ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 134 ช่วยเหลือแม่ทัพเว่ย
บทที่ 134 ช่วยเหลือแม่ทัพเว่ย
ในขณะที่จางเมิ่งและคนอื่น ๆ กำลังบุกเข้าโจมตี หลี่เต้ากลับไม่ได้เข้าร่วมการโจมตีด้วย
เหตุผลหลักก็เพื่อฝึกฝนทหารใต้บังคับบัญชา เขาจึงไม่ควรแย่งความดีความชอบ
เขาเลือกที่จะถือธนูไม้เหล็กพันปีคอยยิงสังหารพวกเป่ยหมานที่มีพละกำลังเหนือกว่าทหารใต้บังคับบัญชาของเขาอยู่วงนอก
ตัวอย่างเช่น หากศัตรูระดับโฮ่วเทียนระดับสองปะทะกับจางเมิ่ง ซึ่งเป็นผู้ฝึกยุทธ์โฮ่วเทียนระดับสาม หลี่เต้าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว เพราะศัตรูระดับนี้จะช่วยกระตุ้นศักยภาพของจางเมิ่งได้ดียิ่งขึ้น
แต่หากศัตรูระดับโฮ่วเทียนระดับสองปะทะกับผู้ที่อยู่ในระดับโฮ่วเทียนระดับสี่ห้าหรือต่ำกว่านั้น เขาก็จะรีบยิงสังหารทันที เพราะความแตกต่างของพละกำลังมีมากเกินไป ไม่มีประโยชน์ในการฝึกฝน มีแต่จะเพิ่มการสูญเสียโดยเปล่าประโยชน์ เหมือนกับที่เขาได้กำจัดผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียนขั้นต้นของอีกฝ่ายไป
นอกจากนี้ เขายังพบว่าแม้จะสังหารได้ช้าลงในสถานการณ์เช่นนี้ แต่คะแนนคุณสมบัติก็ไม่ได้ลดน้อยลงแต่อย่างใด
สาเหตุหลักเป็นเพราะเขาสังหารทหารฝ่ายตรงข้ามที่มีคุณภาพสูง ทำให้ได้รับคะแนนคุณสมบัติมากกว่าทหารธรรมดา
และที่สำคัญที่สุดคือ เขารู้สึกว่าการเป็นมือธนูนั้น มีความสุขเหมือนได้เป็นมือสังหารในเงามืด!
คะแนนคุณสมบัตินั้นสำคัญ แต่ความสุขก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนอย่างเขาที่ไม่ได้พบเจอความสุขมานาน
“เก้าห้าสองเจ็ด!”
ขณะที่หลี่เต้ากำลังยิงธนูด้วยความสุขใจ จู่ ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังเข้ามาในหูของเขา
เก้าห้าสองเจ็ด!
เมื่อได้ยินตัวเลขนี้ ร่างของหลี่เต้าสั่นสะท้านโดยไม่รู้ตัว เกือบทำให้ลูกธนูในมือยิงพลาดเป้าไปแล้ว
เมื่อมองไปตามทิศทางที่มาของเสียง เขาเห็นเงาร่างที่ดูอเนจอนาถอยู่ในกรงขังแห่งหนึ่ง กำลังโบกมือเรียกเขาอย่างบ้าคลั่ง ปากก็ตะโกนไม่หยุด “เก้าห้าสองเจ็ด ทางนี้!”
หลังจากมองเห็นโฉมหน้าของเงาร่างนั้นชัดเจน หลี่เต้าก็ชะงักงัน เผลอเอ่ยออกไปว่า “หัวหน้าหลิว?”
ในตอนนี้ ในใจของเขามีเครื่องหมายคำถามใหญ่ ๆ ผุดขึ้นมา นั่นคือทำไมหลิวเหนิงถึงมาอยู่ที่นี่ และยังถูกทหารของเผ่าถ่ามู่จับเป็นเชลยอีก
ไม่นาน สายตาของเขาก็ถูกดึงดูดไปยังร่างที่อยู่ข้าง ๆ หลิวเหนิง “นั่นคือ…แม่ทัพเว่ยหรือ?”
ดูเหมือนเว่ยอวิ๋นจะสังเกตเห็นสายตาของหลี่เต้าจึงฝืนยิ้มออกมาอย่างเก้อเขิน
หลี่เต้ารีบกวาดตามองไปยังกรงขังอื่น ๆ และพบว่ามีใบหน้าคุ้นเคยที่เคยเห็นในค่ายเว่ยอู่อยู่หลายคน
เห็นได้ชัดว่าค่ายเว่ยอู่ถูกพวกเป่ยหมานเหล่านี้จับตัวได้ทั้งหมด ทำให้เขาไม่รู้จะพูดอะไรดีในตอนนี้
จะว่าค่ายเว่ยอู่โชคร้ายก็คงจะใช่ ดูเหมือนตั้งแต่ที่เขาอยู่ในค่ายเว่ยอู่ที่นั่นก็เริ่มโชคร้ายต่อเนื่อง เกือบจะถูกทำลายยับเยินไปครั้งหนึ่งแล้ว และตอนนี้ก็ดูเหมือนจะเกิดขึ้นอีกครั้ง
แต่จะว่าค่ายเว่ยอู่โชคดีก็โชคดีจริง ๆ
แม้จะถูกจับมาถึงดินแดนของเผ่าถ่ามู่แล้ว แต่ก็ยังได้พบกับเขาโดยบังเอิญที่นี่
หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอะไรผิดพลาดไปเพียงนิด คงไม่มีการพบกันโดยบังเอิญเช่นนี้
หลี่เต้ายกธนูไม้เหล็กขึ้นสังหารพวกเป่ยหมานที่อยู่ข้างกรงขังของเว่ยอวิ๋นไปหลายคน แล้วควบม้าตรงเข้าไป
เคร้ง!
หลี่เต้าถือดาบเหล็กทมิฬที่เว่ยอวิ๋นมอบให้ ฟันกรงขังแตกกระจาย
เมื่อเห็นสภาพอันยับเยินของทั้งสองคน เขาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบา ๆ พลางเอ่ยว่า “แม่ทัพเว่ย หัวหน้าหลิว นานจริง ๆ ที่ไม่ได้พบกัน”
เว่ยอวิ๋นมุมปากกระตุกด้วยความเก้อเขิน
ตรงกันข้ามกับหลิวเหนิงที่ไม่ได้สุภาพเช่นนั้น ด้วยเหตุที่เขาเป็นคนที่สนิทสนมกับหลี่เต้ามาตั้งแต่แรก
“เก้าห้าสองเจ็ด เป็นเจ้าจริง ๆ ด้วย ตอนที่ข้าเห็นเจ้าเมื่อครู่ ข้าแทบคิดว่าตัวเองกำลังฝันไป” หลิวเหนิงเอ่ยด้วยสีหน้าสะท้อนใจ
หลี่เต้ายิ้มบาง ๆ “ข้าก็เช่นกัน ไม่คิดเลยว่าจะได้พบพวกท่านที่นี่”
“ฮ่า ๆๆ” หลิวเหนิงเกาศีรษะพลางหัวเราะพูดอย่างอดไม่ได้ “บางทีนี่อาจเป็นวาสนาระหว่างพวกเราก็เป็นได้”
“แค่ก แค่ก!” ในตอนนั้น เว่ยอวิ๋นที่อยู่ด้านข้างก็ไอออกมาอย่างรุนแรงอีกครั้ง
เสียงหัวเราะของหลิวเหนิงหยุดชะงักลงในทันที เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเว่ยอวิ๋นยังมีอาการบาดเจ็บสาหัส จึงรีบเอ่ยขึ้นว่า “เก้าห้าสองเจ็ด แม่ทัพเว่ยบาดเจ็บสาหัสมาก เจ้าช่วยรักษาเขาได้หรือไม่?”
หลังจากไอออกมาครั้งนี้ เว่ยอวิ๋นที่ยังพอมีเรี่ยวแรงอยู่บ้างก็ทรุดลงในทันที ราวกับได้สะสางภาระในใจเสร็จสิ้น เขาหมดสติไป ลมหายใจเริ่มอ่อนแรงลงอย่างรวดเร็ว ดูท่าทางก่อนหน้านี้คล้ายเป็นอาการแสงริบหรี่ก่อนไฟดับ
และบัดนี้เวลาก็ล่วงเลยมาถึงจุดที่เขาควรจะจากไปแล้ว
“ข้าขอดูก่อน” หลี่เต้าลงจากม้าเดินมาตรวจดูอาการของเว่ยอวิ๋น
ช่วงที่ผ่านมาในค่ายทหาร นอกจากศึกษาตำราลับแล้ว เขายังได้อ่านตำราแพทย์บ้าง เพราะการจะดัดแปลงตำราลับนั้น นอกจากต้องเข้าใจตำราลับประเภทต่าง ๆ แล้ว ยังต้องเข้าใจร่างกายมนุษย์ด้วย
ถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่อาจเรียกได้ว่าเชี่ยวชาญวิชาแพทย์ แต่การตรวจร่างกายเบื้องต้นนั้นเขาก็ทำได้
เมื่อจับชีพจรของเว่ยอวิ๋นเขาก็ตรวจพบปัญหาในร่างกายของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว “อวัยวะภายในได้รับความเสียหาย พลังปราณและเลือดเสื่อมสภาพ ลมปราณแห่งชีวิตสูญสิ้น”
หลี่เต้าพึมพำ พูดง่าย ๆ คือเว่ยอวิ๋นกำลังอยู่ในภาวะวิกฤต อาจสิ้นใจเมื่อใดก็ได้
หลิวเหนิงถามอย่างร้อนใจ “ช่วยได้หรือไม่?”
หลี่เต้ามองดูเว่ยอวิ๋นที่กำลังจะสิ้นใจ ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “ตอนนี้ข้าก็ได้แต่ลองดู”
เมื่อพูดจบ เขาก็หยิบน้ำเต้าออกมาจากเอวแล้วเปิดออก กลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยฟุ้งออกมา
ภายในน้ำเต้านี้ไม่ใช่สิ่งอื่นใด แต่เป็นน้ำที่ผสมเลือดวิเศษ
ที่มีของสิ่งนี้ติดตัวอยู่ในตอนนี้ เพราะเขาพบว่าแม้จะผ่านการเปลี่ยนแปลงมาแล้ว เลือดวิเศษก็ยังคงมีผลต่อเสี่ยวเฮยและไป๋เฉี่ยน สามารถช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพวกมันได้ ดังนั้นจึงพกติดตัวเอาไว้บ้างเล็กน้อย
ด้วยอาการบาดเจ็บของเว่ยอวิ๋นในตอนนี้ ก็คงมีเพียงการลองเลือดวิเศษเท่านั้น
หลี่เต้าบีบปากเว่ยอวิ๋นแล้วเทน้ำที่ผสมเลือดวิเศษเข้าไป
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์น่าอึดอัดก็เกิดขึ้น เพราะเว่ยอวิ๋นอ่อนแรงมากในตอนนี้ ถึงขั้นไม่สามารถกลืนได้แล้ว
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลี่เต้าจึงส่งน้ำเต้าที่บรรจุยาวิเศษให้หลิวเหนิงที่อยู่ข้าง ๆ โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย “ฝากท่านแล้ว ให้เขาดื่มมันลงไป”
พูดจบ เขาก็กระโดดขึ้นหลังม้าอีกครั้ง เพื่อไปจัดการกับทหารเผ่าถ่ามู่ที่อยู่รอบ ๆ
หลิวเหนิงถือน้ำเต้าพลางก้มมองดูเว่ยอวิ๋นที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย เขากลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว ในใจเต็มไปด้วยความไม่เต็มใจ แต่ก็รู้ว่าตอนนี้ไม่อาจรีรอได้
เอาวะ! หลิวเหนิงกัดฟันแน่น ก่อนจะดื่มยาวิเศษเข้าไปอึกหนึ่งแล้วก้มหน้าลง
ขณะนั้น หลี่เต้าที่ยืนอยู่ไม่ไกลนักเห็นภาพนี้แล้วส่ายหน้าก่อนจะหันไปทางอื่น เพราะภาพตรงหน้านั้นช่างขัดตาเหลือเกิน
ส่วนเหล่าทหารที่ถูกขังอยู่ในกรงเดียวกับหลิวเหนิงและเว่ยอวิ๋นต่างก็จ้องมองภาพตรงหน้าจนตาค้าง
แม้จะรู้ว่าเป็นการป้อนยา แต่ภาพนี้ก็ยังคงสร้างความสะเทือนใจไม่น้อย
เนื่องจากมีหลี่เต้านักธนูแม่นยำอยู่ในที่นี้ พวกทหารเผ่าถ่ามู่ที่คุมตัวเชลยจึงไม่กล้าก่อความวุ่นวายมากนัก
ผู้ที่ได้รับการปรับแต่งด้วยเลือดวิเศษทุกคนล้วนสามารถสังหารศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าได้ แม้จะยากลำบาก แต่สุดท้ายก็ทำสำเร็จ
เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป ในขบวนเหลือเพียงคนของหลี่เต้าเท่านั้น ทุกคนเปื้อนเลือดและหอบหายใจอย่างหนัก
เมื่อเผชิญหน้ากับกองทัพประจำการของเผ่าถ่ามู่ การต่อสู้ครั้งนี้นับเป็นศึกที่ยากลำบากที่สุดนับตั้งแต่พวกเขาย่างเท้าเข้าสู่ทุ่งหญ้าของพวกเป่ยหมาน
ตึง!
จู่ ๆ ทหารนายหนึ่งก็ล้มลงกับพื้น ตามด้วยทหารคนอื่น ๆ ที่ทยอยล้มลงทีละคน
พวกเขาล้วนหมดแรงหรือไม่ก็บาดเจ็บ
เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนั้น หลี่เต้าจึงออกคำสั่งทันที “หยุดพักและช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ”
ผู้ที่ยังมีเรี่ยวแรงเหลืออยู่รีบลงมือช่วยเหลือทันที เริ่มทำแผลให้กับทหารที่บาดเจ็บ
ด้วยการปรับปรุงร่างกายด้วยเลือดวิเศษทำให้ความสามารถในการฟื้นฟูของเหล่าทหารเพิ่มขึ้นอย่างมาก พละกำลังก็แข็งแกร่งขึ้นด้วย
ด้วยเหตุนี้ อาการเจียนตายก็กลายเป็นบาดเจ็บสาหัส บาดเจ็บสาหัสก็กลายเป็นบาดเจ็บเล็กน้อย บาดเจ็บเล็กน้อยก็เท่ากับไม่เป็นอะไรแล้ว
สุดท้ายแล้ว ตราบใดที่ไม่ตายคาที่ แทบจะช่วยชีวิตได้ทั้งหมด
ในขณะที่กำลังช่วยเหลือพวกพ้องอยู่นั้น เสวียปิงก็จัดการให้คนบางส่วนไปช่วยเหลือทหารค่ายเว่ยอู่ที่ถูกขังอยู่ในกรงด้วย
หลังจากที่หลิวเหนิงป้อนยาให้เว่ยอวิ๋นเสร็จ หลี่เต้าจึงเดินเข้าไปถาม “แม่ทัพเว่ยเป็นอย่างไรบ้าง?”
หลิวเหนิงมองด้วยสายตาตัดพ้อไปที่หลี่เต้าแวบหนึ่ง “ดูท่าตอนนี้น่าจะรอดแล้ว”
หลี่เต้ายังคงสีหน้าเรียบเฉย ไม่สนใจสายตาของหลิวเหนิงแม้แต่น้อย กล่าวตรง ๆ ว่า “เช่นนั้นก็ดีแล้ว”
พูดจบ เขาก็หยิบน้ำเต้าที่วางอยู่ข้าง ๆ
ในเวลานั้นเอง เสี่ยวเฮยก็วิ่งเข้ามาจากด้านข้าง หลี่เต้ามองดูพบว่าเสี่ยวเฮยทั้งตัวเปื้อนเลือด มีบาดแผลตามร่างกายหลายแห่ง ดวงตาทั้งคู่ยังคงมีแววดุร้ายที่ยังไม่จางหายไปจนหมด
“มาที่นี่สิ ดื่มยาบำรุงร่างกายหน่อย” เสี่ยวเฮยได้ยินเสียงเรียกก็เดินเข้ามาใกล้ หลี่เต้ายื่นน้ำเต้าให้
ภายใต้สายตางุนงงของหลิวเหนิง เสี่ยวเฮยคาบปากน้ำเต้าแล้วดื่มยาวิเศษในนั้นจนหมด
“เก้าห้าสองเจ็ด ยาของเจ้านี่…”
หลิวเหนิงเคยเห็นความมหัศจรรย์ของยาวิเศษมาก่อน แม้แต่คนที่เหลือลมหายใจเฮือกสุดท้ายยังช่วยกลับมาได้ แต่นี่เขากลับเอาไปให้หมากิน?
หลี่เต้าตอบอย่างไม่ใส่ใจ “เป็นอะไรหรือ? ยานี่เตรียมไว้ให้มันอยู่แล้ว”
หลิวเหนิงยิ่งงงกว่าเดิม พูดตรง ๆ ว่า “ยาดีขนาดนี้ เจ้าให้มันกินหรือ?”
หลี่เต้าสงสัย “มีปัญหาอะไรหรือ?”
หลิวเหนิง “…”
เขาจะพูดอะไรได้ เขามีสิทธิ์อะไรไปพูด ได้แต่มองเสี่ยวเฮยที่อยู่ข้าง ๆ ด้วยความอิจฉา
เวลาผ่านไปจนถึงยามค่ำ หลี่เต้าสั่งให้ทุกคนตั้งค่ายพักแรมในที่นั้นเลย
หลังจากจัดการเรียบร้อยสักพัก รวมถึงผู้คนจากค่ายเว่ยอู่ที่ช่วยมาได้ ทุกคนก็ได้ที่พักกันหมด
เสวียปิงเดินเข้ามาจากด้านข้าง รายงานด้วยความตื่นเต้นยินดี “หัวหน้า ครั้งนี้พวกเราไม่มีผู้ใดเสียชีวิต เพียงแต่มีผู้บาดเจ็บสาหัสอยู่บ้าง แต่น่าจะรอดชีวิตกันทั้งหมด”
“อืม ดีแล้ว”
“อีกอย่างหนึ่ง พวกเราพบแผนที่นี้จากร่างของแม่ทัพของพวกมัน ก่อนที่หัวหน้าจะลงมือสังหาร” เสวียปิงหยิบแผนที่หนังสัตว์ที่พับทบกันหลายชั้นส่งให้
“หืม?” หลี่เต้ารับแผนที่หนังสัตว์มาด้วยความสนใจ พอคลี่ออกดูก็ต้องชะงักไป
เพราะแผนที่นี้ไม่ใช่แผนที่ธรรมดา แต่เป็นแผนที่ที่ระบุตำแหน่งค่ายใหญ่ถาวรจำนวนมากของเผ่าถ่ามู่
แม้ว่าค่ายส่วนใหญ่ของเผ่าถ่ามู่จะเป็นค่ายเร่ร่อนที่เคลื่อนย้ายไปทั่วทุ่งหญ้า แต่พวกเขาก็มีค่ายถาวรและเมืองเช่นกัน มิเช่นนั้นการเร่ร่อนเพียงอย่างเดียวคงไม่อาจกลายเป็นชนเผ่าใหญ่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการรวมตัวกันสถาปนาอาณาจักรเป่ยหมานขึ้นมา
หลี่เต้ามองดูตำแหน่งต่าง ๆ ที่ถูกทำเครื่องหมายไว้บนแผนที่ ทันใดนั้นมุมปากของเขาก็ยกยิ้มขึ้นอย่างพึงใจ