ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 135 หากไม่ได้มาครอบครอง ก็ขอเข้าร่วม
บทที่ 135 หากไม่ได้มาครอบครอง ก็ขอเข้าร่วม
“แค่ก แค่ก!” ท่ามกลางเสียงไอ เว่ยอวิ๋นค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างงัวเงีย เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ ความเจ็บปวดบนร่างกายของเขาหายไปแล้ว กลับกลายเป็นความรู้สึกสบายแทน
“ท่านแม่ทัพ ในที่สุดท่านก็ตื่นแล้ว” เมื่อเห็นเว่ยอวิ๋นตื่นขึ้น หลิวเหนิงที่เพิ่งยกน้ำมาก็รีบวิ่งเข้ามาหา
“หลิวเหนิง?” เว่ยอวิ๋นหรี่ตาขมวดคิ้วพลางเอ่ย “หรือว่าเจ้าก็ตายแล้วเช่นกัน?”
หลิวเหนิงอึ้งไป หลังจากได้สติก็ยิ้มขื่นพลางกล่าว “ท่านแม่ทัพ ท่านคงจะงัวเงียจากการนอนกระมัง พวกเราถูกช่วยไว้ ท่านลืมไปแล้วหรือ ยังไม่ได้ตายหรอก”
“ไม่ตาย? เป็นไปได้อย่างไร!” เว่ยอวิ๋นนึกทบทวนในหัวสักครู่ จู่ ๆ ก็สะดุ้งโหยง ลุกขึ้นมาดูร่างกายตัวเอง เห็นบาดแผลที่เคยเป็นหนองบนร่างกายกลายเป็นแผลเป็นแล้ว
เมื่อตรวจสอบต่อที่ตันเถียน ก็พบว่าตันเถียนที่เคยได้รับความเสียหายก็หายเป็นปกติอย่างน่าอัศจรรย์ เพียงแค่คิด พลังปราณแท้ในตันเถียนก็สามารถหมุนเวียนได้
“หลี่เต้า! เป็นหลี่เต้าใช่หรือไม่?” เว่ยอวิ๋นดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ จึงเงยหน้าขึ้นถามทันที
“อืม เป็นเก้าห้า… เป็นหลี่เต้าที่ช่วยพวกเราไว้” หลิวเหนิงเกือบจะเอ่ยรหัสเก่าของหลี่เต้าออกมา แต่นึกขึ้นได้ว่ารหัสค่ายนักโทษประหารนั้นไม่เป็นมงคล จึงรีบเปลี่ยนเป็นชื่อแทน
เมื่อได้ยินดังนั้น เว่ยอวิ๋นจึงพึมพำกับตัวเอง “เป็นเรื่องจริงหรือ?! ข้าเกือบคิดว่าเป็นความฝันเสียแล้ว”
ทันใดนั้น เขาก็พูดด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยว “บัดซบ ไม่รู้ว่าสุนัขตัวไหนมาขโมยลูกน้องของข้าไป”
ก่อนหน้านี้เขาพยายามจะดึงหลี่เต้ามาอยู่ใต้บังคับบัญชาของตน แต่สุดท้ายกลับวิ่งไปอยู่กับคนอื่นเสียได้ มันต่างอะไรกับการที่หญิงของตนหนีไปกับชายอื่น
“หลิวเหนิงพาข้าไปพบเขาที” เว่ยอวิ๋นเอ่ยขึ้นอย่างกะทันหัน
“แต่ว่า ท่านแม่ทัพ บาดแผลของท่าน…”
เว่ยอวิ๋นมองบาดแผลบนร่างตัวเอง แล้วเอ่ยขึ้น “หลี่เต้านั่นมีฝีมือจริง ๆ ฆ่าคนได้อย่างคล่องแคล่ว ตอนนี้ยังรักษาคนได้อีกด้วย”
เขาดึงผ้าพันแผลบนร่างออกอย่างไม่ใส่ใจ “บาดแผลบนร่างไม่เป็นไร แต่บาดแผลในใจสิมีปัญหา พาข้าไปเถอะ”
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลิวเหนิงจึงได้แต่พยุงเว่ยอวิ๋นไป
…
ข้าง ๆ กองไฟ หลี่เต้ากำลังใช้ผ้าผืนหนึ่งเช็ดทำความสะอาดง้าวมังกรทมิฬอย่างตั้งใจ
ในฐานะที่เป็นอาวุธที่จะติดตามเขาไปอีกยาวไกล จึงต้องดูแลรักษาเป็นอย่างดี
ส่วนเสี่ยวเฮยที่นอนอยู่ข้าง ๆ กำลังจ้องมองเนื้อย่างบนกองไฟไม่วางตา พร้อมทั้งสูดดมกลิ่นเป็นระยะ
ทันใดนั้น เสี่ยวเฮยก็ยกขาหน้าขึ้น ดวงตาสีเหลืองวาวของมันจ้องมองไปทางด้านข้าง
หลี่เต้ามองตามสายตาของเสี่ยวเฮยไป พบว่าหลิวเหนิงกำลังพยุงเว่ยอวิ๋นเดินมาทีละก้าว
ทั้งสองเดินมาถึงตอไม้ฝั่งตรงข้ามเขา จากนั้นเว่ยอวิ๋นก็ทิ้งตัวลงนั่ง
“หลี่เต้า เจ้าได้ช่วยชีวิตข้าอีกครั้ง ข้าขอบใจเจ้ามาก” เว่ยอวิ๋นเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึมทันทีที่เห็นหลี่เต้า
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เต้าจึงวางง้าวมังกรทมิฬลง แล้วนั่งรอฟังคำพูดต่อไปอย่างเงียบ ๆ
ในชั่วขณะถัดมา สีหน้าเคร่งขรึมของเว่ยอวิ๋นก็เปลี่ยนเป็นน้อยใจ ก่อนจะเอ่ยด้วยความขุ่นเคือง “แต่เจ้าช่างไร้คุณธรรมเสียจริง ก่อนหน้านี้บอกว่าจะมาสมัครเป็นทหารกับข้า แต่สุดท้ายเจ้ากลับหนีไปอยู่กับผู้อื่น”
หลี่เต้า “…”
คราวนี้เป็นตาเขาที่รู้สึกอึดอัด เขาคิดไม่ถึงเลยว่าเว่ยอวิ๋นจะพูดเรื่องนี้ทันทีที่พบหน้ากัน
ขณะที่เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง เว่ยอวิ๋นก็กลับมามีท่าทีเป็นปกติ แล้วกล่าวยิ้ม ๆ ว่า “เอาเถอะ ข้าแค่พูดเล่นกับเจ้า เจ้าช่วยชีวิตข้าไว้ถึงสองครั้ง ข้าจะไปโทษเจ้าได้อย่างไร”
พูดจบ เขาก็เอ่ยถามด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็น “ว่าแต่ สุดท้ายแล้วใครกันที่แย่งตัวเจ้าไป ลองบอกข้ามาเถอะ ข้าอาจจะรู้จักเขา”
“จ้าวถ่ง รู้จักหรือไม่?”
“จ้าวถ่งรึ?” เว่ยอวิ๋นชะงักไป “ค่ายหวงซา? ค่ายอันธพาลน่ะหรือ?”
“ใช่”
เว่ยอวิ๋นขมวดคิ้วพลางกล่าว “ไม่ถูกแล้ว ด้วยความสามารถของเจ้า หากต้องการเข้าร่วมกองทัพก็ไม่น่าจะถูกส่งไปที่หวงซา อย่างน้อยก็ต้องได้เข้าค่ายทหารชั้นยอดสิ”
หลี่เต้าไม่ได้อธิบาย เพียงแต่เล่าประสบการณ์ที่ผ่านมาของตนให้ฟัง
หนึ่งก้านธูปผ่านไป
“อะไรนะ? มีคนจงใจกลั่นแกล้งเจ้า?” หลังจากฟังจบสีหน้าของเว่ยอวิ๋นก็เปลี่ยนไปทั้งหมด
ทหารที่เขาอยากจะรับเข้ามาอยู่ในอ้อมอก กลับถูกผู้อื่นโยนทิ้งไว้ในค่ายอันธพาลเสียได้
“บัดซบ!! หากข้ารู้ว่าเป็นฝีมือใคร ข้าจะสับมันให้เละเลย” เว่ยอวิ๋นพูดไปพูดมาจนดวงตาแดงก่ำ
“เจ้าไม่เอาแต่ข้าเอา! หากไม่ต้องการเขา ก็ให้อยู่ค่ายเว่ยอู่ของพวกเราสิ ให้ไปอยู่ที่อื่นทำไม?!”
ยิ่งคิดเว่ยอวิ๋นก็ยิ่งโมโห หากเป็นคนที่เก่งกว่าเขาแย่งตัวหลี่เต้าไป เขาก็คงไม่ว่าอะไร เพราะคนย่อมมุ่งสู่ที่สูง น้ำย่อมไหลลงที่ต่ำ ไม่มีใครผิดในเรื่องนี้
แต่การที่ถูกค่ายอันธพาลแย่งไป ทำให้เขารู้สึกไม่ยอมรับอย่างยิ่ง
ทันใดนั้น เขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้ รีบเงยหน้าขึ้นพูดว่า “ข้ารู้ว่าระหว่างค่ายสามารถแลกเปลี่ยนคนกันได้ หลี่เต้าเจ้าว่าอย่างไร ให้ข้าหาคนมาแลกเจ้ากลับมาดีหรือไม่?”
หลี่เต้าส่ายหน้า “ไม่เป็นไรแล้ว ค่ายหวงซาเหมาะกับข้า ไม่ต้องลำบากถึงเพียงนั้น”
พอได้ยินคำพูดนี้ เว่ยอวิ๋นรู้สึกเจ็บแปลบในใจ
หลิวเหนิงที่อยู่ข้าง ๆ เห็นท่านแม่ทัพเป็นแบบนี้ก็อดปลอบไม่ได้ “ท่านแม่ทัพอย่าเสียใจไปเลย แต่ละคนย่อมมีเส้นทางของตน ไม่อาจบังคับใครได้”
เว่ยอวิ๋นอดพูดไม่ได้ว่า “แต่จริง ๆ แล้วข้าไม่อยากปล่อยเขาไปเลย”
โดยเฉพาะเมื่อนึกว่าหลี่เต้าเป็นคนมีความสามารถที่เขาขุดค้นมาด้วยตัวเอง แต่กลับถูกคนอื่นแย่งไป เขายิ่งรู้สึกทุกข์ใจ
“ไม่อยากปล่อย?” หลิวเหนิงพูดอย่างจนปัญญา “ถึงไม่อยากปล่อยแล้วจะทำอย่างไรได้ หลี่เต้าเขามีเส้นทางของเขาแล้ว เว้นแต่ว่าพวกเราจะเข้าร่วมกับพวกเขา แต่นั่นคงเป็นไปไม่ได้…”
“ช้าก่อน!” หลิวเหนิงกำลังจะพูดอะไรต่อ แต่ถูกเว่ยอวิ๋นขัดจังหวะขึ้นมาทันที
เขาเงยหน้าขึ้นถามว่า “ลองพูดสิ่งที่เจ้าเพิ่งพูดเมื่อครู่อีกครั้ง”
หลิวเหนิงชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วพูดอย่างซื่อตรงว่า “ถึงไม่อยากปล่อยแล้วจะทำอย่างไรได้ หลี่เต้าเขามีเส้นทางของเขาแล้ว…”
“ไม่ใช่ประโยคนั้น ประโยคถัดไป”
“เว้นแต่ว่าพวกเราจะเข้าร่วมกับพวกเขา…” พูดจบ สีหน้าของหลิวเหนิงก็เปลี่ยนไป รีบพูดว่า “รอก่อนท่านแม่ทัพ ท่านคงไม่ได้คิดจะ…”
“มีอะไรที่ทำไม่ได้หรือ?” เว่ยอวิ๋นย้อนถาม
“เอ่อ…” หลิวเหนิงไม่รู้จะพูดอย่างไร ถึงอย่างไรเขาก็เป็นแค่หัวหน้ากองร้อย สุดท้ายจึงได้แต่พูดว่า “ท่านเป็นถึงแม่ทัพใหญ่แห่งกองพัน ส่วนหลี่เต้าเขาเป็นแค่หัวหน้าหมู่เท่านั้น เช่นนี้จะเหมาะสมหรือ?”
“มีอะไรที่ไม่เหมาะสมกัน” เว่ยอวิ๋นมองไปรอบ ๆ ที่ผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งมีบาดแผลและความเหนื่อยล้าที่กำลังหลับใหลอยู่ พึมพำว่า “เป็นแม่ทัพใหญ่แห่งกองพันจะมีค่าอะไร มีแต่ปล่อยให้ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องเสียสละไปเปล่า ๆ ตกเป็นเชลยศึกของศัตรู แต่ตัวข้าเองกลับไม่มีปัญญาจะช่วยอะไรได้”
“แต่หลี่เต้าเล่า แม้จะเป็นเพียงหัวหน้าหมู่ แต่กลับสามารถนำผู้คนควบม้าท่องไปทั่วทุ่งหญ้าของชาวเป่ยหมาน ทั้งยังมีความสามารถปกป้องผู้ใต้บังคับบัญชาได้อีกด้วย”
“แท้จริงแล้วเป็นเพราะข้าไม่เหมาะสม หรือว่าเขาไม่เหมาะสมกันแน่?”
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ หลิวเหนิงก็พลันเงียบไป
ใช่แล้ว ตัวเขามีสิทธิ์อะไรมาดูถูกหัวหน้าหมู่
ไม่สิ!
เขาดูถูกหัวหน้าหมู่ได้ แต่หากหัวหน้าหมู่ผู้นั้นคือหลี่เต้า…
หลิวเหนิงเงยหน้าขึ้นมองไปทางเว่ยอวิ๋นกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ท่านแม่ทัพ ท่านตัดสินใจเถิด”
เว่ยอวิ๋นครุ่นคิดเป็นครั้งสุดท้าย ในใจก็ได้ตัดสินใจแล้ว แต่พอเพิ่งจะเงยหน้าขึ้นจะพูดอะไรบางอย่าง ก็พบว่าหลี่เต้ากำลังมองเขาด้วยสีหน้าขบขัน
เขาถึงได้นึกขึ้นมาได้ว่าตนเองกับหลิวเหนิงกำลังพูดคุยกันต่อหน้าเจ้าตัว
“แม่ทัพเว่ย ท่านคิดจะพาผู้คนจากค่ายเว่ยอู่มาเข้าร่วมกับพวกเราหรือ?” หลี่เต้าถามตรง ๆ ทันที
“ไม่ใช่”
“หืม?” ดูเหมือนเว่ยอวิ๋นจะกลัวว่าหลี่เต้าจะเข้าใจผิด จึงรีบพูดต่อว่า “ไม่ใช่เข้าร่วมกับพวกเจ้า แต่เป็นการเข้าร่วมกับเจ้า”
หลี่เต้าเลิกคิ้วขึ้น แต่ไม่ได้ตอบอะไร
เว่ยอวิ๋นพูดต่อว่า “เจ้าอยู่ใต้บังคับบัญชาของจ้าวถ่ง หากการเข้าร่วมกับพวกเจ้าหมายถึงการอยู่ใต้บังคับบัญชาของเขา ข้าย่อมไม่ยอม จ้าวถ่งกับข้าอยู่ในระดับเดียวกัน เขายังไม่มีคุณสมบัติมากพอจะบัญชาข้า ส่วนข้าพาผู้ใต้บังคับบัญชาที่เหลือจากค่ายเว่ยอู่มา ก็เพียงต้องการติดตามตัวเจ้าคนเดียวเท่านั้น”
พูดถึงตรงนี้ เขามองทหารที่เดินผ่านไปมารอบ ๆ แล้วกล่าวเสียงเบาว่า “แม้ข้าจะไม่มีความสามารถมากนัก แต่สายตาข้าไม่เลว มิเช่นนั้นคงไม่สามารถมองออกถึงคนมีฝีมือเช่นเจ้า ด้วยความสามารถของเจ้า คงทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเหล่านี้ยอมรับเจ้าจากใจแล้วกระมัง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เต้าอดไม่ได้ที่จะปรบมือ “สมแล้วที่เป็นแม่ทัพเว่ย”
เว่ยอวิ๋นพูดตรง ๆ ว่า “เจ้าบอกมาเถิดว่าต้องการหรือไม่?”
หลี่เต้ายิ้มบาง ๆ พูดตรง ๆ ว่า “ต้องการสิ จะไม่ต้องการได้อย่างไร”
“ไม่ว่าอย่างไร ก็ต้องให้เกียรติแม่ทัพเว่ยอยู่ดี”
เว่ยอวิ๋นส่ายหน้าพลางกล่าว “เมื่อเลือกที่จะติดตามเจ้าแล้ว เจ้าไม่ต้องเรียกข้าว่าแม่ทัพเว่ยอีก เรียกข้าว่าเว่ยอวิ๋นก็พอ ข้าเห็นคนพวกนี้เรียกเจ้าว่าหัวหน้า ต่อไปข้าก็จะเรียกเจ้าว่าหัวหน้าเช่นกัน”