ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 136 จะจริงหรือไม่ ลองดูก็รู้
บทที่ 136 จะจริงหรือไม่ ลองดูก็รู้
“ไม่ต้องถึงเพียงนั้นหรอก”
“ต้องเรียกสิ ในกองทัพไม่มีเรื่องอายุ ใครกำปั้นแข็งแกร่งคนนั้นก็เป็นหัวหน้า หากข้าเรียกชื่อเจ้าตรง ๆ เจ้าคงทนไม่ได้ และคนใต้บังคับบัญชาของเจ้าก็คงทนไม่ได้เช่นกัน เจ้าอย่าทำให้ข้าลำบากใจเลย”
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลี่เต้าก็ไม่พูดอะไรอีก
เว่ยอวิ๋นมองไปยังหลิวเหนิงที่ยังคงยืนเหม่ออยู่ข้าง ๆ จึงตบหลังศีรษะเขาทีหนึ่ง “ยังยืนเหม่ออยู่ทำไม รีบเรียกหัวหน้าคนใหม่สิ”
“อ้อ ๆๆ” หลิวเหนิงได้สติกลับมาแล้วรีบกล่าว “หัวหน้า”
ขณะมองหลี่เต้าในหัวของเขาอดนึกย้อนถึงตอนที่พบกันครั้งแรกไม่ได้
ตอนนั้นเขาเป็นถึงหัวหน้าผู้สูงศักดิ์ ส่วนหลี่เต้าเป็นเพียงนักโทษประหารในคุก
แต่เวลาผ่านไปไม่นาน ทั้งสองก็พลิกผันสถานะกัน จนต้องมาเรียกอีกฝ่ายว่าหัวหน้า
แน่นอนว่าในใจเขาไม่ได้รู้สึกขัดเคืองแต่อย่างใด เพียงแค่หวนนึกถึงอดีต จึงรู้สึกสะท้อนใจเท่านั้น
ในตอนนั้น หลี่เต้าพลันหยิบถังน้ำออกมาจากด้านหลัง วางไว้ตรงกลางระหว่างทั้งสามคน
“นี่คือ…” เว่ยอวิ๋นมีสีหน้าสงสัย
ก่อนที่หลี่เต้าจะได้พูด หลิวเหนิงที่อยู่ข้าง ๆ ย่นจมูกเล็กน้อย เมื่อได้กลิ่นยาที่คุ้นเคย เขาก็เอ่ยขึ้นด้วยความดีใจ “หัวหน้า นี่คือยาที่ท่านเก็บไว้ในน้ำเต้าใช่หรือไม่?”
“อืม ทั้งหมดนี่แหละ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลิวเหนิงก็รีบดึงแขนเว่ยอวิ๋นที่อยู่ข้าง ๆ พลางกล่าว “ท่านแม่ทัพ… เอ่อ ตอนนี้ต้องเรียกท่านว่าพี่เว่ย พี่เว่ย ยานี้เป็นของดีนะ”
จากนั้น หลิวเหนิงก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับเว่ยอวิ๋นให้ฟังทั้งหมด
ไม่รู้ว่าเพราะพูดเร็วเกินไปหรืออย่างไร หลิวเหนิงถึงได้เผลอพูดเรื่องที่ตนป้อนยาออกมาด้วย
“เดี๋ยวก่อน เมื่อครู่เจ้าบอกว่าใช้อะไรป้อนยาให้ข้านะ”
“ก็ใช้ปากไงจะเป็นอะไรไป พูดตามตรงนะพี่เว่ย เรื่องนี้ท่านต้องขอบคุณข้านะ ข้ายังไม่เคยจูบสตรีที่ไหนมาก่อนเลย จูบแรกก็ให้ท่านไปแล้ว ถือว่าท่านได้กำไรนะ”
ขณะที่พูดเช่นนั้น หลิวเหนิงไม่ทันสังเกตว่าสีหน้าของเว่ยอวิ๋นที่อยู่ข้าง ๆ เปลี่ยนจากแดงเป็นขาว จากขาวเป็นดำ จากดำเป็นเขียว
“หลิวเหนิง!” เว่ยอวิ๋นพลันลุกพรวดขึ้นมา ไม่สนใจบาดแผลบนร่างกาย โกรธจนถีบหลิวเหนิงกระเด็นออกไป
หลังจากนั้น เว่ยอวิ๋นก็เอาแต่เช็ดปากพลางถ่มน้ำลายไม่หยุด ราวกับว่าการทำเช่นนี้จะช่วยชำระล้างความบริสุทธิ์ของตนกลับคืนมาได้
ส่วนหลิวเหนิงลุกขึ้นจากพื้นด้วยสีหน้าน้อยใจ ราวกับเป็นคนที่ถูกทอดทิ้ง
หลี่เต้าพูดเย้าแหย่จากด้านข้าง “เอาล่ะ อย่าได้โทษหลิวเหนิงเลย ควรขอบคุณเขาด้วยซ้ำ หากไม่ใช่เพราะเขา ท่านจะรอดหรือไม่ก็ยังไม่รู้เลย”
สีหน้าของเว่ยอวิ๋นยังคงดำมืด โดยเฉพาะเมื่อเห็นใบหน้ากลมแป้นของหลิวเหนิงก็รู้สึกปั่นป่วนในท้อง อดไม่ได้ที่จะพูดอย่างฉุนเฉียว “ไม่ใช่ว่าข้าจะโทษเขา ถ้าเปลี่ยนเป็นคนที่รักความสะอาด แม้จะเป็นบุรุษก็ยังพอทน แต่ใครจะไปรู้ว่าหลิวเหนิงผู้นี้ขึ้นชื่อเรื่องไม่ชอบแปรงฟัน ข้าทำใจไม่ได้จริง ๆ”
หลี่เต้าชะงัก ที่แท้ก็เป็นเพราะเหตุนี้
ก็ได้ เหตุผลนี้ฟังขึ้น ถ้าเป็นตัวเขาเองก็คงทนไม่ได้เหมือนกัน
แต่อย่างไรก็ช่วยชีวิตตนเอาไว้ เว่ยอวิ๋นจ้องตาหลิวเหนิงแล้วก็ไม่คิดจะถือสาอีก เขาหันไปมองถังน้ำตรงหน้าแล้วถามว่า “ของสิ่งนี้วิเศษสมดังที่หลิวเหนิงกล่าวจริงหรือ?”
“ท่านก็ลองมาแล้วไม่ใช่หรือ?”
“ข้าแค่รู้สึกประหลาดใจ”
ในฐานะผู้ใช้ เว่ยอวิ๋นย่อมรู้ถึงประสิทธิภาพ แม้แต่ตันเถียนที่เสียหายยังสามารถซ่อมแซมได้ สมควรเรียกว่ายาวิเศษแล้ว
อย่างน้อยตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาก็ไม่เคยได้ยินว่ามียาใดที่สามารถรักษาตันเถียนของเขาได้เร็วถึงเพียงนี้
จากนั้นเขาก็ถามอีกว่า “แล้วเหตุใดเจ้าจึงให้ยาข้ามากมายเช่นนี้”
“หรือว่าจะให้ทหารที่บาดเจ็บดื่ม? ไม่ใช่ว่าข้าไม่เป็นห่วงผู้ใต้บังคับบัญชาของข้า เพียงแต่บาดแผลของพวกเขาสามารถหายได้เอง การดื่มยานี้จะไม่เป็นการสิ้นเปลืองเกินไปหรือ?”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เต้าจึงค่อย ๆ อธิบายสรรพคุณของยาวิเศษในถังนี้อย่างละเอียด
“เจ้าพูดจริงหรือ?” ครู่ต่อมาเว่ยอวิ๋นจ้องมองถังน้ำตรงหน้าด้วยความตะลึง
“จะจริงหรือไม่ ลองดูก็รู้”
ทันใดนั้น เว่ยอวิ๋นเงยหน้าขึ้นมองหน้าหลี่เต้าอย่างเฉียบขาด “ของสิ่งนี้เจ้าเตรียมไว้ล่วงหน้า นั่นหมายความว่าเจ้ามีแผนการกับค่ายเว่ยอู่มาตั้งแต่แรกแล้วใช่หรือไม่?”
หลี่เต้ายักไหล่ ใบหน้ามีรอยยิ้มจาง ๆ แต่ไม่พูดอะไร
ดูเหมือนไม่ได้พูดอะไร แต่ก็เหมือนพูดทุกอย่างแล้ว
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า เว่ยอวิ๋นรู้สึกท้อแท้ในใจ พูดอย่างจนใจ “ข้าถูกเจ้าวางแผนอีกแล้ว”
หลี่เต้าหัวเราะเบา ๆ “ไม่ใช่ข้าวางแผน แต่พวกท่านไม่มีทางเลือกอื่นแล้วต่างหาก”
เว่ยอวิ๋นกล่าว “ข้ายอมแพ้เจ้าแล้ว ข้าไม่ได้มองเจ้าผิด เจ้าเก่งกว่าข้าจริง ๆ และเหมาะสมกับการนำทัพมากกว่าข้า”
หลี่เต้า “ข้าก็ยอมรับท่าน ท่านดูคนแม่นจริง ๆ”
เว่ยอวิ๋น “…”
เว่ยอวิ๋นถือถังน้ำที่บรรจุยาวิเศษเดินไปเตะหลิวเหนิงหนึ่งที “ถือไว้ แล้วตามข้ามา”
หลังจากยัดถังน้ำใส่มือหลิวเหนิงเขาก็เดินตรงไปยังที่พักของเหล่าทหาร
…
เช้าวันรุ่งขึ้น
ทุกคนตื่นจากความเหนื่อยล้า โดยเฉพาะทหารของค่ายเว่ยอู่ที่ถูกจับเป็นเชลย
พวกเขาไม่ได้นอนหลับสบายใจเช่นนี้มานานแล้ว บางคนถึงกับหลับตั้งแต่กลางวันเมื่อวานจนถึงตอนนี้
ปัจจุบันอาการบาดเจ็บของผู้คนจากค่ายเว่ยอู่ส่วนใหญ่หายดีเกือบหมดแล้ว
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเมื่อคืนกลางดึก เว่ยอวิ๋นปลุกพวกเขาทีละคนเพื่อป้อนยาวิเศษ
ในขณะนี้ สายตาของคนเหล่านี้ที่มองไปยังหลี่เต้าเต็มไปด้วยความกตัญญู
หลังจากที่เว่ยอวิ๋นอธิบาย พวกเขากก็เข้าใจว่าหลี่เต้าเป็นผู้ช่วยชีวิตพวกเขา อีกทั้งยังมอบยาวิเศษที่ช่วยรักษาอาการบาดเจ็บและเพิ่มพลังให้พวกเขาด้วย
เว่ยอวิ๋นมองดูผู้ใต้บังคับบัญชาพลางเอ่ยเสียงทุ้มว่า “ยังรออะไรกันอยู่ ลืมสิ่งที่ข้าบอกพวกเจ้าเมื่อคืนแล้วหรือ?”
“หัวหน้า!” เมื่อได้ยินดังนั้น เหล่าทหารจากค่ายเว่ยอู่ก็มองไปที่หลี่เต้าพร้อมเปล่งเสียงพร้อมกัน
เห็นได้ชัดว่าเว่ยอวิ๋นได้บอกการตัดสินใจของตนให้พวกเขารู้พร้อมกับการให้ยาวิเศษ
“อืม” หลี่เต้าพยักหน้า
ด้วยคนเหล่านี้ กองกำลังในมือเขาก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น และนับว่าเป็นความก้าวหน้าในการงานอยู่บ้าง
อีกทั้งยังคงเป็นเช่นที่กล่าวไว้ เพราะด้วยเหตุผลของเลือดวิเศษ เขาจึงไม่ต้องกังวลว่าผู้คนที่ตนบ่มเพาะอย่างใส่ใจจะหายไปในภายหลัง
ตราบใดที่มีเลือดวิเศษ ต่อให้ในอนาคตหลังจากกลับจากทุ่งหญ้าชนเผ่าเป่ยหมานแล้วกองกำลังถูกแยกออกจากกัน ในอนาคตก็จะต้องรวมตัวกันอีกครั้งด้วยเหตุผลของเลือดวิเศษอย่างแน่นอน
เว่ยอวิ๋นหันหน้ามาถามว่า “หัวหน้า แผนต่อไปของพวกเราคืออะไร? จะกลับไปหรือยังคงอยู่ที่ทุ่งหญ้าชนเผ่าเป่ยหมานต่อ?”
หลี่เต้าหันไปถามว่า “เว่ยอวิ๋น เจ้ารู้หรือไม่ว่าก่อนหน้านี้กองกำลังชนเผ่าเป่ยหมานเตรียมจะพาพวกเจ้าไปที่ใด?”
หลิวเหนิงยกมือขึ้นกะทันหันพลางกล่าวว่า “หัวหน้า ข้ารู้”
“อืม? งั้นเจ้าว่ามา”
“ตอนที่ข้าถูกขังอยู่ในกรง ข้าได้ยินพวกมันสองคนพูดว่าจะส่งพวกเราไปยังสถานที่ที่เรียกว่าเมืองบาป”
“เมืองบาป!” เว่ยอวิ๋นแสดงสีหน้าตกตะลึง
เมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้น หลี่เต้าจึงถามว่า “เว่ยอวิ๋น เจ้ารู้จักเมืองบาปนี้หรือ?”
เว่ยอวิ๋นพยักหน้า “รู้อยู่บ้าง ตามที่ข้าเข้าใจ เมืองบาปไม่ได้หมายถึงเมืองใดเมืองหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เป็นชื่อเรียกรวมของเมืองประเภทหนึ่ง”
“ในชนเผ่าเป่ยหมานแทบทุกเผ่าใหญ่ล้วนมีเมืองที่เรียกว่าเมืองบาป”
“สาเหตุที่เมืองบาปมีชื่อเสียงก็เพราะในเมืองเต็มไปด้วยความชั่วร้าย”
“เมืองบาป พวกเจ้าอาจจะไม่ค่อยเข้าใจ แต่หากพูดถึงตลาดค้าทาส พวกเจ้าน่าจะเข้าใจ”
หลี่เต้าขมวดคิ้ว “เจ้าหมายความว่าเมืองบาปก็คือสถานที่ที่เผ่าถ่ามู่ใช้ค้าทาสอย่างนั้นหรือ?”
“ก็ประมาณนั้น”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เต้าลูบคาง จู่ ๆ ก็มีความคิดแวบเข้ามาในสมอง จึงตัดสินใจว่า “เมื่อพวกเรายังไม่แน่ใจว่าจะไปที่ใด งั้นพวกเราก็ไปเมืองบาปที่ว่านี่กันเถอะ”
“ไปเมืองบาปหรือ?” เว่ยอวิ๋นขมวดคิ้วกล่าวว่า “เมืองบาปถือเป็นสถานที่สำคัญสำหรับเผ่าใหญ่ทั่วไป อีกทั้งระหว่างทางอาจพบเจอชาวเป่ยหมานสัญจรไปมามากมาย หากพวกเราบุกฆ่าไปตลอดทาง อีกฝ่ายก็จะวิเคราะห์เป้าหมายของพวกเราได้แน่ ซึ่งจะก่อปัญหาใหญ่อย่างแน่นอน”
“ใครบอกว่าพวกเราจะบุกฆ่าไปเล่า”
“แล้วจะทำอย่างไร…”
เว่ยอวิ๋นพูดได้เพียงครึ่งประโยค จู่ ๆ ก็พบว่าสายตาของหลี่เต้ามองไปด้านข้าง
เห็นเพียงศพของพวกเป่ยหมานที่ตายเมื่อวานถูกกองทิ้งไว้บนพื้นที่ว่างด้านข้าง
ในตอนนี้ หลี่เต้าก้าวไปข้างหน้าตบบ่าเว่ยอวิ๋นพลางกล่าวตรง ๆ ว่า “คงต้องรบกวนพี่เว่ยกับคนอื่น ๆ แสร้งเป็นเชลยต่อไปอีกสักพัก”
เว่ยอวิ๋น “???”