ระบบฝึกสัตว์: ตำนานราชาวานรข้ามจักรวาล - บทที่ 254 พิธีกรรมเทวโองการ?
ร่างกายของไอลีนสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เธอรีบบินตามมาด้วยความลนลาน
ทว่าภายในใจของเธอกลับเกิดพายุคลื่นยักษ์โหมกระหน่ำ
ที่นี่แหละ!
ไม่ผิดแน่!
ภูเขาที่ถูกสาปแช่งแห่งนี้ หมู่บ้านที่กลืนกินชีวิตผู้คนแห่งนี้ และนางฟ้าที่ถูกแปดเปื้อนพวกนี้…
ในที่สุดเธอก็สามารถนำเรื่องราวทั้งหมดนี้ ไปจับคู่กับ แฟ้มคดีหายนะต้องห้ามที่สุด ในประวัติศาสตร์ของสวรรค์ได้เสียที
หายนะครั้งนั้น ถูกขนานนามว่า—— ทรยศและไถ่บาป!
นั่นคือช่วงประวัติศาสตร์อันมืดมนที่แม้แต่เทพเจ้ายังต้องพิโรธ
และประวัติศาสตร์ช่วงนั้น ถึงขั้นถูกสลักไว้บนฝาผนังเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจของศาลพิพากษา
เธอ… ไอลีน... คิดไม่ถึงเลยว่าตัวเองจะได้เข้ามาสัมผัสกับมิติลับที่จำลองเหตุการณ์หายนะครั้งนั้นด้วยตัวเอง!
เมื่อนึกถึงภาพวาดตอนจบของหมู่บ้านแห่งนี้บนฝาผนัง…
หัวใจของไอลีนก็กระตุกวูบอย่างแรง
เธอมองไปยังแผ่นหลังของโม่หยิงเฉินและมู่ชิงเจวี๋ยที่อยู่เบื้องหน้า แล้วหันกลับไปมองหมู่บ้านเบื้องล่างที่กำลังหลับใหลอยู่ในม่านหมอกยามเช้าอีกครั้ง
ภายในดวงตาสีทองคู่นั้น เป็นครั้งแรกที่มีความโศกเศร้าและความรู้สึกไร้พลังอันลึกล้ำผุดขึ้นมา
ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า… บททดสอบที่พระองค์มอบให้ลูก มันช่างโหดร้ายเหลือเกินค่ะ…
ครึ่งเดือนต่อมา กลายเป็นวัฏจักรแห่งความทรมาน
โม่หยิงเฉินและมู่ชิงเจวี๋ยไม่ได้เลือกที่จะไปนั่งรอความตายบนเขาในยามดึกอีกต่อไป
ตอนกลางวัน พวกเขาแสร้งทำตัวเป็น คู่สามีภรรยาข้าวใหม่ปลามัน ที่รักกันปานจะกลืนกิน คอยปั้นหน้าคุยกับชาวบ้านเพื่อสืบหาเบาะแสที่อาจเป็นไปได้ทุกอย่าง
ส่วนตอนกลางคืน พวกเขาสลับกันขึ้นไปบนเขาเขียว ไม่ใช่เพื่อไปนั่งรอ แต่เพื่อสำรวจ
พวกเขาพยายามหาร่องรอยทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเทวาลัยหลังนั้น
ไม่ว่าจะเป็นร่องรอยของค่ายกลเวท ระลอกคลื่นพลังงาน หรือแม้แต่พืชพรรณที่ดูแปลกประหลาด
ทว่า… กลับคว้าน้ำเหลว
เทวาลัยหลังนั้นหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับไม่เคยมีอยู่จริง
ไร้ซึ่งหนทางที่จะสืบต่อ
ความรู้สึกแบบนี้ทำให้โม่หยิงเฉินหงุดหงิดถึงขีดสุด
เขามีพลังอำนาจมหาศาลพอจะทลายฟ้าดินได้ แต่กลับต้องมาถูกกักขังอยู่ในพื้นที่เล็กๆ แห่งนี้
เหมือนพยัคฆ์ร้ายที่ถูกขังอยู่ในร้านขายเครื่องลายคราม มีแรงแต่กลับใช้ไม่ได้
บ่ายวันหนึ่ง โม่หยิงเฉินนอนเอนหลังบนเก้าอี้โยกกลางลานบ้าน หลับตาพักผ่อน สมองประมวลผลหาทางทำลายสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้อย่างรวดเร็ว
เสียงดังเอี๊ยด… ประตูไม้ถูกผลักออกอย่างแรง
โม่หยิงเฉินลืมตาขึ้น ก็เห็นมู่ชิงเจวี๋ยเดินเข้ามา
ใบหน้าของเธอซีดเผือด เป็นสีหน้าที่ผสมผสานระหว่างความเย็นชาและความโกรธจัด
ภายในดวงตาอันใสกระจ่างคู่นั้น ราวกับมีเปลวเพลิงกำลังลุกโชน
ปัง!
ปึกกระดาษที่เต็มไปด้วยตัวอักษร ถูกเธอฟาดลงบนโต๊ะหินอย่างแรง
เธอคว้าเหยือกน้ำบนโต๊ะขึ้นมา แล้วกรอกน้ำเย็นเข้าปากโดยไม่สนภาพลักษณ์แม้แต่น้อย หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรงตามจังหวะการหายใจ
สืบรู้ความจริงหมดแล้ว
เสียงของเธอ ราวกับเค้นลอดผ่านไรฟันออกมา ทุกคำพูดแฝงไปด้วยไอเย็นที่เสียดแทง
หมู่บ้านแห่งนี้ ในรอบสิบปีที่ผ่านมา มีประชากรที่หายสาบสูญไปแบบระบุชื่อแซ่และตรวจสอบได้… ทั้งหมด…
เธอชะงักไปเล็กน้อย สายตาจ้องเขม็งไปที่โม่หยิงเฉิน
เจ็ดสิบคน!
ตู้ม!
ตัวเลขนี้ ราวกับสายฟ้าที่ฟาดเปรี้ยงลงกลางใจของโม่หยิงเฉิน
เขาดีดตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้โยก คว้าปึกกระดาษบนโต๊ะมาดูทันที
บนกระดาษมีชื่อเรียงรายอยู่อย่างหนาแน่น ด้านหลังมีการระบุอายุและวันที่หายตัวไป
มีตั้งแต่ทารกที่ยังไม่หย่านม เด็กน้อยที่กำลังหัดเดิน ไปจนถึงชาวบ้านวัยฉกรรจ์ หรือแม้แต่คนเฒ่าคนแก่ผมขาวโพลน
เบื้องหลังของทุกชื่อ ล้วนเป็นตัวแทนของพิธีกรรมสังเวยเลือดที่ถูกปกปิดเอาไว้ภายใต้คำว่า อุบัติเหตุ
นิ้วมือของโม่หยิงเฉินสั่นระริกเล็กน้อย
เขานึกถึงการกระทำของมู่ชิงเจวี๋ยตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมา
เธออาศัยจังหวะที่ไปนั่งคุยเล่นกับพวกแม่บ้านในหมู่บ้าน แลกเปลี่ยนสูตรอาหาร เพื่อตะล่อมถามข้อมูลการเปลี่ยนแปลงประชากรของแต่ละครัวเรือนอย่างแนบเนียน
เธอใช้ข้ออ้างที่ว่า คนเมืองอยากศึกษาประวัติศาสตร์หมู่บ้าน เพื่อไปพลิกดูบันทึกสำมะโนประชากรที่ฝุ่นจับหนาเตอะในโบสถ์ (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
เธอนำข้อมูลที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกันอย่าง หายสาบสูญเพราะอุบัติเหตุ, เข้าป่าล่าสัตว์แล้วไม่กลับมา, ไปทำงานต่างเมืองแล้วขาดการติดต่อ มาปะติดปะต่อ คัดกรอง และพิสูจน์ความจริงทีละนิดๆ
จนกระทั่งในที่สุด ก็สามารถรวบรวมรายชื่ออาบเลือดใบนี้ออกมาได้สำเร็จ
เจ็ดสิบคน…
โม่หยิงเฉินค่อยๆ พ่นลมหายใจออกมา วางกระดาษกลับลงบนโต๊ะ
เขานอนลงบนเก้าอี้โยกตามเดิม ยกมือขึ้นนวดขมับที่เริ่มจะปวดตุบๆ
เรื่องราว… ดำเนินไปในทิศทางที่เลวร้ายที่สุด และชัดเจนที่สุดแล้ว
เจ็ดสิบ...
ตัวเลขนี้มันพิเศษเกินไป
หมู่บ้านแห่งนี้ ถ้านับรวมพวกเขาสองคนเข้าไปด้วย ก็มีชาวบ้านทั้งหมดเจ็ดสิบเอ็ดหลังคาเรือนพอดี
นั่นหมายความว่า นอกจาก ผู้บุกรุก อย่างพวกเขาสองคนแล้ว ทุกครัวเรือนในหมู่บ้านนี้… มือล้วนเปื้อนเลือดทั้งสิ้น
หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ ทุกครัวเรือน... ล้วนเป็นผู้ร่วมสังเวย
ยิ่งไปกว่านั้น เสียงของมู่ชิงเจวี๋ยดังขึ้นอีกครั้ง ขัดจังหวะความคิดของโม่หยิงเฉิน
ตอนที่ฉันกลับมาเมื่อกี้ เห็นชาวบ้านกำลังพูดคุยกันถึงเรื่องหนึ่ง
ผู้ใหญ่บ้านไคเซอร์ จะจัด พิธีกรรมเทวโองการ ครั้งใหญ่ขึ้นที่ลานหน้าโบสถ์ในเย็นวันนี้
บอกว่า… จะขอรับคำชี้แนะจากเทพแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์ เพื่อปัดเป่า ฝันร้ายแห่งการหายสาบสูญ ที่ปกคลุมหมู่บ้านให้สิ้นซาก!
โม่หยิงเฉินลืมตาโพลง ประกายแสงคมกริบวาบผ่านดวงตา
ปัดเป่าฝันร้ายงั้นเหรอ?
เขาและมู่ชิงเจวี๋ยสบตากัน ทั้งคู่ต่างมองเห็นความเคร่งเครียดในดวงตาของอีกฝ่าย
ถ้าอย่างนั้น… งานนี้ก็พลาดไม่ได้ซะแล้วล่ะ
มุมปากของโม่หยิงเฉินยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา
คืนนี้แหละ คือเวลาที่ความลับทั้งหมดจะถูกเปิดโปง
ไม่ไกลนัก ไอลีนที่กำลังนั่งยู่บนหัวต้าเซิ่งพลางดึงขนลิงเล่นอย่างเหม่อลอย
พอได้ยินคำว่า พิธีกรรมเทวโองการ ร่างเล็กจ้อยของเธอก็แข็งทื่อไปทันที
เธอเงยหน้าขึ้นขวับ รูม่านตาสีทองหดเกร็งอย่างรุนแรง
พิธีกรรมเทวโองการ?
ในนามของคนทั้งหมู่บ้าน สวดภาวนาต่อเทพเจ้าอย่างนั้นเหรอ?
ภายในหัวของเธอ ภาพวาดบนฝาผนังที่ถูกทิ้งร้างไว้เนิ่นนานพลันชัดเจนขึ้นมาในพริบตา
ฉากสุดท้ายของภาพวาดนั้น ก็คือพิธีกรรมเทวโองการอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้แหละ
แต่นั่นไม่ใช่การสวดภาวนา…
มันคือการเก็บเกี่ยวครั้งสุดท้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด… เพื่อถวายแด่ เทพเจ้านอกรีต ต่างหาก!
ริมฝีปากของไอลีนสั่นระริกอย่างไร้เสียง
เธอมองดูมนุษย์สองคนในลานบ้านที่ยังไม่รู้ว่าหายนะกำลังจะมาถึงตัว ภายในใจมีเพียงความคิดเดียวเท่านั้น
คืนนี้…
หายนะ… กำลังจะระเบิดขึ้นแล้ว
ยามโพล้เพล้
ณ ลานกว้างใจกลางหมู่บ้าน เสียง เปรี๊ยะ จากคบไฟที่กำลังลุกไหม้ คือเสียงที่สร้างความอึกทึกเพียงหนึ่งเดียวในยามนี้
แสงไฟที่วูบวาบทอดเงาของชาวบ้านให้ดูบิดเบี้ยวผิดรูปอย่างพิลึกพิลั่น
โม่หยิงเฉินและมู่ชิงเจวี๋ยยืนปะปนอยู่ตรงขอบนอกของฝูงชน ดูไม่เข้ากับบรรยากาศอันบ้าคลั่งและแปลกประหลาดรอบตัวแม้แต่น้อย
ชาวบ้านมารวมตัวกันพร้อมหน้า บนใบหน้าของทุกคนแต่งแต้มด้วยความศรัทธาที่ดูเหมือนถูกถอดออกมาจากแม่พิมพ์เดียวกัน
ทว่าภายใต้ความศรัทธานั้น ลึกเข้าไปในดวงตา กลับเต็มไปด้วยความโลภ ความคาดหวัง และความบ้าคลั่งที่ยากจะสังเกตเห็น
ผู้ใหญ่บ้านไคเซอร์เดินตัวสั่นเทาขึ้นไปยังปะรำพิธีที่สร้างขึ้นจากหินชั่วคราว
ร่างกายที่แห้งเหี่ยวของเขาภายใต้แสงไฟดูค่อมลงกว่าปกติ
เขาขยับลำคอส่งเสียงออกมา น้ำเสียงของเขาผ่านการสั่นพ้องที่แปลกประหลาด ส่งต่อความชัดเจนไปทั่วทั้งลานกว้าง
พี่น้องชาวบ้านทุกท่าน!
หมู่บ้านเทพประทานของเรา นับแต่โบราณกาลมา คือผืนแผ่นดินที่ได้รับพรจากพระผู้เป็นเจ้า!
น้ำเสียงของไคเซอร์เปี่ยมไปด้วยพลังที่โน้มน้าวจิตใจผู้คน เขาอ้าแขนออกกว้าง ราวกับต้องการจะโอบกอดทุกคนเอาไว้
ทุกตารางนิ้วใต้ฝ่าเท้าของพวกเรา ล้วนเคยอาบแสงศักดิ์สิทธิ์มาแล้วทั้งสิ้น!
ในสายเลือดของพวกเราทุกคน ล้วนไหลเวียนไปด้วยความทรงจำแห่งความเมตตาของพระองค์! การมีอยู่ของนางฟ้าผู้พิทักษ์ และบันทึกการจุติของเทวโองการ คือข้อพิสูจน์ที่ดีที่สุด!
คำพูดของเขาทำให้ฝูงชนเกิดความวุ่นวายเล็กน้อย หลายคนดวงตาทอประกายความบ้าคลั่งรุนแรงยิ่งขึ้น