ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 174 เสียการป้องกัน
บทที่ 174 เสียการป้องกัน
เมื่อแม่ทัพมองเห็นข้าศึกที่กำลังรุกคืบเข้ามาใกล้ทางด้านล่าง เขารู้ดีว่าไม่อาจปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปเช่นนี้ได้
เนื่องจากข้าศึกบุกมาอย่างกะทันหัน ทำให้ด่านฟู่เฟิงไม่สามารถระดมกำลังพลได้ทันท่วงที ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามยังไม่ได้เริ่มบุกเข้าโจมตีอย่างเต็มกำลัง พวกเขาจำเป็นต้องหาทุกวิถีทางเพื่อสกัดกั้นไม่ให้ศัตรูปีนขึ้นกำแพงเมือง
เขาหันไปมองผู้ช่วยแล้วออกคำสั่งว่า “แจ้งทุกคนให้เตรียมอุปกรณ์ป้องกันเมืองให้พร้อม ต้องไม่ยอมให้ข้าศึกบุกขึ้นกำแพงเมืองเด็ดขาด”
หากเปรียบเทียบกำลังรบของทั้งสองฝ่ายในตอนนี้ หากเผลอเปิดโอกาสให้ฝ่ายตรงข้าม ด่านฟู่เฟิงอาจถูกตีแตกได้ในเวลาอันรวดเร็ว
ในเวลาเดียวกัน
ณ จุดหนึ่งห่างจากด่านฟู่เฟิงหนึ่งพันจั้ง
แม่ทัพใหญ่ทั้งสามนายจากกองทัพพันธมิตรสามเผ่ามารวมตัวกัน
เซินเหล่ยแม่ทัพจากเผ่าถ่ามู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเสียดาย “หากหิมะตกต่ออีกสักวันคงจะดี พวกเราทั้งสามเผ่าจะได้ขุดอุโมงค์ไปถึงใต้ด่านฟู่เฟิงเลย”
เลี่ยชิงแม่ทัพจากเผ่าเลี่ยหั่วที่อยู่ข้าง ๆ กล่าวต่อ “ไม่เป็นไร แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว คงถึงเวลาที่ราชวงศ์ต้าเฉียนจะเริ่มตื่นตระหนกแล้ว”
“พอเถอะ” จินโม่จากเผ่าลั่วอวิ๋นตัดบทการสนทนาของทั้งสองคน “ตอนนี้อย่าเสียเวลาถกเรื่องพวกนี้เลย เป่าแตรให้สัญญาณกองทัพบุกโจมตีเลยดีกว่า ฉวยโอกาสนี้ยึดด่านฟู่เฟิงให้ได้ในคราวเดียว”
เมื่อได้ยินดังนั้น เซินเหล่ยจึงพยักหน้ารับ
เขาล้วงเขาสัตว์ออกมาจากอกเสื้อ มองไปยังกองทัพในที่ไกลแล้วเป่าอย่างแรง
ไม่นานเสียงเขาสัตว์อันเป็นสัญญาณการโจมตีของกองทัพพันธมิตรสามเผ่าก็ดังก้องไปทั่วนอกด่านฟู่เฟิง
ในชั่วพริบตาต่อมา กองทัพที่เดิมเคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้าก็พุ่งทะยานขึ้นทันที
เมื่อแม่ทัพแห่งต้าเฉียนที่อยู่บนกำแพงเมืองได้ยินเสียงเขาสัตว์ก็สีหน้าเปลี่ยนไปในทันที
เขาเห็นพวกศัตรูด้านล่างเริ่มวางบันไดเชือกเพื่อปีนกำแพงเมือง จึงออกคำสั่งทันทีว่า “ยิงธนู อย่าให้พวกมันมีโอกาสปีนขึ้นมา”
แต่ไม่นานหลังจากที่ทั้งสองฝ่ายเริ่มปะทะกัน ทุกคนบนกำแพงเมืองก็พบความจริงอันน่าสะพรึงกลัว
ข้าศึกปรากฏตัวอย่างกะทันหันและมีการเตรียมพร้อมอย่างดี ด้วยกำลังพลเพียงเท่านี้พวกเขาไม่อาจต้านทานการโจมตีอันต่อเนื่องของข้าศึกได้
เมื่อมองดูสถานการณ์ตรงหน้า แม่ทัพก็เข้าใจปัญหาหลายอย่างกระจ่างแจ้ง
อย่างเช่น ข้าศึกต้องรู้เวลาผลัดเปลี่ยนเวรยามบนกำแพงเมืองของพวกเขาแน่นอน ดังนั้นพวกมันจึงเลือกโจมตีในตอนที่ทหารรักษาการณ์ชุดนี้เหนื่อยล้าที่สุด ซึ่งเป็นช่วงที่กำลังป้องกันของพวกเขาอ่อนแอที่สุด
ทหารหลายนายถึงกับง้างธนูไม่ออกเพราะนิ้วแข็งเกร็งจากความหนาว ในสภาพเช่นนี้แค่ปกป้องตัวเองก็ยากแล้ว แล้วจะป้องกันไม่ให้ข้าศึกบุกเข้าเมืองได้อย่างไร
ผลสุดท้ายคือ ก่อนที่กำลังเสริมในด่านจะมาถึง ข้าศึกก็ปีนบันไดเชือกขึ้นมาบนกำแพงเมืองได้แล้ว
ไม่ถึงเวลาจุดธูปหมดก้าน
ผู้คนที่อยู่ในด่านฟู่เฟิงทั้งหมดก็มาถึงกำแพงเมือง แต่ดูเหมือนพวกเขาจะมาช้าเกินไปเสียแล้ว
เมื่อกองกำลังเสริมจากในด่านมาถึง สถานการณ์บนกำแพงเมืองกลับกลายเป็นว่าฝ่ายศัตรูมีจำนวนมากกว่าฝ่ายเรา ยิ่งไปกว่านั้น ศัตรูส่วนใหญ่กำลังบุกลงจากกำแพงเมืองดูเหมือนพวกมันต้องการฉวยโอกาสนี้เปิดประตูเมือง
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่! ทำไมกำแพงเมืองถึงได้แตกเร็วถึงเพียงนี้!”
ในกลุ่มคนที่มาถึง มีแม่ทัพชราผมขาวเป็นผู้นำ
แม่ทัพผมขาวผู้นี้ก็คือโหวหย่วนเลี่ยง ผู้รักษาการณ์ชั่วคราวของด่านฟู่เฟิงที่มาแทนที่เสิ่นจง
เบื้องหลังของเขามีแม่ทัพทั้งหมดที่เหลือของด่านฟู่เฟิงติดตามมา
ในนั้นมีฉีเซิ่งและจ้าวถ่งรวมอยู่ด้วย
พร้อมกับการสนับสนุนของกองทัพที่ตามมา โหวหย่วนเลี่ยงและคนอื่น ๆ ก็ได้รู้ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดอย่างรวดเร็ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขาได้ยินว่าพวกศัตรูใช้วิธีลอบเข้าเมืองผ่านอุโมงค์หิมะมาถึงด่านฟู่เฟิงและเริ่มโจมตีเมือง บรรดาแม่ทัพต่างก็พากันตะลึงงัน
“นับตั้งแต่เมื่อใดกันที่พวกมันมีสมองใช้ได้ถึงเพียงนี้” จ้าวถ่งอดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้นท่ามกลางผู้คนมากมาย
โหวหย่วนเลี่ยงมองดูการต่อสู้อันวุ่นวายบนกำแพงเมือง ขมวดคิ้วพลางกล่าวว่า “ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาพูดเรื่องพวกนี้ คิดหาวิธีจัดการกับสถานการณ์ตรงหน้าก่อน อย่าให้อีกฝ่ายเปิดประตูด่านฟู่เฟิงได้เป็นอันขาด มิเช่นนั้นพวกเราจะกลายเป็นคนบาปของต้าเฉียนไปชั่วกาล”
แต่ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นยังคงประเมินความมุ่งมั่นในการโจมตีครั้งนี้ของศัตรูต่ำเกินไป
ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม
ทุกคนก็ได้รับข่าวที่ยากจะยอมรับได้
เนื่องจากความวุ่นวายภายในด่าน ทำให้ประตูด่านฟู่เฟิงมีคนป้องกันน้อย ดังนั้นประตูด่านฟู่เฟิงจึงถูกทหารเผ่าเป่ยหมานบุกทะลวงจากภายนอก
และเมื่อประตูด่านฟู่เฟิงแตก พวกศัตรูจากนอกด่านก็พากันบุกเข้ามาข้างในด่านอย่างบ้าคลั่ง
โหวหย่วนเลี่ยงที่กำลังต่อสู้อยู่ท่ามกลางฝูงชนเห็นภาพนั้น ม่านตาก็หดเล็กลง ออกคำสั่งทันทีว่า “ทุกคน ปิดกั้นประตูเมืองเอาไว้ อย่าให้พวกมันเข้ามาได้”
เมื่อเห็นทหารเผ่าเป่ยหมานทะลักเข้ามาไม่ขาดสาย บรรดาแม่ทัพที่เดิมทีกำลังป้องกันอยู่บนกำแพงเมืองต่างก็พากันไปที่ประตูเมือง
“พวกเจ้าตายให้หมด!”
จ้าวถ่งเป็นคนแรกที่พุ่งเข้าไปในฝูงชน คนที่เหลือก็รีบกรูตามเข้าไปอย่างรวดเร็ว
เนื่องจากพวกแม่ทัพมีวรยุทธ์เหนือกว่าทหารธรรมดาของเผ่าเป่ยหมานมาก ในช่วงเวลาสั้น ๆ จึงสามารถปิดกั้นประตูเมืองไว้ได้ และดูเหมือนว่าจะสามารถบุกออกไปนอกเมืองได้ด้วย
โหวหย่วนเลี่ยงฟันทหารเป่ยหมานตายไปหลายนาย เมื่อหันกลับมาเห็นภาพนี้ ในใจกลับไม่รู้สึกดีใจแม้แต่น้อย มีแต่ความรู้สึกหดหู่
เพราะเมื่อต้องเผชิญหน้ากับทหารเป่ยหมานนับหมื่นนายนอกด่าน ไม่รู้ว่าพวกเขาจะต้านทานได้นานสักเท่าไร
นับตั้งแต่ประตูใหญ่ของด่านฟู่เฟิงถูกทำลายจากภายนอก พวกเขาก็แพ้มาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว
ตอนนี้ การเสียด่านด่านฟู่เฟิงเป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น
เมื่อพวกแม่ทัพทั้งหมดตายที่ด่านฟู่เฟิงนี้ ก็จะเป็นเวลาที่ด่านฟู่เฟิงถูกตีแตกอย่างสิ้นเชิง ถึงตอนนั้น แม้พวกเขาจะตายไปแล้ว ก็คงถูกจารึกไว้บนเสาแห่งความอัปยศของต้าเฉียน
เมื่อคิดถึงตรงนี้ โหวหย่วนเลี่ยงรู้สึกเศร้าในใจ ดวงตาเต็มไปด้วยความว่างเปล่า จากนั้นเขากระโดดลงมาจากกำแพงเมือง พุ่งไปกลางกลุ่มทหารเป่ยหมาน
ดาบที่เต็มไปด้วยความแค้นเกลียดฟาดฟัน ทหารเป่ยหมานหลายสิบนายได้ล้มตายใต้คมดาบของเขา
เขามองไปยังเหล่าทหารต้าเฉียนที่เหลืออยู่ไม่ไกลด้านหลังเขา ยกดาบในมือขึ้นแล้วตะโกนว่า “ตราบใดที่คนยังอยู่ ด่านก็ยังอยู่!”
เมื่อเห็นภาพนี้ เหล่าทหารต้าเฉียนที่เหลือต่างพากันชูอาวุธในมือขึ้น
“ตราบใดที่คนยังอยู่ ด่านก็ยังอยู่!”
ในเมื่อต้องตายอยู่แล้ว ถึงจะตาย พวกเขาก็จะต้องกัดเนื้อศัตรูติดมือไปด้วย
“ฆ่า!”
โหวหย่วนเลี่ยงตะโกนออกคำสั่ง เหล่าทหารต้าเฉียนที่เหลืออยู่ต่างฮึกเหิมราวกับถูกฉีดยากระตุ้น พวกเขาต้องการทุ่มเทกำลังที่เหลืออยู่ทั้งหมดเพื่อฆ่าเหล่าทหารเป่ยหมานที่อยู่เบื้องหน้า
ขณะนั้น ไม่ไกลจากด่านฟู่เฟิง
เซินเหล่ยและอีกสองคนที่บัญชาการกองทัพใหญ่ได้เห็นภาพเหตุการณ์นี้
เมื่อเห็นทหารใต้บังคับบัญชาของตนเผชิญหน้ากับการสังหารอย่างบ้าคลั่งของเหล่าแม่ทัพจากด่านฟู่เฟิงพวกเขาก็ไม่แสดงสีหน้าใด ๆ ทั้งไม่มีท่าทีจะลงมือช่วยแต่อย่างใด
เพราะพวกเขารู้ดีว่านี่คือการดิ้นรนครั้งสุดท้ายของสัตว์ร้ายก่อนตาย และเป็นช่วงที่พวกมันดุร้ายที่สุด
ปล่อยให้ทหารใต้บังคับบัญชาเล่นงานจนพวกมันหมดแรงก็พอ ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงอันตรายเอง