ระบบจอมยุทธ์สุดโกงแห่งโลกคู่ขนาน - ตอนที่ 687 ต่างคนต่างมีแผน (1)
วันที่ 4 ตุลาคม
ฉินเฟิ่งชิงทะลวงถึงขั้นเจ็ด เรียกตัวเองว่า ‘ราชาชิงตี่’
นี่ถือเป็นยอดฝีมืออัจฉริยะของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้คนที่ห้าที่ทะลวงถึงขั้นปรมาจารย์ในอายุต่ำกว่าสามสิบปีเช่นกัน แต่ไม่ได้ก่อความเคลื่อนไหวเป็นวงกว้างเท่าไหร่
ก่อนหน้านี้ก็เป็นฟางผิง ต่อมาเป็นพวกหลี่หานซง รุ่นเดียวกันไม่ควรเกิดซ้ำสามครั้ง มีอัจฉริยะอายุน้อยทะลวงด่านติดต่อกัน จึงไม่สามารถก่อความเคลื่อนไหวใหญ่เหมือนตอนแรกได้อีกแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นเวลานี้ยังไม่ใช่โอกาสประจวบเหมาะเท่าไหร่
วันที่ 10 ตุลาคม
ฟางผิงทะลวงถึงขั้นแปด เทียบกับขั้นเจ็ดแล้ว ขั้นแปดแทบจะเป็นคนละเรื่อง ช่วงเวลาใกล้ ๆ กันแบบนี้ ฟางผิงยังอายุน้อยกว่าฉินเฟิ่งชิงหลายปีอีก สร้างความตื่นตาตื่นใจได้ยากจริงๆ
หลายวันต่อจากนั้น ฟางผิงก็เข้าด่านเก็บตัวเงียบ เริ่มรักษาเสถียรภาพขึ้นมา ส่วนพืชปีศาจขั้นเก้าฟางผิงมอบให้พวกอู๋ขุยซานแล้ว ให้พวกเขาช่วยตัวเองสร้างอาวุธวิเศษ
ชั่วพริบตาที่อาวุธวิเศษหลอมสำเร็จ ขั้นตอนสุดท้ายของฟางผิงก็จะเสร็จสิ้นแล้ว
ในเวลาเดียวกัน ถ้ำใต้ดิน
เมืองขนาดใหญ่ที่คล้ายกับพระราชวังคริสตัลตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นที่กว้างขวาง ดูสะดุดตาเป็นพิเศษ ใจกลางเมืองคริสตัล พระราชวังที่ทอดยาวนับสิบลี่แห่งหนึ่งดูเตะตาอย่างมากเช่นกัน พื้นที่ใจกลางพระราชวังมีรูปปั้นขนาดมหึมาตั้งอยู่ มองจากระยะไกลรูปปั้นยืนสองมือไพร่หลัง ราวกับกำลังขมวดคิ้ว
ที่นี่ก็คือตำแหน่งของเมืองเทียนจื่อ… ราชสำนักพืชปีศาจ!
เขตหวงห้ามอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล สี่ราชสำนักใหญ่ปกครองเขตหวงห้าม เมืองแทบจะมีนับไม่ถ้วน แต่ที่ตั้งพระราชวังหลวงของสามราชสำนักใหญ่อื่น ๆ ล้วนไม่ได้งดงามตระการตาเหมือนเมืองเทียนจื่อ
ที่นี่นอกจากพระราชวังคริสตัลแล้ว บนกำแพงที่ทอดยาวยังมีพืชสีเขียวแผ่ขยายนับไม่ถ้วน กลางเมืองคริสตัลแต้มแต่งไปด้วยสีเขียวยิ่งเพิ่มเสน่ห์น่าหลงใหลขึ้นไปอีก
เขตหวงห้ามเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว เกล็ดหิมะปลิวว่อนในท้องฟ้า เกล็ดหิมะนั้นไม่เหมือนกับบนโลก ปะปนไปด้วยพลังงานจำนวนมาก ราวกับตกหล่นแค่ในพระราชวังหลวงเท่านั้น
ประตูพระราชวัง จีเหยายื่นมือไปรับเกล็ดหิมะ เกล็ดหิมะแปรสภาพเป็นพลังงานหลอมเข้าสู่ร่างกายทันที
จีเหยาเอ่ยเสียงเบาว่า “ค่าตอบแทนมหาศาลจริงๆ!”
ด้านข้างนั้นยอดฝีมือสวมเกราะทองคนหนึ่งเอ่ยว่า “องค์หญิง นี่ไม่ใช่เกล็ดหิมะ แต่เป็นพลังชีวิตของเทพมูผู้พิทักษ์ราชสำนักเทียนจื่อที่ประทานให้กับคนในพระราชวังหลวงทุกปี”
จีเหยาสั่นหัวเบา ๆ เงยหน้ามองฟ้า ผ่านไปสักพักจึงเอ่ยว่า “ในบรรดาเผ่าปีศาจ ยอดฝีมือพืชปีศาจมากด้วยวิธีการ ยิ่งกว่ายอดฝีมือสัตว์ปีศาจ สัตว์ผู้พิทักษ์ของราชสำนักเทียนมิ่งไม่ได้มีพลังศักดิ์สิทธิ์เท่าเทพมูขนาดนั้น”
สิ้นเสียง ข้างหูของจีเหยาก็มีเสียงหัวเราะที่แข็งทื่อไปอยู่บ้างดังขึ้น “สาวน้อยชมเกินไปแล้ว แม้เทพเย่าจื่อจะมีความศักดิ์สิทธิ์มาก ข้อจำกัดก็มากด้วยเช่นกัน ข้ากลับอิจฉาเสวียนหลงมากกว่า เสวียนหลงยังสบายดีหรือเปล่า?”
จีเหยาก้มกายว่า “ท่านเสวียนหลงสบายดี ไม่กี่วันก่อนยังไปเยือนราชสำนักผู้พิทักษ์… เจ้าสำนัก… เหมือนไม่ได้กลับไปนานแล้ว”
น้ำเสียงชราแฝงด้วยความสะท้อนใจ พึมพำว่า “กาลเวลาล่วงเลย แทบจะลืมไปแล้วว่าตัวเองเป็นใคร… เข้าไปเถอะ!”
เสียงเงียบหายไปแล้ว จีเหยาเงยมองพระราชวังขนาดใหญ่ ประตูหลักของพระราชวังเปิดออก สองฝั่งนั้นมียอดฝีมือเกราะทองนับไม่ถ้วนตะโกนว่า “น้อมคารวะองค์หญิงจีเหยา ราชสำนักเทียนมิ่ง!”
เสียงนั้นกึกก้องภายในพระราชวังหลวง ดังต่อกันเป็นทอด ๆ จีเหยาไม่พูดมากเหมือนกัน เดินตามยอดฝีมือเกราะทองด้านข้างเข้าไปในพระราชวัง ไม่นานตำหนักขนาดใหญ่แห่งหนึ่งก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้าจีเหยา
จีเหยาเข้าตำหนักไปก็เอ่ยเสียงดังทันที “จีเหยา ราชสำนักเทียนมิ่ง น้อมคารวะเจ้าราชสำนัก!”
ใจกลางตำหนัก ชายกลางคนใบหน้าชราคนหนึ่งสวมชุดยาวสีขาว ไม่ได้สวมเกี้ยวบนศีรษะ ผมยาวประบ่า ใบหน้าแฝงด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน เอ่ยเสียงเบาว่า “ไม่ได้เจอตั้งนาน จีเหยาเติบโตขึ้นแล้ว… นั่งลงเถอะ”
จีเหยาคารวะแล้วก็เดินไปนั่งฝั่งซ้ายพร้อมกับยอดฝีมือเกราะทอง สองฝั่งของตำหนักมียอดฝีมือบางส่วนนั่งประจำตำแหน่งอยู่
รอจีเหยานั่งลงแล้ว ชายกลางคนที่ใบหน้าแก่ชราก็เอ่ยเสียงเบาว่า “เวลานั้นราชาพิภพกำลังจะทะลวงขั้นเหนือราชา มีแค่ราชสำนักเทียนจื่อที่รู้ล่วงหน้า ตอนนี้แค่ขั้นแม่ทัพคนเดียวทะลวงถึงขั้นอารยะ กลับดึงตัวทูตของราชสำนักเทียนมิ่งให้เข้าตำหนักได้…”
ระหว่างที่ชายกลางคนพูดก็หัวเราะเบา ๆ “น่าเสียดายที่ร่างกายของข้ากำลังจะมอดมวย ไม่อย่างนั้นก็อยากเปิดหูเปิดตาสักหน่อย อัจฉริยะแบบไหนที่ดึงดูดความสนใจของเหนือราชาทุกคนได้เช่นนี้”
ชายกลางคนเผยแววตามืดมนอย่างเห็นได้ชัด เผยท่าทีเหี่ยวเฉาออกมาอย่างเลือนราง
ข้างล่างนั้น ยอดฝีมือบางส่วนก็แทบไม่รู้ว่าเป็นความรู้สึกยังไง เวลานั้นราชาพิภพทะลวงด่าน เจ้าราชสำนักออกโรงด้วยตัวเอง พายอดฝีมือระดับแนวหน้าตรงดิ่งไปยังเขาต้านสมุทร หวังจะโจมตีฆ่าราชาพิภพเพื่อตัดภัยคุกคามในภายหลัง กลับไม่คาดคิดว่าราชาพิภพจะฝ่าการปิดล้อมออกมา ทำลายเส้นทางต้นกำเนิดของเจ้าราชสำนัก หากไม่ได้เหนือราชช่วยเหลือ เจ้าราชสำนักคงตายระหว่างสงครามครั้งนั้นไปนานแล้ว
หลายคนต่างรู้สึกสะท้อนใจ เจ้าราชสำนักเป็นอัจฉริยะของยุคสมัยเช่นกัน หากไม่ใช่ว่าราชาพิภพฉวยโอกาสระหว่างทะลวงด่านทำลายเส้นทางต้นกำเนิดของเขา เวลานี้เจ้าสำนักอาจจะเลื่อนขั้นเป็นเหนือราชา ไม่จำเป็นต้องเฝ้าพระราชวังหลวงอย่างแห้งเหี่ยวเดียวดาย รอคอยความตายที่กำลังคืบคลานมาแบบนี้ หากไม่ใช่ว่าตำหนักเหนือราชามีคำสั่งออกมา เจ้าราชสำนักมีผลงานอยู่บ้าง เวลานั้นหลังจากกลับมา กระทั่งตำแหน่งของเจ้าราชสำนักก็อาจรักษาไว้ไม่ได้เช่นกัน
ในบัลลังก์ราชา ไม่นานชายกลางคนก็ฟื้นฟูความเรียบนิ่งขึ้นมา คลี่ยิ้มว่า “ได้ยินมาว่าพี่จีหงจะเข้าสู่ขั้นเหนือราชาแล้ว ขาเกรงว่าคงไม่มีโอกาสไปร่วมแสดงความยินดี หลังจากจีเหยากลับไปช่วยแสดงความยินดีแทนข้าด้วย”
“จีเหยาจะถ่ายทอดออกไปแน่นอน!”
จีเหยาก้มกายคารวะอีกครั้ง ชำเลืองมองชายกลางคนแวบหนึ่ง เห็นใบหน้าซีดขาวของเขา แม้ก่อนหน้านี้ทั้งสองฝ่ายจะเป็นศัตรูกัน ตอนนี้กลับรู้สึกเศร้าสลดไปอยู่บ้าง เธอเคยได้ยินพ่อของตัวเองเอ่ยถึงเจ้าราชสำนักคนนี้มาก่อน ในอดีตก็เป็นคนที่โดดเด่นคนหนึ่ง ช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์กระทั่งพ่อของตัวเองยังสู้ไม่ได้อยู่บ้าง นอกจากจะเป็นคนที่มีความสามารถแข็งแกร่ง ช่วงเวลาที่ควบคุมราชสำนักเทียนจื่อค่อนข้างกระชั้นชิด เปิดทางเดินแห่งการเกิดใหม่นับไม่ถ้วน ร้อยปีก่อนก็ค่อย ๆ รุกคืบพื้นที่ของผู้ฝึกยุทธ์ดินแดนเกิดใหม่แล้ว ช่วงเวลานั้นถึงกระทั่งเป็นฝ่ายกระตุ้นสงครามเหนือราชา เกือบจะทำลายแนวป้องกันเขาต้านสมุทรของผู้ฝึกยุทธ์ดินแดนเกิดใหม่ได้แล้ว หลังจากสงครามนั้นถึงมีการปรากฏยุคสมัยใหม่ของดินแดนแห่งการเกิดใหม่
คน ๆ นี้ถือเป็นบุคคลสำคัญที่สิ้นสุดยุคสมัยเจินซิงของดินแดนแห่งการเกิดใหม่เหมือนกัน น่าเสียดายที่สิบกว่าปีก่อนได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก ไม่สามารถขัดขวางการทะลวงด่านของราชาพิภพได้ นี่ถึงล้มเหลวจากความพยายามครั้งสุดท้าย ไม่งั้นบางทีไม่ต้องรอให้ทางเดินเปิดเต็มรูปแบบ เวลานั้นหากคนผู้นี้กลายเป็นเหนือราชา อาจจะควบคุมตำหนักเหนือราชาของราชสำนักเทียนจื่อไปแล้ว สิบปีหลังจากนั้นภายใต้การเชื่อมประสานเหนือราชาของตำหนักเหนือราชา อาจจะถูกเขาเกลี้ยกล่อมสำเร็จ ไม่ปล่อยให้เหนือราชาดินแดนเกิดใหม่ปิดล้อมที่เขาต้านสมุทร
น่าเสียดาย!
จีเหยากำลังครุ่นคิดในใจ ชายกลางคนก็เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ในเมื่อฟางผิงอาจจะเป็นราชาปีศาจกลับมาเกิดใหม่ นั่นย่อมควรฆ่า! ในอดีตราชานักรบ ราชาพิภพทะลวงด่านติดต่อกันถือว่าเหนือความคาดหมายแล้ว ราชาเจวี่ยก่อนหน้านี้ก็ทะลวงด่านเหมือนกัน ยิ่งเพิ่มอานุภาพขึ้นไปใหญ่ ยอดฝีมือเหนือราชาที่อาจจะเดินในสามเส้นทางคนหนึ่ง ตอนนี้ยิ่งไร้คู่ต่อสู้ในแดนเทพ แต่ตอนนี้ในตำหนักเหนือราชา เหนือราชาหลายคนกำลังตะลอนไปทั่วแดนเทพ บางส่วนยังเข้าด่านไม่ออกมา ไม่พบร่องรอยมาหลายปี ช่วงเวลาเร่งด่วนเกรงว่าราชสำนักจะไม่สามารถสกัดเหนือราชาเกิดใหม่ได้เต็มกำลัง…”
จีเหยาฟังเขาพูดพักหนึ่ง รอเขาพูดจบแล้วก็เอ่ยว่า “เดิมทีราชสำนักเทียนมิ่งไม่อยากเข้าร่วมเรื่องของดินแดนแห่งการเกิดใหม่ แต่ฟางผิงคนนี้ปล่อยไว้ไม่ได้! ฟางผิงเป็นศัตรูของคนในแดนเทพ ทั้งยังมีความสามารถที่เป็นภัยคุกคามแดนเทพ… ครั้งนี้เป็นโอกาสหาได้ยาก ราชสำนักมีเหนือราชาห้าคนยินดีลงมือ มุ่งหน้าไปสกัดเหนือราชาเกิดใหม่ที่เขาต้านสมุทร”
ชายกลางคนพึมพำก่อนจะหัวเราะเบา ๆ “ราชามิ่งจะลงมือหรือเปล่า?”
จีเหยารีบเอ่ยว่า “ท่านปู่ไม่ได้ออกจากตำหนักเหนือราชามาหลายปีแล้ว ราชามิ่งไม่ลงมือ… ราชาสยบฟ้าก็น่าจะไม่ลงมือเหมือนกัน อย่างนั้นคิดจะสกัดเหนือราชาสิบสี่คนอื่น ๆ ทำให้เขาไม่มีใจกังวลเรื่องอื่น อย่างน้อยต้องให้เหนือราชาออกจากเขาไปสกัดยี่สิบคน…”
จีเหยาเผยสีหน้าสงสัย “จำเป็นต้องมากขนาดนี้เลย?”
ชายกลางคนเผยยิ้มว่า “ยังจำเป็นต้องป้องกันไม่ให้เหนือราชาดินแดนเกิดใหม่ในพื้นที่อื่น ๆ เข้ามาแทรกแซงด้วย”