ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 146 การตัดสินใจของเซินเหลย พบตู้อวี้อีกครั้ง
- Home
- ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ
- บทที่ 146 การตัดสินใจของเซินเหลย พบตู้อวี้อีกครั้ง
บทที่ 146 การตัดสินใจของเซินเหลย พบตู้อวี้อีกครั้ง
เซินเหลยกระทืบเท้าลงหนึ่งที พลังปราณในร่างพลุ่งพล่าน ร่างลอยจากพื้นพุ่งขึ้นไปด้านบนจวนเจ้าเมือง
เขามองออกไปปราดหนึ่ง เห็นแสงไฟลุกโชนอยู่ทั่วเมืองบาป ยังได้ยินเสียงร้องตะโกนของผู้คนแว่วมาเป็นระยะ
“บัดซบ! เกิดเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร”
เซินเหลยกลับลงมาที่พื้น สีหน้ายิ่งมืดครึ้มกว่าเดิม
เจ้าเมืองเพิ่งจากไปไม่นาน เมืองบาปที่อยู่ภายใต้การปกครองของเขาก็เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น คิดดูก็รู้ว่าเมื่อเจ้าเมืองกลับมาจะจัดการกับเขาอย่างไร
โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ตอนนี้เรื่องยังไม่ได้รับการแก้ไข สถานการณ์รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
“ไม่ถูก พวกทาสไร้ค่าพวกนั้นไม่มีทางก่อเรื่องใหญ่โตได้ขนาดนี้ เรื่องนี้ต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่” เซินเหลยขมวดคิ้ว
แม้จะรู้เช่นนั้น แต่เรื่องเร่งด่วนในตอนนี้คือต้องจัดการกับพวกทาสที่ก่อความวุ่นวายเหล่านี้ก่อน
ทันใดนั้น เสียงอึกทึกภายนอกก็ดังขึ้น ดูเหมือนจะมีทาสบางคนบุกเข้ามาในจวนเจ้าเมืองได้สำเร็จ
เมื่อตระหนักถึงสถานการณ์ทั้งหมด เซินเหลยรีบกลับเข้าห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว หยิบกระบองหมาป่าอาวุธประจำกายของตน ใบหน้าเคร่งขรึมเดินมุ่งหน้าไปยังลานด้านหน้า
ผ่านไปไม่กี่อึดใจ ลานด้านหน้าจวนเจ้าเมืองเต็มไปด้วยศพทาสมากมาย กระบองหมาป่าในมือของเซินเหลยเองก็เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดสดของเหล่าทาส
“ผู้ดูแล!”
“ขอรับ!”
“พาคนบางส่วนออกจากจวนไปกับข้า”
“ท่านรองเจ้าเมือง ในเมืองวุ่นวายไปหมด พวกเราจะไปจัดการที่ใดขอรับ?”
“ใครบอกว่าข้าจะไปจัดการ”
ผู้ดูแลชะงักงัน สีหน้างุนงง ด้านนอกเกิดความวุ่นวายใหญ่โตเช่นนี้ จะไม่จัดการได้อย่างไร
“ตามข้าไปที่ประตูเมือง” เซินเหลยแบกกระบองหมาป่า มองกองศพทาสพลางเอ่ยเสียงเย็นชา “พวกที่ไม่กลัวตายเหล่านี้มีเพียงส่วนน้อย ทาสส่วนใหญ่ต้องพยายามหนีออกไปแน่ ตอนนี้ในเมืองวุ่นวายเกินกว่าจะจัดการได้แล้ว สู้ไปดักรอที่ประตูเมืองเสียเลย เมื่อถึงเวลานั้น จะจัดการพวกมันอย่างไรก็ทำได้ตามใจ”
ผู้ดูแลชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแสดงสีหน้ายินดี “สมแล้วที่เป็นท่านรองเจ้าเมือง ช่างมองทะลุจุดอ่อนของพวกมันได้อย่างแม่นยำ”
“ฮึ!” เซินเหลยแค่นเสียงเย็นชาออกมา หันไปมองผู้ดูแลพลางเอ่ยเสียงเย็น “ต่อไปนี้หากเจ้าเมืองไม่อยู่ เมื่อพบข้าให้เรียกข้าว่าเจ้าเมืองโดยตรง หากครั้งหน้าเจ้าพูดผิดอีก ก็จงตัดลิ้นตัวเองซะ”
ผู้ดูแลเหงื่อแตกพลั่ก รีบพยักหน้าหงึก ๆ
“เอาล่ะ พาคนไปกับข้าเดี๋ยวนี้”
…
ในเวลาเดียวกัน
เมื่อเวลาผ่านไป ไม่มียอดฝีมือใดมาอีก หลังจากยิงธนูในมือจนหมด หลี่เต้าก็หยิบง้าวมังกรทมิฬออกมาเดินท่องไปตามถนนในเมืองบาป
เมื่อเจอกับผู้คนในเมืองบาป นอกจากทาสแล้ว ที่เหลือเขาก็ฆ่าทุกคนทิ้ง
คนที่อาศัยอยู่ในสถานที่เช่นนี้ นอกจากทาสแล้วไม่มีผู้บริสุทธิ์เลยสักคน ล้วนเป็นคนที่สมควรตาย
ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่ส่วนใหญ่เป็นชาวเป่ยหมาน แม้จะมีชาวต้าเฉียนอยู่บ้าง แต่ก็เป็นพวกคนเหลืองนอกขาวในที่มีกายเป็นชาวต้าเฉียน แต่ใจเป็นชาวเป่ยหมาน ฆ่าไปก็ไม่ถือว่าผิด
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม
หลังจากที่หลี่เต้าสังหารชาวเป่ยหมานที่ไม่รู้เรื่องตายไปหลายคน จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าวุ่นวายดังมาจากปลายถนน
เมื่อหันไปมอง ก็เห็นทาสจำนวนมากในชุดขาดวิ่นกำลังวิ่งมาทางที่เขายืนอยู่ พวกทาสเหล่านี้ถืออาวุธนานาชนิด ดวงตาเต็มไปด้วยแววอาฆาต
แต่แววตาอาฆาตเหล่านั้นไม่ได้มุ่งมาที่หลี่เต้าหากแต่มุ่งไปที่คนที่พวกเขาไล่ล่าอยู่
หลี่เต้ามองด้วยความสงสัยใคร่รู้ว่าใครกันที่สามารถทำให้ทาสมากมายออกมาไล่ล่าได้ พอมองไปก็พบว่าเป็นคนคุ้นหน้า
เมื่อเห็นร่างอ้วนท้วนร่างหนึ่งกำลังวิ่งหนีไปข้างหน้าภายใต้การคุ้มครองขององครักษ์ห้านาย
คนผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นตู้อวี้ รองประมุขสมาคมค้าทาสนั่นเอง
หลี่เต้าเข้าใจในทันทีว่าทำไมทาสมากมายถึงได้ออกมาไล่ล่าคนผู้นี้ ในฐานะพ่อค้าทาสที่ใหญ่ที่สุดในเมืองบาป เขาคงเป็นที่เกลียดชังอย่างที่สุดในสายตาของพวกทาส
อีกด้านหนึ่ง ตู้อวี้กำลังตกใจและสับสน เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องเผชิญกับการไล่ล่าของทาสกลุ่มใหญ่ในยามดึกดื่นเช่นนี้
หากไม่ใช่เพราะองครักษ์รีบปลุกเขาจากเตียง บางทีเขาอาจตายไปแล้วก็ได้
“แฮ่ก” ตู้อวี้วิ่งหอบแฮ่ก ๆ รู้สึกงุนงงว่าเหตุใดพวกทาสถึงแหกคุกออกมาได้
แต่ยามนี้เขาไม่มีเวลามาคิดเรื่องพวกนี้ ในหัวมีเพียงความคิดเดียว
นั่นก็คือต้องวิ่งไปขอความช่วยเหลือที่จวนเจ้าเมือง รอจนถึงที่นั่นและแน่ใจว่าปลอดภัยแล้ว ค่อยจัดการกับพวกหมูที่กล้าก่อกบฏพวกนี้ทีหลัง
“ท่านตู้ ข้างหน้ามีคนขอรับ”
ทันใดนั้น เสียงระแวดระวังขององครักษ์คนหนึ่งก็ดังขึ้น
ตู้อวี้ตกใจกลัวว่าจะมีพวกทาสมาดักรออยู่ข้างหน้า แต่พอเงยหน้าขึ้นมองก็ต้องชะงักไป
จากนั้นเขาก็เผยสีหน้ายินดียิ่ง ร้องบอกองครักษ์ว่า “รีบวิ่งไปข้างหน้าเร็ว ข้ารู้จักแม่ทัพท่านนั้น”
เขาตะโกนแต่ไกลว่า “แม่ทัพเซินถานช่วยด้วย!”
เนื่องจากก่อนหน้านี้เขาได้เห็นการปะทะด้านพลังระหว่างหลี่เต้ากับเซินเหลยมาด้วยตาตนเอง ดังนั้นในใจเขาคิดว่าแม่ทัพเซินถานเป็นคนที่เก่งกาจมาก
หากเขายอมลงมือช่วยเหลือ พวกทาสที่ไล่ตามหลังมาก็ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลแต่อย่างใด
เนื่องจากหลี่เต้ายืนนิ่งอยู่กับที่ ตู้อวี้จึงพาองครักษ์วิ่งมาถึงเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว
“ท่านแม่ทัพ!” ตู้อวี้หอบหายใจและกล่าวด้วยความยินดี
หลี่เต้าได้ยินดังนั้น ก็ยิ้มบาง ๆ “ท่านตู้ เหตุใดท่านจึงดูทุลักทุเลเช่นนี้?”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายสนทนากับตนอย่างใจเย็น ตู้อวี้คิดว่าตนปลอดภัยแล้ว จึงเอ่ยตอบ “ท่านแม่ทัพ ข้าไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น แต่จู่ ๆ พวกทาสก็ก่อจลาจล”
หลังจากนั้น เขาก็มองคราบเลือดบนง้าวมังกรทมิฬ “ท่านแม่ทัพก็ถูกพวกทาสรุมเช่นกันหรือ”
“เจอพวกไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเข้ามาชนเข้า” หลี่เต้าพยักหน้า
ในเวลาเดียวกัน พวกทาสที่ไล่ตามก็มาถึงเบื้องหน้าพวกเขาอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นทุกคนยืนนิ่งไม่ขยับ พวกทาสก็ค่อย ๆ ชะลอฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว เพราะความผิดปกติของอีกฝ่าย พวกเขาจึงไม่กล้าเคลื่อนไหวอย่างรีบร้อน
ในทางกลับกัน ตู้อวี้เห็นว่าตนได้พบที่พึ่งแล้ว “ท่านแม่ทัพ รบกวนท่านช่วยสังหารพวกทาสเหล่านี้ให้ข้าด้วย หลังจากนี้ข้าจะตอบแทนท่านอย่างงาม”
“อ้อ?” เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เต้าจึงถามว่า “ตอบแทนอย่างไร”
ตู้อวี้เห็นว่าเรื่องนี้พอจะเจรจาได้ จึงพูดขึ้นอีก “อะไรก็ได้ ขอเพียงท่านยอมช่วย”
“จริงหรือ”
“จริง!”
“ถ้าเช่นนั้นก็ดีเลย ท่านตู้มีสิ่งหนึ่งที่ข้าต้องการพอดี”
“อะไรหรือ?”
“ชีวิตของเจ้า”
ก่อนที่ตู้อวี้จะทันได้ตอบสนอง หลี่เต้าก็ยื่นมือออกไป
เสียงกรอบแกรบดังขึ้นหลายครั้ง ความเจ็บปวดรุนแรงแล่นไปทั่วร่างของตู้อวี้ เมื่อก้มมอง ก็พบว่าแขนขาทั้งสี่ของตนบิดเบี้ยวผิดรูป
“ท่านตู้!”
เมื่อเห็นภาพนั้น องครักษ์ที่อยู่ข้าง ๆ หลายคนก็ทนนิ่งไม่ไหว
แต่แล้วง้าวมังกรทมิฬก็กวัดแกว่งผ่าน ศีรษะมนุษย์ห้าศีรษะลอยขึ้นกลางอากาศ
[ฆ่าศัตรูห้าคน ได้รับคุณสมบัติ: 4.12]
ตุบ!
ตู้อวี้แขนขาบิดเบี้ยวล้มลงกับพื้น มองดูองครักษ์ที่ตายไป กัดฟัน ทนความเจ็บปวดพลางถามด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย
“ท่านแม่ทัพ เหตุใดท่านจึงทำเช่นนี้!”
หลี่เต้าย่อตัวลงพลางยิ้มบาง ๆ “ท่านตู้ ท่านคิดว่าเหตุใดเมืองบาป จู่ ๆ ถึงได้เป็นเช่นนี้เล่า”
สีหน้าของตู้อวี้แข็งค้าง จากนั้นดวงตาก็ฉายแววตกตะลึง “เป็นเจ้า!”
ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงงุนงง “แล้วเจ้าทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไรกัน”
“เพื่ออะไรงั้นรึ” หลี่เต้ายิ้มบาง ๆ “ง่ายมาก เพราะข้าคือชาวต้าเฉียน”
ม่านตาของตู้อวี้ขยายกว้างแล้วหดเล็กลงฉับพลัน
“แล้วทหารต้าเฉียนที่เจ้าคุมตัวมาเล่า!?”
“แค่การแสดงละคร เพื่อจะได้รู้สถานการณ์ภายในเมืองบาปจากเจ้าเท่านั้น”
“พวกเจ้ากล้าดีอย่างไร!?”
ตู้อวี้ยังคงไม่อยากเชื่อในสิ่งที่หลี่เต้าพูด เพราะอีกฝ่ายมีคนแค่ นั้น กลับกล้าก่อความวุ่นวายในเมืองบาป
นี่เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ของชนเผ่าเป่ยหมาน