ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 175 ราชาถ่ามู่เสด็จมาแนวหน้า
บทที่ 175 ราชาถ่ามู่เสด็จมาแนวหน้า
เมื่อมองไปยังด่านฟู่เฟิงอันสูงตระหง่านในระยะไกล รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าของเซินเหล่ยโดยไม่รู้ตัว ด่านฟู่เฟิงที่ไม่เคยมีใครตีแตกมาก่อน กำลังจะถูกพิชิตภายใต้การนำของเขา จิตใจพลันเปี่ยมไปด้วยความปลาบปลื้ม
ในตอนนั้นเอง เลี่ยชิงก็ได้เอ่ยขึ้นอย่างกะทันหัน “แม่ทัพเซินเหล่ย บัดนี้ด่านฟู่เฟิงกำลังจะถูกยึดได้แล้ว พวกท่านจากเผ่าถ่ามู่ อย่าได้ลืมสิ่งที่สัญญาไว้กับพวกเราเผ่าเลี่ยหั่วเป็นอันขาด”
“อย่าลืมสิ่งที่สัญญาไว้กับพวกเราเผ่าลั่วอวิ๋นด้วย” จินโม่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็พูดขึ้นเช่นกัน
เซินเหล่ยได้ยินดังนั้นจึงกล่าวอย่างหนักแน่น “วางใจได้ สิ่งที่สัญญาไว้กับพวกเจ้า ข้าจะให้ทั้งหมด แต่รอให้ด่านฟู่เฟิงถูกยึดได้อย่างสมบูรณ์เสียก่อน ค่อยพูดเรื่องพวกนี้กัน”
ในตอนนั้นเอง ทหารจากเผ่าถ่ามู่ก็วิ่งพรวดพราดเข้ามาหาเซินเหล่ย เขาประสานมือคำนับพลางกล่าวว่า “รายงานท่านแม่ทัพ มีข่าวสำคัญจากด้านหลังขอรับ”
“ด้านหลังรึ?”
เซินเหล่ยถามด้วยสีหน้าสงสัย “ด้านหลังจะมีข่าวสำคัญอะไรได้?”
ทหารนายนั้นเข้าไปกระซิบข้างหูเซินเหล่ย
ตอนแรกเซินเหล่ยยังมีสีหน้าปกติ แต่หลังจากฟังไปสักพัก สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที
“เจ้าพูดความจริงหรือ?”
“ด้านหลังรายงานมาเช่นนี้ขอรับ”
“ได้ ข้าจะรีบกลับไปเดี๋ยวนี้”
เซินเหล่ยมองไปทางเลี่ยชิงกับจินโม่ที่อยู่ข้าง ๆ ก่อนเอ่ยว่า “มีธุระที่ด้านหลัง ข้าจะรีบไปรีบกลับ”
พูดจบ เขาก็ควบม้ามุ่งหน้าไปยังด้านหลังของกองทัพ ทิ้งให้เลี่ยชิงกับจินโม่ยืนจ้องตากันอยู่ที่เดิม
ไม่นานนัก ก็มีคนจากเผ่าเลี่ยหั่วและเผ่าลั่วอวิ๋นมมารายงานข่าวเช่นกัน
หลังจากได้ฟังจบ เลี่ยชิงและจินโม่ต่างก็ตะลึงงัน
พวกเขาเข้าใจแล้วว่าทำไมเซินเหล่ยถึงได้รีบร้อนจากไป ที่แท้ก็เพราะราชาถ่ามู่เดินทางมาถึงด่านฟู่เฟิงนั่นเอง
…
เซินเหล่ยรีบมุ่งหน้าไปยังค่ายทัพหลังของเผ่าถ่ามู่อย่างรวดเร็ว หลังจากสอบถามทหารยามแล้ว เขาก็รีบมาถึงหน้ากระโจมใหญ่
สายตาของเขากวาดมองรอบนอกกระโจม แล้วจึงหยุดอยู่ที่องครักษ์หลายนายที่ยืนอยู่หน้าประตู ทันใดนั้นเขาก็เข้าใจว่าสิ่งที่ทหารบอกเป็นความจริง เพราะองครักษ์เหล่านี้เขารู้จักดี พวกเขาคือองครักษ์ประจำพระองค์ของราชาถ่ามู่
เซินเหล่ยยืนอยู่หน้ากระโจมใหญ่ แล้วเปล่งเสียงดัง “เซินเหล่ย ขอเข้าพบองค์ราชา”
ไม่นานก็มีเสียงของราชาถ่ามู่ดังออกมาจากในกระโจม แม้ว่าเสียงนั้นจะแหบพร่าไปบ้างก็ตาม
“เจ้าคือเซินเหล่ยสินะ รีบเข้ามาเถิด”
พูดจบ หลินอีที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูก็เลิกม่านกระโจมขึ้น
เซินเหล่ยพยักหน้าให้หลินอีแล้วก้มตัวเข้าไปในกระโจม
เมื่อเข้ามาในกระโจมแล้ว เขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ในสายตาปรากฏภาพร่างหนึ่งนั่งอยู่ข้างเตาผิง ทั้งร่างห่มคลุมด้วยเสื้อคลุมหนังแกะหนา ๆ
“ฝ่าบาท พระองค์…”
เซินเหล่ยถึงกับพูดไม่ออกชั่วขณะเมื่อเห็นสภาพอันยากลำบากของราชาถ่ามู่
ราชาถ่ามู่เห็นเซินเหล่ยแล้ว ก็รีบลุกขึ้นจากพื้นตรัสถามว่า “เซินเหล่ย ด่านฟู่เฟิงยึดได้แล้วหรือไม่”
เมื่อได้ยินคำถามนี้ เซินเหล่ยยิ้มน้อย ๆ แล้วรีบตอบว่า “ฝ่าบาท เสด็จมาได้จังหวะพอดี ด่านฟู่เฟิงตอนนี้อาจกล่าวได้ว่ายึดได้แล้ว เพียงแต่ต้องกำจัดพวกแม่ทัพต้าเฉียนที่ดื้อรั้นซึ่งยังคงรักษาการณ์อยู่นอกด่านฟู่เฟิงให้หมดสิ้น กองทัพของเราก็จะสามารถเข้าประจำการที่ด่านฟู่เฟิงได้อย่างเป็นทางการ เมื่อถึงตอนนั้น ด่านฟู่เฟิงก็จะเป็นของพวกเราเผ่าถ่ามู่”
เซินเหล่ยแต่เดิมคิดว่าเมื่อตนเองรายงานเช่นนี้ องค์ราชาของเขาจะต้องยินดีและชมเชยเขาสักสองสามคำ
แต่ไม่คาดคิดว่าหลังจากฟังคำพูดของเขาจบ สีหน้าของราชาถ่ามู่กลับไม่มีความยินดีแม้แต่น้อย ทั้งยังแสดงสีหน้าไม่สบายใจ ปากก็พึมพำอะไรบางอย่างไม่หยุด
“ฝ่าบาท พระองค์เป็นอะไรหรือ”
เห็นราชาถ่ามู่ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง เซินเหล่ยจึงเรียกเบา ๆ
เมื่อได้ยินเสียงเรียก ราชาถ่ามู่จึงได้สติกลับมา พระองค์กล่าวด้วยสีหน้าไม่สบายใจว่า “ไม่อาจปล่อยให้ล่าช้าต่อไปได้แล้ว เจ้าต้องยึดด่านฟู่เฟิงให้ได้โดยเร็ว มิเช่นนั้นจะไม่ทันการณ์”
เมื่อได้ยินคำพูดของราชาถ่ามู่ เซินเหล่ยก็แสดงสีหน้าสงสัยออกมา
ที่ว่าไม่ทันการณ์หมายความว่าอย่างไร?
หรือว่ากองกำลังเสริมของต้าเฉียนกำลังจะมาถึง?
แต่นั่นเป็นไปไม่ได้ หิมะตกหนักเพิ่งจะหยุดไปไม่นาน และถึงแม้จะไม่มีหิมะตกหนัก กองกำลังเสริมของต้าเฉียนก็ไม่น่าจะมาถึงด่านฟู่เฟิงได้เร็วขนาดนี้
ทันใดนั้น เซินเหล่ยก็นึกถึงปัญหาหนึ่งขึ้นมา
นั่นคือ ทำไมราชาถ่ามู่ที่ควรจะอยู่ในวังอย่างสงบถึงได้มาปรากฏตัวที่นี่อย่างกะทันหัน อีกทั้งดูเหมือนว่าจะฝ่าลมหิมะมาตลอดทาง ซึ่งไม่เข้ากับภาพลักษณ์ของราชาถ่ามู่ที่เขาจดจำได้เลย
ดังนั้น เขาจึงถามอย่างระแวดระวัง “ฝ่าบาท เหตุใดพระองค์จึงเสด็จมาที่แนวหน้าอย่างกะทันหัน”
เมื่อได้ยินคำถามนี้ ราชาถ่ามู่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจที่จะบอกเรื่องในวังให้เซินเหล่ยฟัง
แต่ในตอนนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นนอกกระโจม
“แม่ทัพเซินเหล่ยอยู่หรือไม่? ข้าน้อยมีเรื่องจะรายงาน”
เมื่อได้ยินดังนั้น เซินเหล่ยมองไปที่ราชาถ่ามู่แวบหนึ่ง แล้วหันไปพูดกับคนนอกกระโจมว่า “มีอะไรก็พูดจากข้างนอกเถอะ”
ไม่นาน เสียงจากข้างนอกก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“รายงานท่านแม่ทัพ ทหารสอดแนมพบกองกำลังทหารม้าประมาณหลายร้อยนายกำลังเคลื่อนพลเข้ามาใกล้ทางด้านหลังของค่ายใหญ่พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น ราชาถ่ามู่ก็สะดุ้งเฮือก โดยเฉพาะเมื่อได้ยินคำว่ากองทหารม้า ดวงตาของเขาฉายแววตื่นตระหนก
เซินเหล่ยไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติของราชาถ่ามู่ เพียงแต่ถามผู้ใต้บังคับบัญชาที่อยู่นอกกระโจมว่า “จะเป็นกองทหารม้าของเผ่าเลี่ยหั่วหรือเผ่าลั่วอวิ๋นหรือไม่”
“ท่านแม่ทัพ ตามคำบรรยายของทหารสอดแนม ไม่น่าจะเป็นคนของสองเผ่านั้น แต่เป็นกองทหารม้าที่ไม่เคยเห็นมาก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
“หรือจะเป็นกองกำลังของต้าเฉียนที่เร่ร่อนอยู่แถบชายแดน”
เซินเหล่ยแสดงสีหน้าสงสัย
ตอนที่พวกเขานำทัพใหญ่บุกด่านฟู่เฟิงได้ทำลายค่ายทหารต้าเฉียนที่กระจายตัวอยู่นอกชายแดนไปหลายแห่ง ดังนั้นนอกจากกองทัพของพวกเขาแล้ว ก็ยังมีทหารต้าเฉียนบางส่วนที่เร่ร่อนอยู่นอกด่าน
แต่พวกเขาก็ไม่ได้ใส่ใจนัก เพราะคนพวกนั้นไม่มีทางก่อเรื่องใหญ่โตได้
ในตอนนั้นเอง ราชาถ่ามู่ก็ลุกขึ้นยืนจากพื้นอย่างตื่นตระหนก
“เป็นพวกมัน! ต้องเป็นพวกมันมาแน่ ๆ!” พูดจบก็คว้าแขนเซินเหล่ยไว้ รีบพูดว่า “เซินเหล่ย เจ้ารีบไปรวบรวมกองทัพกลับมาเร็วเข้า มิเช่นนั้นพวกเราจะตกอยู่ในอันตราย”
ตอนนี้ราชาถ่ามู่ดูเหมือนคนเพ้อคลั่ง ไม่เหลือท่าทีองอาจผึ่งผายเหมือนตอนอยู่ในราชวังอีกแล้ว
แต่ก็ไม่อาจโทษราชาถ่ามู่ได้ เพราะหลังจากที่เขาและองครักษ์ออกจากวังหลวงไม่นาน ก็รู้สึกคลุมเครือว่ามีคนไล่ตามพวกเขามาตลอด
ความรู้สึกนี้ไม่ได้มาจากประสาทสัมผัสทั้งห้า แต่เป็นลางสังหรณ์บางอย่างที่มองไม่เห็น
ราชาถ่ามู่เชื่อมั่นในลางสังหรณ์ของตนมาก เพราะครั้งที่เขายังหนุ่มและออกรบในทุ่งหญ้ากับบิดา ลางสังหรณ์นี้ได้ช่วยชีวิตเขาไว้หลายครั้ง
แต่หลังจากที่เขาได้กลายเป็นราชาแห่งเผ่าถ่ามู่ มีเรื่องราวมากมายไม่จำเป็นต้องให้เขาจัดการด้วยตนเอง ความรู้สึกเช่นนี้จึงไม่เคยปรากฏอีก เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้าเขาก็ลืมมันไป
จนกระทั่งไม่นานมานี้ หลังจากหนีออกจากวังหลวง ความรู้สึกนี้ก็ผุดขึ้นมาในใจเขาอีกครั้ง และในครั้งนี้ก็รุนแรงยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ
ก็เพราะความรู้สึกนี้เอง ที่ทำให้เขาที่แทบไม่ได้พักผ่อนเลยถึงห้าวันติดต่อกัน เริ่มมีปัญหาทางด้านจิตใจ
ที่เขาตอบสนองรุนแรงเช่นนี้ ก็เพราะรู้สึกได้ถึงอันตรายอีกครั้ง