ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 176 ราชาถ่ามู่ที่กำลังจะเสียสติ
บทที่ 176 ราชาถ่ามู่ที่กำลังจะเสียสติ
เมื่อได้ยินคำพูดของราชาถ่ามู่ เซินเหล่ยก็ได้แต่กล่าวอย่างจนปัญญา “ฝ่าบาท กองทัพของพวกเรากำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการยึดด่านฟู่เฟิง จะให้เรียกพวกเขากลับมาในตอนนี้ได้อย่างไร อีกอย่างก็แค่กองกำลังทหารม้าเพียงไม่กี่ร้อยคน ถึงพวกเขาจะเป็นศัตรู พวกเราก็จัดการได้อย่างง่ายดาย”
เมื่อราชาถ่ามู่เห็นว่าเซินเหล่ยไม่เชื่อตน ด้วยความตื่นตระหนกจึงไม่สนใจที่จะอธิบายเหตุผล แต่กลับเลือกที่จะพูดออกไปว่า “ข้าขอออกคำสั่งในนามองค์ราชาแห่งเผ่าถ่ามู่เจ้าต้องเรียกกองทัพกลับมาเดี๋ยวนี้”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น สีหน้าของเซินเหล่ยก็แข็งค้าง
หากไม่ใช่เพราะองครักษ์นอกประตูเป็นคนที่เขารู้จัก เขาคงสงสัยว่าองค์ราชาได้ถูกสวมรอยไปแล้ว
เขามองเหงื่อเย็นบนหน้าผากของราชาถ่ามู่และใบหน้าที่แดงก่ำ ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้น
ในชั่วขณะถัดมา ราชาถ่ามู่ก็มีสีหน้าแข็งค้าง
พระองค์มองมือที่แตะอยู่บนหน้าผากของตน แล้วเอ่ยด้วยสีหน้างุนงง “เซินเหล่ย เจ้ากำลังทำอะไร?”
เซินเหล่ยไม่ตอบ เมื่อดึงมือกลับมาก็ลูบหน้าผากตัวเองเบา ๆ จากนั้นดวงตาก็ฉายแววเข้าใจ แล้วจึงค่อยกล่าวว่า “ที่แท้พระองค์ก็ทรงประชวร”
เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมราชาถ่ามู่ถึงได้พูดจาเพ้อเจ้อ เพราะเมื่อไข้ขึ้นสูงก็มักจะทำให้สติไม่ค่อยดี
เขาเพิ่งลองสัมผัสดู ราชาถ่ามู่เป็นไข้จริง ๆ จึงไม่แปลกที่จะพูดจาเหลวไหลเช่นนั้น
เส้นเลือดที่หน้าผากของราชาถ่ามู่ปูดโปน พระองค์ตรัสอีกครั้ง “เซินเหล่ย เจ้าฟังให้ดี ข้ารู้ว่าตัวเองเป็นไข้ แต่ข้าไม่ได้เพ้อ ข้าพูดความจริง ตอนนี้ข้าในฐานะองค์ราชาขอสั่งให้เจ้าเรียกกองทัพกลับมาคุ้มกันข้า”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น คราวนี้เซินเหล่ยไม่ได้ขัดขืน แต่กลับตอบรับอย่างว่าง่าย “ฝ่าบาท ข้าจะรีบไปเรียกกองทัพกลับจากแนวหน้าเดี๋ยวนี้ แต่ตอนนี้พระองค์ทรงประชวร ไฉนไม่บรรทมพักผ่อนสักครู่เล่าพ่ะย่ะค่ะ”
ราชาถ่ามู่กำลังจะพยักหน้าเห็นด้วย แต่ทันใดนั้นก็สังเกตเห็นแววรำคาญในดวงตาของเซินเหล่ย พระองค์ขมวดคิ้วทันที “เจ้ากำลังหลอกข้าใช่หรือไม่? เจ้าไม่ได้คิดจะเรียกกองทัพกลับมาเลย”
เมื่อถูกจับได้ เซินเหล่ยก็ไม่ปิดบัง แต่ยังคงพยายามเกลี้ยกล่อม “ฝ่าบาท ที่นี่พระองค์ปลอดภัยดี ไม่จำเป็นต้องเรียกกองทัพกลับมาคุ้มกันหรอกพ่ะย่ะค่ะ”
“ปลอดภัยบ้าอะไร เจ้ารู้หรือไม่ว่าแม้แต่แม่ทัพยังต้องตายในมือพวกมัน” ราชาถ่ามู่ตรัสอย่างโกรธเกรี้ยว
เซินเหล่ยแปลกใจมาก ไม่คิดว่าราชาถ่ามู่จะมีไข้จนเพ้อถึงขนาดเอาแม่ทัพมาล้อเล่นได้ และนี่ยิ่งทำให้เขามั่นใจว่าองค์ราชาของเขาเพ้อเพราะพิษไข้จริง ๆ
ดังนั้นเขาจึงกล่าวว่า “ฝ่าบาท ข้าน้อยขอไปเชิญหมอทหารมาตรวจพระอาการดูสักหน่อยเถิด”
ราชาถ่ามู่เห็นเซินเหล่ยดื้อดึงเช่นนี้ จึงออกคำสั่งทันที
“เซินเหล่ยหากเจ้ายังไม่เชื่อข้า เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าข้าจะถอดยศแม่ทัพของเจ้า”
“ฝ่าบาท ท่านจะถอดยศข้าก็ได้ แต่ต้องรอให้ข้ายึดด่านฟู่เฟิงให้ได้เสียก่อน หลังจากนั้นเมื่อพระองค์ได้สติกลับคืนมา จะลงโทษข้าอย่างไรก็ได้” เซินเหล่ยได้แต่ปลอบประโลม
“อ๊ากกก!”
ราชาถ่ามู่รู้สึกว่าตนเองกำลังจะเสียสติ ไม่ใช่เพราะถูกความรู้สึกวิกฤตบีบคั้นจนเสียสติ แต่เป็นเพราะถูกแม่ทัพของเขาเองทำให้เสียสติ
“เซินเหล่ย เจ้าแน่ใจแล้วใช่หรือไม่ที่จะไม่เรียกกองทัพกลับมา” ราชาถ่ามู่จ้องเซินเหล่ยด้วยดวงตาแดงก่ำ
เซินเหล่ยไม่พูดอะไร เพียงแค่นิ่งเงียบ
เมื่อเห็นเช่นนั้น ราชาถ่ามู่ก็รู้ว่าคนตรงหน้านี้พึ่งพาไม่ได้แล้ว จึงชี้หน้าเซินเหล่ยพลางตรัส “วันนี้ข้าทำอะไรเจ้าไม่ได้ แต่อย่าคิดว่าข้าจะยอมปล่อยให้มันเป็นเช่นนี้”
“เจ้าไม่ยอมเรียกกองทัพกลับมาใช่หรือไม่ ได้! งั้นข้าจะไปเอง”
พูดจบ ราชาถ่ามู่ก็สวมเสื้อคลุมขนแกะเดินออกจากกระโจมไปทันที
เซินเหล่ยสีหน้าเปลี่ยนไปในทันที กำลังจะเข้าไปขัดขวาง ราชาถ่ามู่เห็นดังนั้นจึงออกคำสั่งเรียกคำหนึ่ง “หลินอี!”
ในชั่วขณะถัดมา หลินอีและองครักษ์ทั้งหมดก็เดินเข้ามาในกระโจม
เมื่อเห็นเช่นนั้น เซินเหล่ยจึงไม่กล้าเคลื่อนไหวอีก
เพราะถ้าหากเขากล้าทำอะไรราชาถ่ามู่ต่อหน้าหลินอีและองครักษ์เหล่านี้ อีกฝ่ายก็จะลงมือกับเขาทันที
ราชาถ่ามู่เห็นท่าทางของเซินเหล่ยแล้วรู้สึกสะใจยิ่งนัก แค่นเสียงเย็นชาตรัสว่า “พาข้าไปยังกองทัพใหญ่”
“องค์ราชา…”
เซินเหล่ยอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่พบว่าราชาถ่ามู่เดินออกจากกระโจมไปเสียแล้ว
เมื่อเห็นเช่นนั้น เขาจึงได้แต่ตามไปทันที
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เขาไม่อาจปล่อยให้องค์ราชาของตนทำอะไรตามใจได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น การยึดด่านฟู่เฟิงให้ได้นั้นสำคัญที่สุด
พอเขาเดินออกมา ทหารนายหนึ่งก็เดินมาหาและถามว่า “ท่านแม่ทัพ พวกเราจะจัดการอย่างไรกับกองกำลังทหารม้าที่สงสัยว่าอาจเป็นศัตรูขอรับ?”
พอได้ยินเช่นนี้ เซินเหล่ยก็รู้สึกโมโหขึ้นมา เพราะกองกำลังทหารม้าที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันนี้เองที่ทำให้องค์ราชาของเขา ‘เกิดอาการ’ ขึ้นมา
ดังนั้นจึงออกคำสั่งในทันทีว่า “ไม่ว่าพวกมันจะเป็นใครก็ตาม ส่งทหารหนึ่งกองออกไปจัดการพวกมันเดี๋ยวนี้”
“ขอรับ”
…
ในเวลาเดียวกัน
ณ พื้นที่ปกคลุมด้วยหิมะ ไม่ไกลจากค่ายรวมของสามเผ่า
หลี่เต้าและคณะมองเห็นค่ายขนาดใหญ่ตั้งอยู่เบื้องหน้าแต่ไกล
“หัวหน้า ในที่สุดพวกเราก็มาถึงแล้ว” จางเมิ่งที่ทั้งตัวเต็มไปด้วยหิมะ อดถอนหายใจยาวไม่ได้
ห้าวันที่ผ่านมานี้ ไม่เพียงแต่ราชาถ่ามู่และองครักษ์ของเขาเท่านั้นที่ทรมาน
พวกเขาเองก็ได้รับความทรมานเช่นกัน เพื่อให้มาถึงด่านฟู่เฟิงโดยเร็วที่สุด พวกเขาต้องเดินทางโดยแทบไม่ได้หยุดพักเลยตลอดทาง
หลี่เต้ามองไปยังค่ายทหารที่อยู่ไกลออกไป “ใช่ มาถึงแล้ว”
ในตอนนั้นเอง เสวียปิงที่อยู่ข้าง ๆ พลันเอ่ยปากขึ้นมา “หัวหน้า ดูเหมือนจะมีบางอย่างผิดปกตินะขอรับ”
“หืม?”
หลี่เต้าได้ยินดังนั้นก็กวาดตามองค่ายทหารที่อยู่ไกลออกไปอีกครั้ง แววตาวาบขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ย “พวกมันเริ่มโจมตีด่านฟู่เฟิงแล้ว”
จางเมิ่งที่อยู่ด้านข้างได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคนก็อึ้งไปชั่วครู่ เขามองดูแล้วถามอย่างงุนงงว่า “หัวหน้า พี่เสวีย ทำไมข้าไม่เห็นอะไรเลย”
เสวียปิงอดไม่ได้ที่จะบ่น “พี่จาง สมองเจ้านี่ช้าจริง ๆ ที่นี่มีกำลังทหารจากสามเผ่าโดยมีเผ่าถ่ามู่เป็นผู้นำ บัดนี้ค่ายใหญ่ที่อยู่ไกลออกไปกลับว่างเปล่า มีเพียงทหารเฝ้าค่ายไม่กี่คน ทหารที่เหลือจะไปไหนได้? ก็ต้องไปโจมตีด่านฟู่เฟิงอย่างแน่นอน”
ในตอนนั้นเอง ค่ายใหญ่ที่อยู่ไกลออกไปก็มีความเคลื่อนไหว มีกองกำลังทหารม้าห้าร้อยนายควบออกมาจากในค่าย
เสวียปิงเห็นภาพนั้นจึงพูดว่า “ดูเหมือนพวกเราจะถูกพบตัวแล้ว”
“พี่เสวียเซ่อรึ พวกเราเห็นพวกมันได้ พวกมันก็ต้องเห็นพวกเราได้เช่นกัน” จางเมิ่งอดพูดไม่ได้
“พอเถอะ”
หลี่เต้าขัดจังหวะการโต้เถียงของทั้งสองคน มองไปยังค่ายใหญ่ที่อยู่ไกลออกไป
“ในเมื่อพวกมันเริ่มบุกด่านแล้ว พวกเราก็ไม่ต้องรออีกต่อไป” เขาชูง้าวมังกรทมิฬขึ้น ชี้ไปยังทิศทางของค่ายใหญ่ของสามเผ่า แล้วออกคำสั่ง
“ฆ่า!”
หลี่เต้านำทัพบุกเข้าโจมตี ปะทะกับกองกำลังที่พุ่งออกมาจากค่ายใหญ่ของฝ่ายตรงข้ามอย่างรวดเร็ว
เพียงแค่การปะทะกันครั้งแรก กองกำลังข้าศึกห้าร้อยนายก็ล้มระเนระนาดทั้งคนและม้า