ระบบจอมยุทธ์สุดโกงแห่งโลกคู่ขนาน - ตอนที่ 659-3 ฉันค่อนข้างเจ้าคิดเจ้าแค้น (3)
ภายในถ้ำสวรรค์เสวียนเต่อพวกฟางผิงต้านแรงกดดันเคลื่อนไปข้างบนทีละนิด ยิ่งขึ้นไปข้างบนแรงกดดันก็ยิ่งมากขึ้น ผ่านไปสักพักพวกฟางผิงก็มาถึงระนาบเดียวกับตำหนักสวรรค์แล้ว อย่างแรกที่ปรากฏสู่สายตาก็คือซุ้มประตูสูงใหญ่ เทียบกับซุ้มประตูข้างล่างแล้วยังใหญ่กว่า!
“ประตูหนานเทียน!”
หลี่หานซงสะท้อนใจ ซุ้มประตูขนาดใหญ่นี้ข้างบนมีตัวอักษรเขียนไว้จริงๆ ข้างหลังของซุ้มประตูกลับเป็นทางเดินที่กว้างใหญ่ สายทางเดินทะลุไปถึงตำหนักที่ส่องแสงสีทองสว่างไสวคล้ายกับที่ประทับของเทพ
“ตำหนักเสวียนเต่อ!”
เหล่าหวังพึมพำ “ที่นี่ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นถ้ำสวรรค์เสวียนเต่ออย่างแท้จริง ข้างล่างเป็นแค่สิ่งก่อสร้างที่เสริมเข้ามาเท่านั้น”
พวกเขายังไม่ทันก้าวสู่ซุ้มประตูและทางเดิน กลับรับรู้ถึงกลิ่นอายของเทพเซียนได้แล้ว ซุ้มประตูและทางเดินล้วนถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอก ปรากฏอย่างเลือนราง นี่ไม่ใช่หมอกแต่เป็นพลังงาน ทางเดินข้างหลังตำหนักแห่งนั้นมีแสงสีทองม้วนตัวราวกับมังกรทองกำลังพลิกตัว พวกหลี่หานซงแทบจะน้ำลายไหลแล้ว! ครั้งก่อนพวกเขาก็เห็นอะไรแบบนี้ นี่คือทะเลสสารไม่แตกดับ! พวกเขายากที่จะจินตนาการว่าถ้ำสวรรค์ในเวลานั้นฟุ่มเฟือยหรูหราถึงขนาดนั้น บางทีทะเลสสารไม่แตกดับในสายตาของผู้ฝึกยุทธ์โบราณอาจจะเป็นสระว่ายน้ำหรือสระบัวทั่วไป?
แม้พวกเขาจะพูดคุยกัน กลับเหงื่อขึ้นเต็มใบหน้า แรงกดดันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว!
ฟางผิงกัดฟันว่า “อย่าคุยเล่นกันเลย ขึ้นไปที่ทางเดิน!”
สิ้นเสียงทั้งสี่คนก็กระโดดไปบนทางเดินพร้อมกัน
เพิ่งจะแตะถึงทางเดินแรงกดดันก็เพิ่มอย่างพรวดพราด เหล่าหวังขาสองขาสั่นเทา ช่วงเวลาสั้นๆ นึกไมถึงว่ามีแนวโน้มจะคุกเข่าลงไปอยู่บ้าง ฟางผิงก็แข้งขาอ่อนเช่นกัน บนร่างประกายแสงสีทองอย่างเจิดจ้า กดเสียงว่า “มอบเคล็ดวิชาให้ผม คุกเข่าให้ผู้อาวุโสสักครั้งจะเป็นไรไป! ถ้าไม่ให้งั้นก็อย่าคิดเลย!”
ชั่วพริบตาที่แตะเท้าบนทางเดินแรงกดดันก็ทวีคูณขึ้น ฟางผิงคิดว่าตัวเองเป็นคนที่ปล่อยวางได้ ให้เคล็ดวิชาเขาคุกเข่าให้ผู้อาวุโสมนุษย์พวกนี้สักครั้งไม่เป็นอะไรอยู่แล้ว แต่ไม่ให้ เขารู้สึกว่าผู้อาวุโสพวกนี้ไม่มีคุณูปการต่อมนุษย์จริงๆ เวลานั้นมีคุณูปการยังไงคงไม่พูดถึงแล้ว ตอนนี้กลับไม่มีผลงานอะไรเลย ถือสิทธิ์อะไรต้องคุกเข่าให้พวกเขา!
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคำพูดของฟางผิงหรือเดิมทีก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว แรงกดดันจึงแข็งกร้าวขึ้นอีก หวังจินหยางคำรามปะทุปราณ บนร่างฝืนยืดหลังตรงขึ้นมา! เหยาเฉิงจวินก็ระเบิดพลังจิตใจเช่นเดียวกัน ยืนอย่างมั่นคง หลี่หานซงที่สวมชุดเกราะกลับผ่อนคลายไม่น้อย ชำเลืองมองพวกเขาแวบหนึ่งหัวเราะว่า “เหล่าหวังอ่อนแอที่สุดแล้ว เหล่าเหย่อ่อนแอเป็นอันดับสอง ฟางผิงก็อ่อนไปหน่อย ฉันแข็งแกร่งกว่าพวกนายเยอะ…”
ทั้งสามคนไม่พูดอะไร กลับมีหนึ่งคนซัดฝ่ามือออกไป แม่งเหอะเวลานี้แล้วเจ้าหมอนี้ยังมีใจคุยโวอีก ถ้านายไม่มีชุดเกราะบังไว้ยังจะผ่อนคลายกว่าพวกเราได้หรือไง? ฟางผิงหอบหายใจซัดฝ่ามือใส่เขาไปที ก่อนจะมองไปทางเหล่าหวังว่า “เหล่าหวังนายอ่อนแอไปหน่อย กลับไปต้องพยายามให้มากขึ้นแล้ว”
“พวกนายหุบปากไปซะ!”
หวังจินหยางเผยสีหน้าดำคล้ำ ทั้งหน้าแดงด้วยเช่นกัน เหยาเฉิงจวินอยู่ขั้นเจ็ดตอนกลางพลังจิตใจแข็งแกร่ง เขาเพิ่งจะขั้นเจ็ดตอนต้น พลังจิตใจไม่แข็งแกร่งเท่าเหยาเฉิงจวิน ร่างกายก็ไม่ได้แข็งแกร่งเท่าหลี่หานซง ฟางผิงคงไม่อาจเทียบอะไรได้เหมือนกัน ตอนนี้ในสี่คนเขาเป็นคนที่แรงกดดันมากที่สุด แม้จะระเบิดปราณก็ทำได้แค่ฝืนยืนตรงเท่านั้น ฟางผิงหัวเราะออกมาไม่พูดมากเช่นกัน สูดลมหายใจก่อนพลังงานรอบทิศทางจะถูกเขาดูดซับลงท้องทันที หลังจากนั้นร่างทองก็เปล่งประกายขึ้นอีกครั้ง คำรามว่า “เข้าไป! ครั้งนี้ไม่ได้เคล็ดวิชางั้นก็รื้อตำหนักสวรรค์ซะ…”
ปัง!
คำพูดเพิ่งจะออกมาฟางผิงก็กระเด็นตัวลอยออกไปแล้ว ปากกระอักเลือดสด
ฟางผิงเผยแววตาหวาดกลัวขึ้นมาก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว ตะโกนเสียงดังว่า “ประเทศจีนจะล่มสลายแล้ว! ตกลงที่นี่มีผู้อาวุโสเหลือรอดอยู่หรือเปล่า? จะนั่งมองมนุษยชาติล่มสลายจริงๆ หรือไง? เคล็ดวิชา…เคล็ดวิชาสำคัญขนาดนั้น? สำคัญกว่าความเป็นความตายของมนุษยชาติงั้นเหรอ? เวลานี้ยังจะมาทดสอบพวกเราอีก? ยุคสมัยใหม่มีผู้ฝึกยุทธ์ตายในสงครามหลายล้านคน! สงครามใหญ่ยังไม่เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ หากเปิดฉากขึ้นคนต้องตายในสนามรบหลายพันล้านแล้ว! พวกผู้อาวุโสใจดำอะไรขนาดนี้…”
ปัง!
ฟางผิงถูกแรงกดดันระเบิดอีกครั้ง ร่างกายเริ่มแตกร้าวขึ้นมาแล้ว หลี่หานซงเห็นแบบนั้นก็เปล่งร่างทองอย่างเจิดจ้า ตะโกนอย่างโมโหว่า “ในเมื่อมีชีวิตอยู่ก็ออกมา! ทำตัวลับๆ ล่อๆ กระทั่งหน้ายังไม่กล้าโผล่ออกมา? ฟางผิงพูดไม่ถูกหรือไง? ถ้าฉันสามารถหาถิ่นฐานของตัวเองได้ จะมาขอพวกนายเพื่ออะไร…หากไม่ยินดีจะมอบเคล็ดวิชาให้พวกเราจริงๆ งั้นก็รบกวนบอกหน่อยว่าบ้านอันอยู่ที่ไหน!”
สิ้นเสียงหลี่หานซงก็ตะโกนว่า “ฟางผิง เลิกปกปิดกลิ่นอายของอัน!”
“หัวเหล็ก!”
“ยกเลิกซะ!”
ชั่วพริบตานี้หลี่หานซงกลับหนักแน่นอย่างมาก ตะโกนเสียงดัง “ฉันจะให้พวกเขาตรวจสอบหน่อย ในเมื่อพวกเขาไม่ยินดีงั้นพวกเราก็ไปหาเอง อย่างมากก็ตายเท่านั้น! ยุคสมัยผู้ฝึกยุทธ์โบราณล่มสลายแล้ว เวลานี้กอดเคล็ดวิชาไว้ไม่ถ่ายทอด รอมนุษยชาติล่มสลายแล้วจะให้ผู้ฝึกยุทธ์ถ้ำเข้ามาสืบทอดต่อหรือไง?”
เพราะไม่กี่ประโยคนั้นของฟางผิงทำให้ถูกแรงกดดันพุ่งเป้าติดต่อกัน เวลานี้ทุกคนจึงไม่คิดว่าแรงกดดันไร้คนควบคุมเหมือนก่อนหน้านี้อีก หรือจะพูดว่าแรงกดดันมีจิตสำนึกอยู่! สามารถเข้าใจคำพูดของทุกคน!
เห็นฟางผิงไม่ยอมปล่อยกลิ่นอายของเขาออกมา หวังจินหยางก็สูดลมหายใจตะโกนว่า “ฟางผิง ไม่ต้องปกปิดกลิ่นอายของหัวเหล็กแล้ว! หัวเหล็กทำไม่ได้งั้นก็ลองทีละคน!”
“ฟางผิงลังเลอะไรอยู่!”
หลี่หานซงตะโกนว่า “ท่าทีโลเลไม่เด็ดขาดนี้ของนายจะทำการใหญ่อะไรได้! จะเป็นผู้นำที่ดีได้อย่างไร! ในเมื่อมีโอกาส งั้นก็เดิมพันสักตั้ง!”
ฟางผิงกัดฟันมองเขาไปแวบหนึ่ง ไม่พูดอะไรอีก ครู่ต่อมาบนร่างของหลี่หานซงก็ระเบิดกลิ่นอายที่เป็นของตัวเอง ชั่วพริบตานี้หลี่หานซงปะทุปราณจนถึงขีดสุด คำรามว่า “ฉันคือหลี่หานซง! ฉันไม่รู้ว่าชาติก่อนฉันเป็นใคร แต่บางทีนายอาจจะรู้จักอัน ถ้าไม่ยินดีถ่ายทอดเคล็ดวิชาของพวกนาย งั้นก็ทำให้ฉันหาเคล็ดวิชาที่เป็นของตัวเองเจอ!”
ไม่มีการตอบรับใดๆ!
“เข้าไป!”
หลี่หานซงเห็นแบบนี้ก็ไม่ลังเลอีก ตะโกนเสียงดัง สาวเท้าเข้าไปยังตำหนักที่อยู่ไกลๆ นั้นโดยตรง เขาระเบิดกลิ่นอายแล้วแรงกดดันไม่ได้พุ่งเป้ามาหาเขางั้นเขา ก็ไม่สนใจแล้ว เข้าไปแล้วค่อยว่ากัน บางทีอีกฝ่ายอาจจะยอมรับโดยปริยายแล้ว!
หลี่หานซงเคลื่อนไหว สามคนอื่นๆ ก็สาวเท้าตามไปข้างหน้าเช่นกัน ฟางผิงแค่นด่าในใจ แม่งเหอะ พุ่งเป้ามาที่ฉันรอก่อนเถอะ! ครั้งนี้คว้าเคล็ดวิชามาไม่ได้ ไม่ช้าก็เร็วจะไปคิดบัญชีกับพวกนายแน่ รื้อถ้ำสวรรค์เอากลับไปมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ ให้พวกนายได้อวดดีไป ตอนนี้เขามั่นใจแล้วว่าแรงกดดันหากไม่มีจิตสำนึกก็ต้องมีคนควบคุมอยู่ ไม่ว่าจะยังไงก็ล้วนมีสติปัญญา ก่อนหน้านี้นึกไม่ถึงว่าจะแกล้งไม่มีสติปัญญา หน้าไม่อายจริงๆ! ถุย! วีรบุรุษยอมเสียเปรียบชั่วคราวได้อยู่แล้ว ตอนนี้ไม่ด่านาย รอแข็งแกร่งก่อนเถอะจะมาคิดบัญชีอีกที รังแกฉันตอนนี้มีแค่ไม่กี่คนแล้วที่ยังไม่ได้ล้างแค้น คนอื่นๆ แทบจะโดนถลันหน้าแล้ว บนบัญชีเล็กๆ นี้มีเพิ่มมาอีกหนึ่งแล้ว… แรงกดดันของถ้ำสวรรค์เสวียนเต่อไม่ก็ผู้ควบคุมที่อยู่เบื้องหลัง ฟางผิงครุ่นคิดอยู่ในใจไม่ได้เคลื่อนไหวชักช้าแต่อย่างใด สาวเท้าตามหัวเหล็กไปข้างหน้า
ทางเดินยาวนับพันเมตรนั้นยิ่งเดินเข้าไปข้างในเท่าไหร่แรงกดดันก็มากขึ้นเท่านั้น เดินไปเดินมาคนแรกที่ตกแถวนึกไม่ถึงว่าจะไม่ใช่เหล่าหวัง แต่เป็นเหยาเฉิงจวิน เหยาเฉิงจวินเดินต่อไปไม่ไหวแล้ว ทั่วร่างสั่นเทา ร่างกายเริ่มปริแตกแล้ว
“พวกนายไปต่อเถอะ!”
เหยาเฉิงจวินไม่เคลื่อนไหวอีก ตะโกนไปยังทุกคนว่า “นี่อาจจะเป็นการทดสอบอย่างหนึ่ง! ฉันน่าจะไม่เหมาะ พวกนายไปต่อเลย!”
พวกเขาไม่พูดอะไร ต้านแรงกดดันเดินไปข้างหน้าต่อ หนึ่งร้อยเมตร สองร้อยเมตร… ยิ่งเดินไปข้างหลังแรงกดดันก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เวลานี้ทุกคนรู้แล้วว่าบางที…อาจจะมีคนกำลังทดสอบพวกเขาอยู่ แกล้งตบตาคนอื่น!
ฟางผิงนินทาอยู่ในใจ แต่ดูท่าครั้งนี้มีโอกาสจะได้เคล็ดวิชาแล้ว ‘ไม่รู้ว่าตกลงเป็นคนจริงๆ หรือเปล่า ขั้นสุดยอด? หากสามารถหลอกออกไปได้…’ ระหว่างที่ฟางผิงเดินก็วางแผนไปด้วย ก่อนจะจนใจอยู่บ้าง ไม่คุ้นเคยหลอกยากเกินไป