ระบบจอมยุทธ์สุดโกงแห่งโลกคู่ขนาน - ตอนที่ 658-2 เข้าสู่ตำหนักสวรรค์ (2)
ฟางผิงไม่สนใจเขาเอ่ยอย่างรวดเร็วว่า “อะไรที่ควรหาก็หาอะไรที่ควรเอาไปก็เอาไปจริงสิหัวเหล็กไปดูที่ประตูฉันว่าประตูอาจจะไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งก่อสร้างเสมอไปดูสิว่าพอจะรื้อออกมาได้หรือเปล่า”
หลี่หานซงไม่ชักช้าเช่นกันประตูตำหนักที่นี่แข็งแกร่งอย่างมากเวลานั้นน่าจะเคยเกิดสงครามมาก่อนแต่ประตูตำหนักพวกนี้กลับอยู่ในสภาพดีไม่มีความเสียหายวัสดุอาจเทียบได้กับอาวุธวิเศษ!
หากสามารถหลอมได้จริงๆ บางทีอาจจะสร้างกลายเป็นอาวุธวิเศษได้อาวุธวิเศษสมัยนี้ไม่เหมือนกับสมัยโบราณเวลานั้นเหมือนจะไม่ต้องการแกนสมองและแกนหัวใจของเผ่าปีศาจประตูใหญ่บางทีอาจจะเป็นวัสดุแบบเดียวกับอาวุธวิเศษโบราณ
หลี่หานซงไปแงะประตูฟางผิงกลับตระเวนอยู่รอบๆ กระทืบพื้นเป็นครั้งคราวพื้นเหมือนจะสร้างจากวัสดุคุณภาพสูงเหมือนกันดูว่ามีตรงไหนเสียหายหรือเปล่าจะลองขุดไปดูแต่ค้นหาอยู่รอบหนึ่งแล้วก็ไม่ค้นพบความเสียหายเวลานี้ฟางผิงผิดหวังอยู่บ้างเจ้าของถ้ำสวรรค์เสวียนเต่อไม่ใช่คนดีอะไรจริงๆ บอกว่าจะรักษาตำหนักสวรรค์ไว้อย่างดีนั่นก็แล้วไปพื้นที่ข้างล่างพวกนี้กลับกลายเป็นสภาพแบบนี้ซะแล้วไม่อายบ้างหรือไง?
นายไม่รู้หรือว่าคนรุ่นหลังใช้ชีวิตอย่างยากลำบากแค่ไหน?
“มนุษยชาติจะล่มสลายกันอยู่แล้วตอนนี้ยังต้องต่อสู้มือเปล่าด้วยซ้ำจะแยกชิ้นส่วนสิ่งก่อสร้างพวกนี้เลยไม่ได้หรือไงยังไงก็ต้องสร้างอาวุธให้ทุกคนสักหน่อยสิ! เสาโลหะผสมใหญ่ขนาดนี้สร้างเป็นอาวุธวิเศษระดับ A ได้นับหมื่นชิ้น!”
ฟางผิงพึมพำไม่กี่ประโยคบางทีอาจไม่ใช่แค่นับหมื่นชิ้น
โลหะผสมระดับ A มีมูลค่าอย่างมากผู้ฝึกยุทธ์ประเทศจีนระดับกลางใช้อาวุธโลหะผสมระดับ A ยังไม่ถึงหนึ่งในสามด้วยซ้ำน่าอนาถจะตายไปโลหะผสมที่เหลือยังสามารถนำไปสร้างห้องโลหะผสมครอบคลุมประตูทางเข้าถ้ำใต้ดิน
“มนุษยชาติน่าสงสารจริงๆ! นี่ก็เป็นภัยคุกคามที่พวกบรรพบุรุษเหลือไว้เหมือนกัน…ตอนนี้กลับให้คนรุ่นหลังแบกรับภาระ…เฮ้อ…”
พวกหวังจินหยางมองเขาอย่างแปลกใจนายจะมาพูดเรื่องพวกนี้กับพวกเราทำไม?
ฟางผิงเห็นพวกเขามองมาก็ยักไหล่ว่า “ที่นี่อาจจะมีต้นกำเนิดของพวกบรรพบุรุษอยู่อาจจะได้ยินและเข้าใจก็ได้ถูกไหม?”
ระหว่างที่พูดฟางผิงก็ตะโกนเสียงดัง “ผู้อาวุโสถ้าได้ยินช่วยถอนผนึกของตำหนักออกไปหน่อยผมจะเอากลับไปพัฒนาความสามารถของมนุษยชาติ!”
ทั้งสามคนเหนื่อยใจอย่างมากนายเอาเรื่องจริงๆ กระทั่งคนตายยังจะหลอกอีก!
หลี่หานซงเห็นเขาตะโกนครุ่นคิดแล้วก็เอ่ยว่า “บางทีเวลานั้นพวกเราอาจจะเป็นเพื่อนร่วมรบกันก็ได้! ตอนนี้พวกเราคืนถิ่นแล้วหากต่อสู้ในถ้ำใต้ดินอีกครั้งอาจจะลบผนึกออกไปได้หรือเปล่า?”
เหล่าเหยาและเหล่าหวังต่างหน้าแข็งทื่อไปเจ้าโง่สองคนนี้พวกนายเอาแค่พอดีได้หรือเปล่า!
ตะโกนอยู่พักใหญ่แล้วฟางผิงเอ่ยอย่างจนใจว่า “ไม่มีอะไรเคลื่อนไหวไปเถอะไปที่อื่นกันข้างหลังยังมีตำหนักหาตำแหน่งที่มีเคล็ดวิชาหรือซ่อนหนังสือคัมภีร์พวกนั้นไว้จะดีที่สุดถ้าไม่ไหวจริงๆ จะเป็นห้องสร้างอาวุธหรือหลอมยาบำรุงอะไรพวกนี้ก็ได้ค่อนข้างน่าเชื่อถือกว่า”
สถานที่สองแห่งนี้ล้วนเป็นที่รับรองแขกและเผ่าปีศาจทั้งยังอยู่รอบนอกสุดยังจะมีของดีอะไรได้พวกเขาไม่ทิ้งตัวอยู่นานรอออกมาจากตำหนักแล้วประตูใหญ่ของตำหนักก็ปิดลงเสียงดังอีกครั้งเมื่อกี้หลี่หานซงงัดอยู่ค่อนวันก็งัดไม่ขึ้นเหมือนกันเดินเลียบตามถนนใหญ่มุ่งไปยังข้างหลังต่อสองฝั่งของถนนไม่ได้มีแต่สิ่งก่อสร้างฟางผิงเหมือนจะเห็นทุ่งนาไม่ก็น่าจะเป็นทุ่งสมุนไพรยังไงก็เป็นทรงสี่เหลี่ยมไม่ต่างกับทุ่งนาเท่าไหร่ไม่มีอะไรต้องพูดอีกขุดดินต่ออย่าพูดเลยดินในสถานที่แบบนี้เหมือนจะมีพลังงานอุดมสมบูรณ์กว่าขุดได้อีกหลายกล่องกล่องของฟางผิงเหมือนจะใช้จนหมดแล้วฟางผิงค่อนข้างผิดหวังสถานที่แบบนี้นึกไม่ถึงว่าจะไม่มีของล้ำค่าอยู่ตามหลักแล้วพลังงานเข้มข้นขนาดนี้น่าจะมีหญ้าขึ้นสักหน่อยสิลำพังกลับไม่มีเลย!
ที่นี่ปิดผนึกมาหลายปีไม่ว่าจะเป็นของล้ำค่าอะไรประสิทธิภาพต้องยอดเยี่ยมอยู่แล้ว
พวกเขาเดินไปตามทางแทบไม่ปล่อยอะไรหลุดรอดไป
ฟางผิงถือโอกาสตักของเหลวพลังงานไปไม่น้อยครั้งนี้เข้ามาของเหลวพลังงานและดินพลังงานเป็นของที่เก็บได้มากที่สุดอย่างอื่นแทบจะเล็กน้อยเท่านั้นพื้นที่ระหว่างเขตแดนกว้างใหญ่ยาวนับพันลี้ความกว้างก็ไม่นับว่าสั้นพวกฟางผิงเดินไปกว่าพันเมตรก็ยังไม่เห็นจุดสิ้นสุดปลายทางฝั่งตรงข้ามน่าจะเป็นถ้ำใต้ดินซานฉิน
เดินไปขุดไปไม่นานฟางผิงก็เห็นสิ่งก่อสร้างที่ผุพังก่อนหน้านี้เหมือนกับตำหนักหมื่นปีศาจสิ่งก่อสร้างแห่งนี้ถูกทำลายจริงๆ เหมือนจะถูกคนใช้อาวุธฟันผ่านตรงๆ รากฐานยังอยู่หลังคากลับไม่เหลือแล้วกำแพงก็เหลือครึ่งเดียวพวกเขายืนอยู่ข้างนอกก็สามารถเห็นข้างในได้อย่างชัดเจนรอเห็นสถานการณ์ชัดเจนแล้วฟางผิงและหลี่หานซงก็แววตาไหววูบเสาที่รองรับน้ำหนักข้างในถูกฟันขาดแล้ว!
ทั้งเสารับน้ำหนักที่หักลงมายังมีหลายต้นที่ครึ่งบนล้มไปอยู่ในสิ่งก่อสร้างไม่พูดอะไรอีกเดิมทีพวกเขาก็เตรียมเข้าไปหาของที่มีประโยชน์อยู่แล้วเห็นอาการนี้จะปล่อยไปได้ยังไง
ก้าวสู่ตำหนักที่ถูกทำลายแล้วฟางผิงก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงเก็บเสารองรับน้ำหนักที่หักครึ่งหลายต้นเข้าไปนี่เป็นของดีทั้งนั้นหลายต้นขนาดนี้อย่างต่ำคงนับหมื่นจิน
นอกจากเสาที่รองรับน้ำหนักอันที่จริงฟางผิงอยากหาคานให้เจอมากกว่าจากความร้ายกาจของที่นี่น่าจะทำจากแกนกลางของพืชปีศาจขั้นเก้าผลปรากฏว่าหาอยู่ค่อนวันก็หาไม่เจอไม่รู้ว่าถูกคนช่วงชิงไปแล้วหรือเปล่าไม่มีการปกป้องจากตำหนักใหญ่ของบางส่วนในสิ่งก่อสร้างก็ผุพังเสียหายเช่นกันตำหนักใหญ่ทางนี้ถูกคนตัดแบ่งเป็นส่วนๆ ป้ายยังหาไม่เจอแต่ดูจากเศษซากบางส่วนที่เหลืออยู่ฟางผิงยังคงคาดเดาได้ว่าที่นี่เป็นสถานที่อะไร
“เหมือนจะเป็น…โรงอาหาร?”
ฟางผิงลังเลอยู่พักใหญ่ยังคงพูดคำนี้ออกไปทุกคนพยักหน้าเบาๆ เหมือนจะเป็นโรงอาหารไม่ใช่อะไรหากจัดแต่งสถานที่นี้ให้เหมือนเดิมคงไม่ต่างอะไรกับโรงอาหารพื้นที่ระหว่างเขตแดนอาจไม่ได้มีแต่ยอดฝีมือมีโอกาสที่จะมีคนทั่วไปอาศัยอยู่เช่นกันคนทั่วไปนั้นต้องกินดื่มใช้ชีวิตประจำวันอยู่แล้ว
“ยังดีหน่อยไม่ใช่พื้นที่สำคัญอะไร”
“หุๆ ต่อหาข้างล่างเสร็จแล้วพวกเราก็ขึ้นไปตำหนักสวรรค์!”
ฟางผิงเงยหน้ามองตำหนักสวรรค์ที่ลอยอยู่เจ้านี้ต้องเหลือไว้ท้ายสุดเขาถึงกระทั่งสงสัยว่าพื้นที่สำคัญบางส่วนล้วนอยู่บนตำหนักสวรรค์ทั้งหมดที่นี่แม้จะมีของดีอยู่บ้างเกรงว่าจะมีจำกัดเช่นกัน
ทั้งยังต้องเพิ่มความเร็วหน่อยปรับเปลี่ยนกลิ่นอายของพวกเขาทั้งสี่คนทุกนาทีสิ้นเปลืองค่าทรัพย์สินหนึ่งหมื่นจุด!
เข้ามาจนถึงตอนนี้แทบจะสองชั่วโมงแล้วใช้ค่าทรัพย์สินไปหนึ่งล้านสองแสนแล้ว!
ฟางผิงไม่กล้าหยุดใช้เหมือนกันกลัวว่าจะถูกขับไล่ออกไป
“สิ้นเปลืองหนึ่งล้านสองแสนแล้ว…แต่ยังดีแค่หินพลังงานขั้นเก้าสี่สิบจินเท่านั้นไม่ขาดทุน”
ครั้งนี้เขากอบโกยได้ไม่น้อยไม่อาจขาดทุนอยู่แล้วแคยังหาเคล็ดวิชาไม่เจอเท่านั้นฟางผิงกังวลอยู่บ้างว่าที่นี่จะไม่มีผ่านไปอีกหลายนาทีเบื้องหน้าของทุกคนไม่ปรากฏตำหนักอีกต่อไปแต่เป็นสิ่งก่อสร้างที่เหมือนกับอาคารสามชั้นเห็นสิ่งก่อสร้างนี้ฟางผิงไม่จำเป็นต้องให้เหล่าหวังแปลเอ่ยด้วยแววตาไหววูบว่า “หอเก็บหนังสือ? เหล่าหวังความหมายนี้หรือเปล่า?”
หวังจินหยางพยักหน้าเบาๆ “ประมาณนั้นในที่สุดก็หาเจอแล้ว”
“ไป!”
ฟางผิงดีใจยกใหญ่แม้ก่อนหน้านี้จะบอกว่าเคล็ดวิชาฝึกฝนพลังจิตใจอาจจะเป็นการสืบทอดต้นกำเนิดแต่ใครจะสามารถยืนยันได้?
บางทีอาจเป็นเพราะคนอื่นหาไม่เจออันที่จริงหนังสือคริสตัลก็สามารถสืบทอดได้!
หน้าประตูอาคารฟางผิงควักป้ายคำสั่งออกมาปลดปล่อยกลิ่นอายแต่ครั้งนี้ประตูกลับสั่นไหวอยู่ตลอดนานแล้วก็ยังไม่เปิดออกหลี่หานซงเอ่ยด้วยใบหน้าตึงเครียด “ฉันมีลางสังหรณ์ที่ไม่ค่อยดีเลย!”
ไม่ใช่แค่เขาทุกคนต่างมีลางสังหรณ์ไม่ดีเปิดประตูยาก!
ทั้งหอเก็บหนังสือมีทั้งหมดสามชั้นเข้าไปหนึ่งชั้นนับเป็นหนึ่งชั้นหรือว่าจากประตูใหญ่เข้าไปข้างหลังก็ไม่มีข้อจำกัดแล้ว?
ตอนนี้เปิดประตูยังยากขนาดนี้หากต้องเปิดเป็นชั้นๆ ไปหลังจากนี้จะทำยังไง?
ฟางผิงคนเดียวเหมือนจะเปิดไม่ไหวพวกหลี่หานซงไม่มากความเช่นกันเริ่มปลดปล่อยกลิ่นอายพร้อมกันผ่านไปอีกสักพักประตูค่อยเปิดออกอย่างช้าๆ ชั่วพริบตาที่ประตูเปิดออกสถานการณ์ข้างในก็ปรากฏสู่สายตาฝั่งหนึ่งของประตูมีโต๊ะชาอยู่หลังโต๊ะชาเป็นเก้าอี้ที่คล้ายกับเก้าอี้โยกบนโต๊ะชานั้นวางหนังสือคริสตัลเล่มหนึ่งอยู่พวกฟางผิงเห็นฉากนี้จู่ๆ ในหัวก็ปรากฏภาพหนึ่งขึ้นมานานมาแล้วที่นี่เคยมีชายชราผมสีขาวโพลนนั่งอยู่คนหนึ่งนั่งบนเก้าอี้โยกในมือถือหนังสือคริสตัลระหว่างที่อ่านหนังสือก็รอพวกลูกศิษย์เข้ามาและออกไปตอนนี้โต๊ะชายังอยู่หนังสือคริสตัลก็ยังอยู่เก้าอี้โยกยังอยู่คนกลับไม่อยู่แล้ว
ชั้นหนึ่งไม่ได้เป็นหอเก็บหนังสือแต่เป็นเก้าอี้และโต๊ะชาวางเรียงรายเท่านั้นบางทีเวลานั้นอาจมีแค่คนกลุ่มหนึ่งทุกคนจะอ่านหนังสือศึกษากันที่นี่เจอจุดไหนที่ไม่เข้าใจก็จะถามชายชราที่นั่งหน้าประตูหลี่หานซงพึมพำว่า “บางทีที่นี่อาจจะมีเด็กด้วยชั้นหนึ่งอาจจะเป็นสถานศึกษาช่วงที่ระเบิดสงครามใหญ่ในเวลานั้น…ฟางผิง…นายว่าเด็กกลุ่มนั้นจะตายเหมือนกันหรือเปล่า?”