ระบบจอมยุทธ์สุดโกงแห่งโลกคู่ขนาน - ตอนที่ 659 ฉันค่อนข้างเจ้าคิดเจ้าแค้น (1)
เกิดการสั่นสะเทือนในอากาศ ตอนที่พวกฟางผิงลอยไปทางตำหนักสวรรค์ แรงกดดันที่แข็งแกร่งสายหนึ่งก็ระเบิดออกมาร่างของฟางผิงชะงักไปเล็กน้อย เกือบจะร่วงกลางอากาศแล้ว
ข้างหลังนั้นพวกเหล่าเหยารีบตามเขามา ทั้งสี่คนระเบิดพลังจิตใจร่วมมือกันต่อต้านแรงกดดันที่แข็งแกร่งนี้ ฟางผิงเลือดไหลออกหูและจมูก เงยหน้ามองฟ้าเผยสีหน้าไม่ยินยอม
‘ตกลงพวกคุณกำลังรอใครกันแน่?’
‘จำเป็นต้องรอผู้สืบทอดของตัวเองเท่านั้นหรือไง?’
‘มนุษยชาติจะตายกันอยู่แล้ว!’
ฟางผิงกู่ร้องอยู่ในใจ เขาไม่รู้ว่าตัวเองควรจะโกรธแค้นหรือเปล่า พื้นที่ระหว่างเขตแดน ถ้ำสวรรค์ชั้นฟ้า…
เวลานั้นบุคคลอย่างพวกเขาถูกเรียกว่าเป็นเทพเซียน ตายในสงครามใต้ดินกลับหลงเหลือภัยร้ายไว้ให้มนุษยชาติ ตอนนี้สถานการณ์ดูเหมือนจะดีขึ้น แต่ทางเดินใต้ดินกำลังจะเปิดเต็มรูปแบบแล้ว ราชสำนักพืชปีศาจและราชสำนักสัตว์ปีศาจมีแนวโน้มจะร่วมมือกัน ราชสำนักผู้พิทักษ์เข้าร่วมสงครามตั้งนานแล้ว ราชสำนักหมื่นปีศาจท่าทีไม่ชัดเจน หากสี่ราชสำนักร่วมมือกัน มนุษยชาติยังจะมีทางรอดอย่างนั้นเหรอ?
ฟางผิงไม่อยากจะคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่คับฟ้าอีกแล้ว เขาไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น แต่เขาอยากจะหาเคล็ดวิชาฝึกพลังจิตใจจริงๆ เขาอยากให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น อยากให้พวกอาจารย์แข็งแกร่งขึ้น อยากให้ปรมาจารย์มนุษย์มีเยอะขึ้น ขั้นสุดยอดมีมากขึ้น… บางทีอาจมีแค่วิธีนี้ถึงจะสามารถทำให้มนุษยชาติมีแรงโต้กลับ
พื้นที่ระหว่างเขตแดน ในเมื่อเวลานั้นเกิดสงครามราชาขึ้น ทั้งเขตหวงห้ามก็เป็นศัตรู ทำไมหลังจากดับสูญแล้วไม่เหลือความหวังให้มนุษยชาติเลยสักนิดล่ะ?
“คุณค้นพบพวกเราแล้วสินะ?”
จู่ๆ ฟางผิงก็ไม่เงียบอีก ตะโกนเสียงดังว่า “คุณค้นพบพวกเราแล้ว! คุณไม่ได้ไล่พวกเราออกไปเป็นเพราะยังมีจิตสำนึกอยู่ใช่หรือเปล่า? ผู้อาวุโส ฟางผิงไม่ขออะไรมากมาย ขอแค่ชมเคล็ดวิชาฝึกพลังจิตใจเท่านั้น!”
“ยอดฝีมือแดนเสวียนเต่อ ผมคิดว่าตัวเองมองไม่พลาด ผู้ที่ตั้งตำหนักสวรรค์ลอยสูงแบบนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นคนถือดีทะนงตน ฟางผิงไม่อาจทำให้เคล็ดวิชาและมรดกตกทอดของพวกผู้อาวุโสแปดเปื้อนได้!”
“เวลานั้นศัตรูทำลายล้างแดนเสวียนเต่อ รอฟางผิงแข็งแกร่งแล้วต้องไล่เลียงบัญชีแค้น! คืนน้ำใจที่ผู้อาวุโสเมตตาต่อความยากลำบากของมนุษย์ยื่นมือช่วยเหลือ!”
ฟางผิงร้องตะโกนอยู่พักใหญ่ แรงกดดันยังคงปลดปล่อยออกมา ทั่วทั้งพื้นที่ระหว่างเขตแดนล้วนถูกแรงกดดันครอบคลุม
ด้านข้างนั้นหวังจินหยางเอ่ยอย่างเคร่งขรึมว่า “ไม่ต้องตะโกนแล้ว! แรงกดดันนี้น่าจะไม่ใช่สิ่งมีชีวิต รับรู้แค่การเปลี่ยนแปลงของกลิ่นอายและพลังงานเท่านั้น ก่อนหน้านี้ไม่ได้ปรากฏขึ้น พวกเราโจมตีม่านพลังของขั้นสุดยอดถึงค่อยปรากฏ นี่หมายความว่าขอแค่พวกเราไม่แตะต้องของที่นี่มั่วซั่ว ไม่โจมตีอย่างส่งเดชน่าจะไม่มีปัญหาอะไร”
ตอนนี้พวกเขาก็คาดเดาบางอย่างได้เหมือนกัน แรงกดดันนี้น่าจะไม่มีสติปัญญาหรือพลังชีวิต บางที…อาจเป็นแค่กระบวนการป้องกันที่ผู้ฝึกยุทธ์โบราณเหลือไว้ ครั้งก่อนโยนพวกหลี่หานซงออกมาอาจจะเป็นแค่การแยกแยะกลิ่นอายเท่านั้น แยกแยะอย่างง่ายๆ ว่าเป็นมิตรหรือศัตรู
ก่อนหน้านี้พวกฟางผิงเลียนแบบกลิ่นอายของเจ้าสำนักชิงหนิวไม่ได้กระตุ้นให้แรงกดดันปรากฏ แต่แรงกดดันปรากฏหลังจากพวกเขาโจมตีม่านพลังของขั้นสุดยอด เวลานี้มาถึงตำหนักสวรรค์บางทีอาจจะกระตุ้นแรงกดดันขึ้นอีกครั้ง กลไกการป้องกันของตำหนักสวรรค์อาจจะถูกเปิดแล้ว ฟางผิงฟังจบก็เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ชมเสียเปล่าแล้ว” Both ทั้งสามคนมองเขาอย่างหมดคำพูด ไม่มีใครใชให้นายชมสักหน่อย
“อย่าพูดพล่ามอีกเลย!”
เหยาเฉิงจวินเอ่ยด้วยใบหน้าซีดเผือด “พวกเราสี่คนร่วมมือกัน แค่ควันหลงที่กระจายออกมานิดเดียวก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่แข็งแกร่งแล้ว นี่ยังไม่ได้พุ่งเป้ามาที่พวกเราโดยตรงอีก เจ้านี้ตกลงมันยังไงกันแน่? ถ้าเวลานั้นมีกลไกป้องกันที่แข็งแกร่งขนาดนี้ ทำไมถึงถูกคนรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ระหว่างเขตแดนได้?”
หลี่หานซงหัวเราะว่า “รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ระหว่างเขตแดน เหมือนว่าพื้นที่ระหว่างเขตแดนจะแพ้สงคราม ไม่ถูกกวาดล้างแต่กลับปิดผนึกตัวเองไว้ อันที่จริงก็พิสูจน์หลายอย่างแล้ว หากคนของเขตหวงห้ามบุกเข้ามาจริงๆ นายคิดว่าพวกเขาจะปล่อยตำหนักสวรรค์ไป? นายคิดว่าพวกเขาจะปล่อยให้พื้นที่ระหว่างเขตแดนปิดผนึกอยู่แบบนี้? ดังนั้นฉันเดาว่าแรงกดดันนี้มีการคงอยู่นานแล้ว ติดตามมาพร้อมกับพื้นที่ระหว่างเขตแดน เวลานั้นเขตหวงห้ามอาจจะเป็นฝ่ายได้เปรียบอยู่เล็กน้อย กลับไม่อาจต่อต้านแรงกดดันนี้ได้ ยอดฝีมือของเขตหวงห้ามมีโอกาสสูงที่จะตายอยู่ที่แดนรบราชาทั้งหมด คนที่มาไม่แข็งแกร่งพอไม่อาจต้านทานได้ นี่ถึงได้ออกไป…”
ระหว่างที่พูดหลี่หานซงก็เอ่ยว่า “อาจไม่ได้ออกไปเหมือนกัน ฉันถึงขั้นสงสัยว่าเวลานั้นคนที่บุกเข้ามาที่นี่อาจจะตายเพราะแรงกดดันนี้ทั้งหมด นี่ถึงเป็นเหตุผลที่ทำให้พื้นที่ระหว่างเขตแดนอยู่ในสภาพสมบูรณ์มาจนถึงเวลานี้”
การคาดเดาของหลี่หานซงมีเหตุผลอยู่บ้าง เวลานี้จู่ๆ หวังจินหยางก็เอ่ยว่า “ในเมื่อแรงกดดันนี้อาจจะคงอยู่มาโดยตลอด เวลานั้นคนของพื้นที่ระหว่างเขตแดนน่าจะรู้เหมือนกัน ที่นี่สามารถป้องกันศัตรูได้ ถ้าไม่สามารถต่อต้านศัตรู ถอยตัวกลับมาตำหนักสวรรค์เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือไง? ก่อนหน้านี้ข้างล่างไม่มีร่างของใครอยู่เลย ไม่เห็นคนรอดชีวิตด้วย…ร่างไปไหนแล้ว? ในตำหนักสวรรค์บางทีอาจจะมีคนอยู่จริงๆ!”
พวกฟางผิงสั่นสะท้านในใจ!
อาจเป็นไปได้เหมือนกัน!
ถ้าแรงกดดันมีการคงอยู่มาโดยตลอดไม่ได้เพิ่งมามีตอนหลัง เวลานั้นมีคนถอยกลับมาที่ตำหนักสวรรค์ก็เป็นเรื่องปกติ หลังจากพื้นที่ระหว่างเขตแดนปิดผนึกตัวเองแล้ว ศัตรูยังมาได้อีกหรือไง? ถ้ามาเกรงว่าตำหนักสวรรค์คงถูกทำลายไปแล้ว ในเมื่อไม่มางั้นผู้ที่รอดชีวิตในเวลานั้นบางทีอาจจะอยู่ในตำหนักสวรรค์จริงๆ
“ไปเถอะ มาถึงขั้นนี้แล้วไม่ต้องสนใจความเป็นความตาย เข้าไปดูด้วยกันเถอะ!”
หลังจากแรงกดดันปรากฏขึ้นพวกเขาไม่ได้ไปไหน ก็โอบกอดความคิดเสี่ยงตายไว้แล้ว ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะมาถึงขั้นนี้ได้ เวลานี้ยอมแพ้ใครจะยินดีกัน?
ทั้งสี่คนปะทุปราณระเบิดพลังจิตใจ เริ่มร่วมมือกันต่อต้านแรงกดดัน
แรงกดดันอบอวลอยู่ทั่วพื้นที่ระหว่างเขตแดน บางทีข้างนอกอาจสัมผัสได้เหมือนกันแต่เป็นเพราะกระจัดกระจายเกินไป ไม่ได้พุ่งเป้าตรงไหนเป็นพิเศษ ภายใต้การร่วมมือของขั้นเจ็ดสี่คนจึงพอจะสามารถฝืนต้านทานไว้ได้ ด้วยเหตุนี้จึงสามารถรับรู้ถึงแรงกดดันที่แข็งแกร่ง ยอดฝีมือขั้นเก้าระเบิดแรงกดดันอย่าพูดว่ากระจัดกระจายกว้างขนาดนี้เลย แค่พุ่งเป้าไปที่ขั้นเจ็ดนั้นก็บีบอัดขั้นเจ็ดตายไม่ได้ หากง่ายดายขนาดนั้นจริงๆ เวลานั้นอู๋ขุยซานเจอกับเจ้าเมืองเทียนเหมินในช่วงเวลาสั้นๆ ก็คงถูกบีบตายไปแล้ว ถ้าขั้นเก้าสามารถฆ่าขั้นเจ็ดได้ง่ายดายขนาดนั้นจริงๆ งั้นก็คงไม่มีสงครามระดับสูง แต่เป็นสงครามของขั้นเก้าแทน ขั้นเจ็ดขั้นแปดตายง่ายแบบนั้นยังจะสู้อะไรกันอีก
“เทียบเท่ากับขั้นสุดยอดหรืออาจจะแข็งแกร่งกว่านั้น!”
พวกเขาเริ่มเปรียบเทียบขึ้นมาแล้ว แรงกดดันที่แข็งแกร่งนี้ไม่อ่อนด้อยไปกว่าขั้นสุดยอด นั่นคืออย่างน้อยที่สุดขั้นเจ็ดสี่คนร่วมมือกันนึกไม่ถึงว่าจะแค่ฝืนต้านทานแรงกดดันให้กระจายไปบางส่วนเท่านั้น แข็งแกร่งเกินไปแล้ว พวกเขาทะยานขึ้นไปบนฟ้าอย่างยากลำบาก ความสูงระดับหนึ่งพันเมตรปกติใช้แค่พริบตาเดียวเท่านั้น ตอนนี้พวกเขากลับปีนขึ้นราวกับหอยทาก
ข้างนอกพื้นที่ระหว่างเขตแดนบนแท่นนั้นพวกเฉินเย่าจู่ก็เผยสีหน้าตึงเครียดเช่นกัน!
คล้อยหลังจากแรงกดดันระเบิดขึ้นพวกเขาก็รับรู้ได้ แน่นอนว่าเพราะกั้นด้วยปราการ แรงกดดันจึงไม่นับว่ามากเกินไป
“พวกเขาถูกค้นพบแล้ว!”
“จะเกิดเรื่องหรือเปล?”
“ผู้อาวุโสรองพวกเขาคงไม่…ไม่ตายอยู่ในนั้นสินะ?”
ผู้เฒ่าพวกนี้บางคนก็เป็นกังวล บางคนก็ว้าวุ่นใจ เฉินเย่าจู่จ้องมองที่ปราการ คล้อยหลังจากพลังงานใกล้ๆ เบาบางลง ตอนนี้แม้ปราการจะสั่นไหวอยู่บ้างแต่เหมือนจะไม่มีแนวโน้มการระเบิดของคลื่นพลังงาน คลื่นพลังงานไม่ระเบิดก็ไม่สามารถมองสถานการณ์ภายในได้
เฉินเย่าจู่จ้องปราการอยู่สักพัก ชายชราผู้นี้ตอนนี้อดกลืนน้ำลายไม่ได้ “เจ้าเด็กพวกนี้…หากไม่ทำให้พลังงานเบาบางลงขนาดนี้ อย่างน้อยพวกเราก็อาจจะได้เห็นอะไรบ้าง” ถ้ามีคลื่นพลังงานระเบิดขึ้นพวกเขาจะสามารถเห็นสถานการณ์ภายในบางส่วน แต่ตอนนี้ยิ่งแล้วใหญ่ไม่เห็นอะไรเลย ทั้งไม่รู้ว่าพวกฟางผิงเป็นหรือตายกันแน่ เฉินเย่าจู่พูดออกไปหนึ่งประโยคก่อนจะเผยสีหน้าหนักอึ้ง มองไปยังประตูทางเดินเอ่ยเสียงเบาว่า “ตกลงพวกเขาเป็นอย่างไรกันแน่พวกเราไม่สามารถรู้ได้เลย เข้าไปไม่ได้ไม่มีวิธีไปช่วยเหลืออีก เสี่ยวซีเตรียมตัวให้พร้อมคนของราชาเฟิงใกล้จะมาแล้ว…”
ทุกคนเผยสีหน้าหนักแน่น หญิงชรากัดฟันว่า “ครั้งนี้ต้องฆ่าเฟิงจิ่วเฉิงให้ได้! ผู้อาวุโสรองฆ่าเขาแล้วคนของราชาเฟิงมาอีกพวกเราก็ไม่จำเป็นต้องกังวลแล้ว!”
ดูดซับสสารไม่แตกดับที่ฟางผิงมอบให้ อาการบาดเจ็บที่สะสมมาสิบห้าปีของคนพวกนี้ก็แทบฟื้นฟูเป็นปกติแล้ว