ธรรมดาแน่
เจ้าถ่ายทอดวรยุทธ์ให้มันด้วยรึ
ตู๋กูคิวไป้ถามด้วยความอยากรู้
ท่านผู้เฒ่ายิ้ม ก็แค่สอนเคล็ดวิชาทานตะวัน หัตถ์พันทลายดอกทานตะวัน แล้วก็วิชาตัวเบาไร้รอยเท้าหิมะให้เล่นๆ น่ะ
แต่เห็นมันหัวไวดี ก็เลยแถมเก้ากระบี่เดียวดายของเจ้าให้ไปด้วย ดูไปดูมานิสัยมันก็ใช้ได้ เลยยกกระบี่สุ่ยหานให้มันไปอีกเล่ม
แล้วเจ้าเด็กนั่นก็มีวาสนา ไปได้เคล็ดวิชาลมปราณมาเล่มหนึ่ง ลองทายดูซิว่าเป็นวิชาของใคร
ตู๋กูคิวไป้แค่นเสียง ข้าไม่ใช่เด็กสามขวบนะ จะมาเล่นทายปัญหาทำไม
ท่านผู้เฒ่าหัวเราะร่า วิชาของตาเฒ่าเซียวเหยาจื่อน่ะสิ แต่น่าเสียดาย ได้มาแค่หนึ่งในสามส่วนเท่านั้น
ตู๋กูคิวไป้นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง เจ้าต้องการจะทำอะไรกันแน่
ตอนที่เจ้าเด็กนั่นเพิ่งฝึกพลังไร้ลักษณ์น้อยสำเร็จ ข้าก็มีความคิดแวบเข้ามาในหัว ถ้ามีใครสักคนที่มีพรสวรรค์ระดับเดียวกับนักพรตจาง หรือระดับเดียวกับข้า แล้วได้ฝึกทั้งวิชากระบี่ของเจ้า วิชาตัวเบาของบรรพชนทานตะวัน และลมปราณของเซียวเหยาจื่อ มันจะออกมาเป็นยังไง
แต่เสียดายที่เจ้าเด็กนั่นแม้จะหัวดี แต่ถ้าเทียบกับนักพรตจางหรือข้าแล้วยังถือว่าด้อยกว่าหน่อยหนึ่ง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเซียวเหยาจื่อที่หายสาบสูญไปหลายสิบปี ขนาดพวกเรายังไม่เจอหน้ามัน แล้วเจ้าเด็กนั่นจะไปหาเจอได้ยังไง
ข้ากะว่าจะล้มเลิกความคิดแล้วเชียว แต่พอกลับมาคราวนี้ ได้เจอเจ้าเด็กนั่นอีกรอบ เจ้าทายซิว่าเป็นยังไง
ตู๋กูคิวไป้ขมวดคิ้ว เขาไม่อยากทายจริงๆ นะ
เขาไม่ใช่เทวดาหยั่งรู้ฟ้าดิน ขนาดคนธรรมดายังเดาใจยาก แล้วนับประสาอะไรกับไอ้นักพรตไร้ศีลธรรมนี่
พรสวรรค์และความเข้าใจในวรยุทธ์ของมันเหมือนจะก้าวกระโดดขึ้นมาอีกขั้น แปลกไหมล่ะ
ท่านผู้เฒ่าเล่าอย่างอารมณ์ดี ตั้งแต่กลับมา โจวสิงก็แวะมาหาเขาทุกวันเหมือนเคย
คุยไปคุยมาก็วนเข้าเรื่องวรยุทธ์ พอได้ลองคุยดู ท่านผู้เฒ่าถึงกับตกใจ
เมื่อก่อนโจวสิงก็ถือว่ามีพรสวรรค์ แต่ยังห่างชั้นกับพวกเขาระดับหนึ่ง
ถ้าขยันหมั่นเพียร สักวันอาจจะก้าวขึ้นมาเทียบชั้นได้
แต่โจวสิงในตอนนี้เหมือนได้รับการชี้แนะจากสวรรค์ ปัญหาเดิมที่เคยต้องขบคิดอยู่นาน ตอนนี้กลับตอบได้ฉะฉานทันที
เรื่องนี้เกินความคาดหมายของท่านผู้เฒ่าไปมาก
หาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้ ท่านผู้เฒ่าเลยสรุปเอาเองว่าเป็นลิขิตสวรรค์
พัฒนาการของโจวสิงทำให้แผนการของท่านผู้เฒ่าขยับเข้าใกล้ความจริงไปอีกขั้น
เขากล้าฟันธงว่าตอนนี้พรสวรรค์ของโจวสิงไม่ด้อยไปกว่าจางซานเฟิงแล้ว ตู๋กูคิวไป้ก็อยู่ตรงนี้ จะให้สอนวิชากระบี่ก็เรื่องหมูๆ บรรพชนทานตะวันอยู่ที่ต้าซ่ง ตามหาตัวไม่ยาก ที่ยากที่สุดคือเซียวเหยาจื่อ
ลมปราณของเซียวเหยาจื่อหาไม่ได้ง่ายๆ
พลังเพียวหยางอู๋จี๋ของจางซานเฟิงก็ดีอยู่หรอก แต่มันเหมาะกับจางซานเฟิงที่สุด ถ้าเทียบความพิสดารพันลึกแล้ว ยังสู้พลังเทพท่องสราญรมย์ ของเซียวเหยาจื่อไม่ได้
ตู๋กูคิวไป้มองท่าทางครุ่นคิดของท่านผู้เฒ่า คบกันมาเกือบร้อยปี แค่อีกฝ่ายขยับก้นเขาก็รู้แล้วว่าจะผายลมท่าไหน
ตู๋กูคิวไป้เอ่ยขึ้น เซียวเหยาจื่อหายสาบสูญไปนานแล้ว แต่ศิษย์ทั้งสามคนของมันยังมีชีวิตอยู่
ไหนเจ้าว่ามันฉลาดเป็นกรดนักไม่ใช่รึ ก็ให้มันไปตามหาศิษย์ทั้งสามของเซียวเหยาจื่อ รวบรวมวิชาให้ครบสามส่วน แล้วที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับตัวมันเอง ถ้ามันมีดีจริง การจะผสานสามวิชาเป็นหนึ่งเดียวก็ไม่ใช่เรื่องยาก
ท่านผู้เฒ่าขมวดคิ้ว ตอนพวกเราถกเรื่องยุทธ์กัน ข้าเคยได้ยินเซียวเหยาจื่อพูดถึงศิษย์สามคนของมันเหมือนกัน บอกว่าแต่ละคนมีพรสวรรค์ล้ำเลิศ แต่เวลามันผ่านมาตั้งหลายสิบปีแล้ว ใครจะไปรู้ว่าตอนนี้พวกมันอยู่ที่ไหน
ตู๋กูคิวไป้ยิ้มมุมปากอย่างหาได้ยาก ราวกับนึกเรื่องสนุกๆ ขึ้นได้ เซียวเหยาจื่อเป็นยอดคนแห่งยุค แต่ศิษย์สามคนของมัน แต่ละคน พิลึกกึกกือทั้งนั้น
ข้ากับเซียวเหยาจื่อไปมาหาสู่กันที่ต้าซ่งบ่อยกว่าพวกเจ้า พอเซียวเหยาจื่อหายไป ข้าเลยกะว่าจะช่วยดูแลศิษย์ให้มันสักหน่อย
เฮอะ รักใคร่กลมเกลียวกันดีจริงๆ ศิษย์คนโตอูสิงอวิ๋น กับศิษย์คนที่สามหลี่ชิวสุ่ย แย่งผู้ชายกันจนแทบจะฆ่าแกงกันตาย หลี่ชิวสุ่ยลอบทำร้ายตอนอูสิงอวิ๋นฝึกวิชา จนอูสิงอวิ๋นธาตุไฟเข้าแทรก ร่างกายหยุดเจริญเติบโต ต้องอยู่ในร่างเด็กไปตลอดชีวิต ส่วนวิชาหกบรรจบมีเอกะเหนือหล้า ก็อยู่ที่อูสิงอวิ๋นนั่นแหละ
ท่านผู้เฒ่าหัวเราะชอบใจ เซียวเหยาจื่อทำตัวเป็นเทพเซียน แต่ลูกศิษย์กัดกันเองเหมือนหมา แหม ไม่มีใครสมบูรณ์แบบจริงๆ ตาเฒ่านั่นคุยโวว่าเก่งทุกเรื่อง แต่ข้าว่าเรื่องสอนศิษย์นี่ไม่ได้เรื่องเลยว่ะ
ประจวบเหมาะเลย เจ้าเด็กแซ่โจวมีวิชาแพทย์ล้ำเลิศ ให้มันไปรักษาอูสิงอวิ๋น บวกกับหน้าตาของพวกเราสองคน ยังไงซะพวกเราก็ถือเป็นสหายของเซียวเหยาจื่อ นับตามศักดิ์ก็เป็นอาจารย์อาของพวกมัน ไม่เห็นแก่หน้าพระก็ต้องเห็นแก่หน้าเจ้าอาวาส แผนนี้รับรองว่าได้วิชาหกบรรจบมีเอกะเหนือหล้ามาครองแน่ๆ
ตู๋กูคิวไป้ปรายตามองท่านผู้เฒ่า เมื่อกี้ตาเฒ่าพูดว่า หน้าตาของพวกเราสองคน แสดงว่ามัดมือชกเขาไปด้วยแล้วสินะ
แต่ ตู๋กูคิวไป้ไม่ได้ปฏิเสธ
เขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่า ถ้ามีใครสักคนรวมสุดยอดวิชาทั้งหมดไว้ในร่างเดียวได้ ผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร
สำหรับพวกเขา คัมภีร์ยุทธ์ก็แค่กระดาษเปื้อนหมึก ตอนนี้พวกเขามุ่งเน้นไปที่การเข้าถึงวิถีธรรมชาติมากกว่า
ว่างๆ อยู่แล้ว หาเรื่องสนุกๆ ทำก็ดีเหมือนกัน
ส่วนลมปราณภูตอุดร อยู่ที่ศิษย์คนรอง อู๋หยาจื่อ ต้นเหตุของศึกชิงรักหักสวาทระหว่างอูสิงอวิ๋นกับหลี่ชิวสุ่ยนั่นแหละ พออูสิงอวิ๋นกลายเป็นเด็ก อู๋หยาจื่อก็ตีตัวออกห่าง อูสิงอวิ๋นช้ำรักเลยหนีไปเก็บตัวที่วังศักดิ์สิทธิ์ บนยอดเขาเทียวซาน ส่วนหลี่ชิวสุ่ยกับอู๋หยาจื่อก็ได้ครองคู่กัน
ตู๋กูคิวไป้เล่าต่อ ตอนนั้นเขาว่างจัด เลยแอบไปส่องดูชีวิตชาวบ้านอยู่หลายปี ได้ดูละครฉากใหญ่เลยทีเดียว
เมื่อสามสิบปีก่อน อู๋หยาจื่อกับหลี่ชิวสุ่ยมีลูกสาวด้วยกันหนึ่งคนที่ถ้ำเมฆหมอกบนเขาเมฆหมอก ที่ต้าหลี่ อู๋หยาจื่อแกะสลักรูปปั้นหยกของหลี่ชิวสุ่ยไว้ในถ้ำ แล้วก็เอาแต่จ้องรูปปั้นทั้งวันทั้งคืน ข้าวปลาไม่กิน จนละเลยหลี่ชิวสุ่ย หลี่ชิวสุ่ยโกรธจัด เลยไปหาชายหนุ่มหน้าตาดีมามั่วโลกีย์ประชดอู๋หยาจื่อ
หนักเข้า หลี่ชิวสุ่ยก็ไปคบชู้กับติงชุนชิว ศิษย์ของอู๋หยาจื่อ ทั้งคู่กลัวอู๋หยาจื่อรู้แล้วจะโดนเล่นงาน เลยชิงลงมือก่อน ผลักอู๋หยาจื่อตกหน้าผา
ตู๋กูคิวไป้หยุดเล่าไปครู่หนึ่ง
เขารู้แผนการของหลี่ชิวสุ่ยกับติงชุนชิว
แต่เขาคิดว่าอู๋หยาจื่อวรยุทธ์สูงส่งขนาดนั้น สองคนนั้นไม่มีทางทำอะไรได้ เลยไม่ได้ไปเตือน แต่ใครจะไปคิดว่าอู๋หยาจื่อจะพลาดท่าโดนเล่นงานจนตกหน้าผาไปจริงๆ
ตู๋กูคิวไป้รีบลงไปที่ตีนเขาเมฆหมอก พบอู๋หยาจื่อในสภาพกระดูกหักทั้งตัว แม้จะมีกำลังภายในคุ้มกาย แต่เขาเมฆหมอกนั้นสูงชันเกินไป อู๋หยาจื่ออาการสาหัสเจียนตาย ถ้าไม่ได้เขาช่วยไว้คงไม่รอด
ตู๋กูคิวไป้เล่าเรื่องราวทั้งหมดอย่างละเอียด รวมถึงเรื่องที่หลี่ชิวสุ่ยกับติงชุนชิวแยกย้ายกันไป คนหนึ่งไปเป็นสนมเอกที่ซีเซี่ย อีกคนไปตั้งพรรคหมู่ดาว ที่ทะเลสาบหมู่ดาว
หลังจากช่วยชีวิตอู๋หยาจื่อ พอเขาฟื้น ข้าก็ส่งเขาไปให้ซูซิงเหอ ศิษย์คนโตดูแล ตอนนี้ทั้งคู่อยู่ที่เขาเหลยกู่ ตั้งค่ายกลหมากรุกเจินหลง อะไรสักอย่าง
ตู๋กูคิวไป้เล่าจบ ท่านผู้เฒ่าตบเข่าฉาด ลมปราณภูตอุดรนี่ง่ายเลย เจ้าช่วยชีวิตมันไว้ แถมพวกเรายังมีบุญคุณกับอาจารย์มันอีก แค่นี้ก็พอบีบให้มันคายวิชาออกมาได้แล้ว ยิ่งตอนนี้มันกระดูกหักทั้งตัว ก็ให้เจ้าเด็กโจวไปลองรักษาดู ถ้าหายดี ลมปราณภูตอุดรก็อยู่ในกำมือ อ้อ แล้วมันมีลูกสาวไม่ใช่รึ ตามที่เจ้าเล่า ลูกสาวเกิดได้ไม่นานอู๋หยาจื่อก็ตกหน้าผา พ่อลูกคงไม่ได้เจอกันนานแล้ว ให้เจ้าเด็กโจวพาลูกสาวไปหาพ่อที่เขาเหลยกู่ด้วยเลย
ท่านผู้เฒ่าพยักหน้าอย่างพึงพอใจ แผนนี้สมบูรณ์แบบ
แผนการทั้งหมดนี้ ตู๋กูคิวไป้เหมือนจะรู้อยู่แล้วว่าต้องออกมาแบบนี้ ฉายานักพรตไร้ศีลธรรมไม่ได้ได้มาเพราะโชคช่วยจริงๆ ชอบเล่นนอกกติกาตลอด
ถ้าไม่ใช่เพราะรู้จักกับเซียวเหยาจื่อ ป่านนี้ท่านผู้เฒ่าคงเสนอให้บุกไปปล้นวิชามาดื้อๆ แล้ว
แผนการอันแยบยลนี้ ต่อให้โจวสิงมาได้ยิน ก็คงต้องยกนิ้วโป้งให้แล้วบอกว่า ท่านปู่ สุดยอด