ระบบฝึกสัตว์: ตำนานราชาวานรข้ามจักรวาล - บทที่ 253 เริ่มต้นภารกิจระยะที่สอง
ศิลาจารึกนั้นราวกับถูกหล่อขึ้นมาจากเลือดที่ข้นคลักจนแข็งตัว พื้นผิวของมันเรียบเนียนดุจกระจกเงา ทว่ากลับมีการขยับเขยื้อนเป็นจังหวะเบาๆ เหมือนหัวใจเต้นอยู่ตลอดเวลา
ทุกครั้งที่มันเต้น พื้นผิวของศิลาจะสว่างวาบด้วยแสงสีแดงอันชั่วร้าย
กลิ่นอายแห่งความชั่วร้ายและความโกลาหลถึงขีดสุดที่ส่งตรงมาจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณ แผ่ซ่านออกมาจากศิลาจารึกนั้น
มันพยายามโจมตีและเข้าครอบงำจิตใจของต้าเซิ่งอย่างบ้าคลั่ง
ในตอนที่โม่หยิงเฉินคิดจะให้ต้าเซิ่งเข้าไปใกล้กว่านี้อีกนิด เพื่อสำรวจรายละเอียดบนศิลาให้ชัดเจน
ภาพเบื้องหน้าก็พลันพร่ามัว
เทวาลัยสีดำอันพิลึกพิลั่นหายวับไปโดยสมบูรณ์
ต้าเซิ่งพบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่บนยอดเขาอันว่างเปล่า รอบกายมีเพียงลมหนาวพัดโชยและโขดหินที่แห้งแล้ง
มันยกมือขึ้นเกาหัวที่เต็มไปด้วยขนด้วยความงุนงง
ในขณะเดียวกัน
โม่หยิงเฉินและมู่ชิงเจวี๋ยที่อยู่ในกระท่อมไม้กลางหมู่บ้าน ร่างกายของทั้งคู่สั่นสะท้านขึ้นมาพร้อมกันเล็กน้อย
เสียงแจ้งเตือนของระบบที่เย็นชาและปราศจากอารมณ์ ดังขึ้นในหัวของทั้งสองคนพร้อมๆ กัน
[ค้นพบต้นตอของความผิดปกติแล้ว]
[ภารกิจระยะที่ 1 เสร็จสิ้น เริ่มต้นภารกิจระยะที่ 2: กำจัดต้นตอความผิดปกติ]
ทั้งสองคนลืมตาขึ้นโพลง สบตากันและกัน ต่างมองเห็นความตกตะลึงอย่างหนักหน่วงในดวงตาของอีกฝ่าย
ตกลงแล้ว… นายเห็นอะไรกันแน่?
น้ำเสียงของมู่ชิงเจวี๋ยแฝงความร้อนรน ทำลายความเงียบงันภายในห้อง
หลังจากโม่หยิงเฉินส่งคำสั่งให้ต้าเซิ่งเดินทางกลับ
เขาก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามสงบจิตใจที่สั่นไหวจากการแชร์ประสาทสัมผัสของต้าเซิ่งเมื่อครู่
เขาเรียบเรียงคำพูด และถ่ายทอดภาพเหตุการณ์อันพิศวงและสยดสยองที่เห็นผ่านมุมมองของต้าเซิ่ง
เล่าให้มู่ชิงเจวี๋ยฟังอย่างละเอียดทุกขั้นตอน
ตั้งแต่แสงจันทร์สีเลือด การนัดพบยามค่ำคืนของชาวบ้าน ไปจนถึงเทวาลัยที่จู่ๆ ก็โผล่มาจากความว่างเปล่า
และสุดท้าย… ศิลาจารึกสีเลือดที่เต้นตุบๆ ราวกับสิ่งมีชีวิต
ยิ่งเขาเล่า สีหน้าของมู่ชิงเจวี๋ยก็ยิ่งเคร่งเครียดมากขึ้น ความเย็นเยือกเริ่มก่อตัวขึ้นในดวงตาอันใสกระจ่างของเธอ
หลังจากฟังจบ คิ้วเรียวสวยของเธอก็ขมวดเข้าหากันจนแน่น
สถานการณ์… เลวร้ายกว่าที่พวกเราคิดไว้เยอะเลย
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ศิลาจารึกสีเลือดที่นายเห็นนั่นแหละคือต้นตอความผิดปกติของมิติลับนี้ และเป็นเป้าหมายหลักในภารกิจของพวกเรา
ความลับของหมู่บ้านนี้ ก็ถูกเปิดเผยออกมาแล้วเช่นกัน
มู่ชิงเจวี๋ยพูดด้วยความเร็ว สมองของเธอกำลังประมวลผลอย่างรวดเร็ว
พลังเมตตาจากโบสถ์เหือดแห้งไป เพื่อที่จะได้ครอบครองพลังที่เรียกว่า นางฟ้าผู้พิทักษ์ ต่อไป ชาวบ้านจึงหันไปหาเส้นทางชั่วร้ายทางอื่น—นั่นคือการสังเวยต่อศิลาจารึกอัปมงคลนั่น
เพียงแต่ว่า…
เธอเงยหน้าขึ้นมองโม่หยิงเฉิน แววตาเต็มไปด้วยความฉงน
ข้อแลกเปลี่ยน ที่ผู้ใหญ่บ้านไคเซอร์พูดถึงน่ะ มันคืออะไรกันแน่?
สองสามีภรรยาคู่นั้น ใช้อะไรสังเวยในเทวาลัย ถึงได้แลกเอานางฟ้าที่ถูกปนเปื้อนตนนั้นออกมาได้?
แล้วเงื่อนไขในการปรากฏตัวของเทวาลัยนั่นคืออะไรกันแน่?
คำถามมากมายทับถมอยู่ในใจของคนทั้งสองราวกับก้อนหินหนักๆ
โม่หยิงเฉินส่ายหน้า แววตาของเขาลึกล้ำอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เขานึกถึงสีหน้าของคู่สามีภรรยาตอนเดินออกมา ที่ซีดเผือดราวกับกระดาษ และความอ่อนแอที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความดีใจสุดขีดนั่น
ความคิดอันน่าสะพรึงกลัวอย่างหนึ่งผุดขึ้นมาในใจของเขา
เขาค่อยๆ เอ่ยปาก น้ำเสียงทุ้มต่ำและแหบพร่า
บางที… หลังจากฟ้าสางในวันพรุ่งนี้ พวกเราก็น่าจะรู้คำตอบแล้วล่ะ
เช้าวันรุ่งขึ้น
ก่อนที่แสงตะวันจะสาดส่อง เสียงร้องไห้ปานจะขาดใจก็ดังระงมไปทั่วหมู่บ้าน
โม่หยิงเฉินผลักประตูไม้เปิดออก ลมหนาวที่ผสมปนเประหว่างกลิ่นน้ำค้างและฝุ่นดินพัดมากระทบหน้า
ที่ลานกว้างกลางหมู่บ้าน มีกลุ่มคนล้อมวงกันอยู่
ชาวบ้านต่างกระซิบกระซาบกัน ใบหน้าแต่งแต้มด้วยความสงสารและเห็นใจตามมารยาท
ทว่าลึกเข้าไปในแววตาเหล่านั้น กลับซุกซ่อนบางสิ่งที่โม่หยิงเฉินคุ้นเคยเป็นอย่างดี
นั่นคือความเมินเฉยเพราะไม่ใช่เรื่องของตัวเอง
ใจกลางวงล้อม คู่สามีภรรยาหนุ่มสาวที่เพิ่งกลับมาจากเขาเขียวเมื่อคืน กำลังทรุดตัวลงกับพื้นอย่างหมดสภาพ (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
ผู้หญิงผมเผ้ากระเซอะกระเซิง เสียงร้องไห้แหบพร่าไปหมดแล้ว
สองมือของเธอขุดตะกุยลงไปบนพื้นดินอย่างบ้าคลั่ง
ส่วนฝ่ายชายดวงตาว่างเปล่า มือทั้งสองกุมศีรษะ ร่างกายสั่นเทิ้มราวกับลูกนกโต้ลมหนาว
ภายในลำคอส่งเสียงครางโหยหวนราวกับสัตว์ป่าที่ได้รับบาดเจ็บ
นางฟ้าผู้พิทักษ์ ของพวกเขาลอยอยู่เบื้องหลัง
แสงสว่างที่ดูศักดิ์สิทธิ์ ช่างตัดกับความโศกเศร้าเจียนตายของเจ้านายได้อย่างพิลึกพิลั่น
ทว่าบนปีกแห่งแสงนั้น ลวดลายสีเลือดที่เห็นเมื่อคืน กลับหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
โม่หยิงเฉินหยุดเดินอยู่ตรงวงนอกของกลุ่มคน คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
คุณป้าอีชาเพื่อนบ้าน ไม่รู้ว่าเดินเข้ามาใกล้ตั้งแต่เมื่อไหร่
เธอถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
เฮ้อ บาปกรรมจริงๆ
ได้ยินว่าเมื่อคืนลืมปิดประตู เด็กเลยวิ่งออกไปเอง เด็กตัวแค่นั้น วิ่งหายเข้าไปในป่า…
เธอไม่ได้พูดต่อ
แต่ความหมายที่ละไว้ในฐานะความมุ่งร้ายนั้น กลับรัดรึงหัวใจของโม่หยิงเฉินราวกับงูพิษที่เย็นเยียบ
สายตาของคุณป้าอีชา เหลือบมองไปยังคู่สามีภรรยาคู่นั้นแวบหนึ่ง
ลึกเข้าไปในดวงตาที่ขุ่นมัว ปรากฏแววตาที่ซับซ้อนจนชวนให้ใจสั่น
หายไปงั้นเหรอ? โม่หยิงเฉินทวนคำสามคำนี้ น้ำเสียงราบเรียบไม่สื่ออารมณ์
ใช่จ้ะ หายไปแล้ว คุณป้าอีชาพยักหน้า
จากนั้นเธอก็หันมามองโม่หยิงเฉิน รอยยิ้มกลับมาดูเป็นกันเองอีกครั้ง
พวกเธอเองก็มาจากในเมืองเหมือนกัน ต้องเฝ้าบ้านให้ดีๆ นะ ที่นี่ตอนกลางคืนน่ะมันไม่ค่อยสงบเท่าไหร่
โม่หยิงเฉินไม่ได้ตอบรับ เขาหมุนตัวกลับ และสบเข้ากับสายตาของมู่ชิงเจวี๋ยที่เพิ่งเดินออกมาจากบ้านพอดี
ภายในดวงตาที่มักจะเย็นชาดุจน้ำแข็งคู่นั้น บัดนี้กลับคุกรุ่นไปด้วยไฟโทสะที่พยายามสะกดกลั้นเอาไว้
ทั้งสองคนไม่ได้พูดอะไรกัน เพียงแค่สบตากันแวบเดียว ก็รับรู้ได้ถึงความเย็นยะเยือกที่พุ่งพล่านอยู่ในใจของอีกฝ่าย
ข้อแลกเปลี่ยน…
ที่แท้นี่ก็คือสิ่งที่ผู้ใหญ่บ้านไคเซอร์เรียกว่าข้อแลกเปลี่ยนที่ เล็กน้อย สินะ
ใช้สิ่งที่สำคัญที่สุดของตัวเอง ไปแลกกับสัตว์ประหลาดที่ปนเปื้อนตนหนึ่ง
ใช้ชีวิตของเลือดเนื้อเชื้อไข ไปแลกกับสิ่งที่เรียกว่า ปาฏิหาริย์
เมื่อกลับมาในลานบ้าน เสียงร้องไห้โหยหวนของสองสามีภรรยายังคงลอดผ่านผนังไม้เข้ามาบาดหู
ความเงียบอันอึดอัดแผ่ซ่านระหว่างคนทั้งสอง
เนิ่นนานผ่านไป จนกระทั่งเสียงร้องไห้ด้านนอกเริ่มแผ่วเบาลง
คืนนี้ ฉันจะไปที่เขาเขียว เสียงของโม่หยิงเฉินแหบพร่า ราวกับแผ่นเหล็กขึ้นสนิมสองแผ่นเสียดสีกัน
ฉันจะไปด้วย มู่ชิงเจวี๋ยตอบกลับโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ราตรีกาลมืดมิดดุจน้ำหมึก
บนยอดเขาเขียว ลมหนาวพัดกรีดผิวราวกับใบมีด
โม่หยิงเฉินและมู่ชิงเจวี๋ยยืนเคียงข้างกันบนลานหินสีดำที่โล่งเตียน ใบหน้าเรียบเฉยดุจผิวน้ำ
ว่างเปล่า…
เทวาลัยอันพิลึกพิลั่นที่ผุดขึ้นมาจากดินเมื่อคืนนี้ บัดนี้ไม่หลงเหลือแม้แต่ร่องรอยการมีอยู่เลยสักนิด
เวลาผ่านไปนาทีแล้วนาทีเล่า
รอตั้งแต่พลบค่ำจนถึงเที่ยงคืน และรอจากเที่ยงคืนจนกระทั่งขอบฟ้าเริ่มรำไร
สิ่งก่อสร้างอันชั่วร้ายที่กลืนกินชีวิตเด็กน้อยหลังนั้น ก็ยังคงไม่ปรากฏออกมา
ดูเหมือนว่า การปรากฏตัวของมันต้องมีเงื่อนไขเฉพาะบางอย่าง หรือไม่ก็… ต้องมีเครื่องสังเวย
โม่หยิงเฉินพ่นลมหายใจออกมาเป็นไอสีขาว แววตาเต็มไปด้วยความผิดหวังและหงุดหงิดที่แทบจะล้นออกมา
ขืนรอต่อไปแบบนี้ ไม่ใช่ทางออกแน่
มู่ชิงเจวี๋ยพยักหน้า เสี้ยวหน้าอันเย็นชาดูซีดเซียวเล็กน้อยท่ามกลางแสงอรุณรำไร
ทั้งสองคนแบกความขุ่นมัวไว้เต็มอก หมุนตัวเดินลงเขาไป
เดินไปได้ไม่กี่ก้าว หางตาของโม่หยิงเฉินก็สังเกตเห็น ว่านางฟ้าตัวน้อยไอลีนยังคงลอยนิ่งอยู่ที่เดิม เธอเหม่อมองไปยังลานกว้างแห่งนั้นอย่างไร้จุดหมาย
ไปได้แล้ว มัวแต่เหม่ออะไรอยู่!