ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 181 ยอมรับผู้ใต้บังคับบัญชาให้เป็นหัวหน้า
- Home
- ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ
- บทที่ 181 ยอมรับผู้ใต้บังคับบัญชาให้เป็นหัวหน้า
บทที่ 181 ยอมรับผู้ใต้บังคับบัญชาให้เป็นหัวหน้า
เขามองไปยังทหารชนเผ่าเป่ยมหานที่อยู่ไม่ไกลนักแต่ไม่กล้าเข้ามาใกล้ จึงอดถามไม่ได้ว่า
“พวกเจ้าสังหารศัตรูมาตลอดทางได้อย่างไร?”
เมื่อเห็นเช่นนั้น จ้าวถ่งจึงแนะนำหลี่เต้าว่า “หลี่เต้า ท่านผู้นี้คือท่านแม่ทัพโหวหย่วนเลี่ยง ผู้บัญชาการด่านฟู่เฟิงในปัจจุบัน”
แต่ยังไม่ทันที่หลี่เต้าจะเอ่ยปาก จางเมิ่งที่อยู่ด้านหลังเขาก็พูดขึ้นมาทันทีว่า
“ท่านแม่ทัพโหว พวกข้าตามหัวหน้าสังหารศัตรูมาตลอดทางตั้งแต่เมืองหลวงของเผ่าถ่ามู่”
“จางเมิ่งอย่าพูดจาไร้สาระต่อหน้าท่านแม่ทัพโหว”
จ้าวถ่งจ้องมองจางเมิ่งอย่างดุดัน
เมื่อเห็นผู้นำคนเก่าของตน จางเมิ่งอดพูดไม่ได้ว่า
“แต่ท่านแม่ทัพจ้าว ข้าไม่ได้พูดผิดนะ พวกข้าไล่ล่าราชาถ่ามู่มาจนถึงด่านฟู่เฟิงแล้ว”
“ข้าจะสั่งสอนเจ้าเสียหน่อย…”
จ้าวถ่งกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ถูกคำพูดของโหวหย่วนเลี่ยงขัดจังหวะเสียก่อน
“เจ้าพูดความจริงหรือ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จ้าวถ่งจึงเอ่ยว่า
“ท่านแม่ทัพโหว มันชอบพูดจาไร้สาระ”
“เป็นเรื่องจริงขอรับ!”
จางเมิ่งพยักหน้า
สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคือ โหวหย่วนเลี่ยงทำเพียงพยักหน้าอย่างครุ่นคิดแล้วกล่าวคำ
“ข้าเชื่อคำพูดของเจ้า”
สุดท้ายสายตาของเขาก็ตกลงบนร่างของหลี่เต้า เขาเอ่ยถามว่า
“พวกเจ้ามาที่ด่านฟู่เฟิงเพื่อทำอะไร?”
“มาสนับสนุนด่านฟู่เฟิง”
หลี่เต้ามองแม่ทัพผมขาวตรงหน้าแล้วเอ่ยตอบ
เมื่อได้ยินดังนั้น โหวหย่วนเลี่ยงก็ถามต่อว่า
“ในเมื่อเจ้าสังหารศัตรูมาตลอดทาง เจ้าคิดว่าด่านฟู่เฟิงยังมีความหวังที่จะรักษาไว้ได้หรือไม่?”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนต่างจ้องมองมาที่ทั้งสองคน
แม้จะไม่เข้าใจว่าบทสนทนาเหล่านี้มีความหมายอะไร แต่ทุกคนรู้สึกว่ามันคงสำคัญมาก
“รักษาไว้?”
“อืม”
หลี่เต้าหันไปมองขบวนกองทัพชนเผ่าเป่ยมหานที่ใหญ่เสียจนแทบมองไม่เห็นปลาย แล้วก็ค่อย ๆ เอ่ยขึ้นว่า
“แล้วเหตุใดจึงจะไม่ได้เล่า?”
“หืม?”
สีหน้าของโหวหย่วนเลี่ยงเปลี่ยนไปในทันที ดวงตาทั้งคู่ของเขาจ้องมองที่หลี่เต้าราวกับต้องการจะมองทะลุชายหนุ่มตรงหน้าให้ได้ แต่เมื่อมองไป กลับพบว่าตนเองไม่อาจมองทะลุได้เลย สิ่งที่เห็นมีเพียงความไม่รู้เท่านั้น
เขาอดไม่ได้ที่จะถามอีกว่า
“สามารถเอาชนะได้หรือไม่?”
หลี่เต้าไม่ได้ตอบตรง ๆ แต่กลับพูดว่า
“อย่างน้อยก็ไม่มีทางแพ้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น โหวหย่วนเลี่ยงก็สูดหายใจลึกแล้วเอ่ยขึ้น
“ข้าเชื่อเจ้า”
จากนั้นเขาก็ถามว่า
“เจ้าชื่อหลี่เต้า?”
“อืม”
“ดี หลี่เต้า ตั้งแต่นี้ไปเจ้าจะเป็นแม่ทัพชั่วคราวของด่านฟู่เฟิง”
เมื่อคำพูดนี้ดังขึ้น ทุกคนรวมถึงหลี่เต้าต่างก็ตะลึงงัน
พวกเขาต่างมองไปที่หลี่เต้าและโหวหย่วนเลี่ยงด้วยสีหน้าที่เหลือเชื่อ
“ท่านแม่ทัพโหว นี่มันไม่เหมาะสมกระมัง ตำแหน่งแม่ทัพจะมอบให้ผู้อื่นอย่างไม่มีเหตุผลได้อย่างไร”
มีคนหนึ่งพูดขึ้นอย่างอดไม่ได้
คนที่เหลือต่างก็แสดงความคิดเห็นคัดค้าน
แต่นี่ไม่ใช่เพราะพวกเขามีปัญหากับตัวหลี่เต้า การที่สามารถฝ่าฝูงทหารนับหมื่นมาช่วยเหลือด่านฟู่เฟิงได้ เพียงแค่นี้ก็ทำให้พวกเขาเคารพหลี่เต้าแล้ว
แต่ตำแหน่งแม่ทัพใหญ่นั้นแตกต่างออกไป อีกทั้งยังเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งด่านฟู่เฟิงเพราะแม่ทัพใหญ่แห่งด่านฟู่เฟิงนั้นยังมีชื่อที่ซ่อนอยู่อีกหนึ่งชื่อ
แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นอวิ๋น!
ดังชื่อที่ว่า สามารถบัญชาการกองทัพทั้งหมดของแคว้นอวิ๋นได้ แม้ในปัจจุบันด่านฟู่เฟิงจะไม่ได้มีกองทัพมากมายให้บัญชาการ มีเพียงแม่ทัพที่บาดเจ็บพิการเท่านั้น
แต่การได้นั่งในตำแหน่งนี้แม้เพียงชั่วคราว ก็นับเป็นสิ่งที่แม่ทัพมากมายใฝ่ฝันมาตลอด
สำหรับหลายคนแล้ว แค่ได้ดำรงตำแหน่งเพียงครั้งเดียว ถึงตายก็คุ้มค่า
เมื่อเห็นผู้ใต้บังคับบัญชาคัดค้าน โหวหย่วนเลี่ยงยังคงสีหน้าเรียบเฉย
“มันก็แค่ตำแหน่งเท่านั้น ตราบใดที่สามารถรักษาด่านฟู่เฟิงไว้ได้ ใครจะเป็นก็ได้ หากผู้ใดในพวกเจ้าคิดว่าตนมีความสามารถรักษาด่านฟู่เฟิงไว้ได้ ก็สามารถนั่งในตำแหน่งนี้ได้เช่นกัน”
พอคำนี้ถูกเอ่ยออกมา ทุกคนก็พากันเงียบลงทันที
เห็นไม่มีผู้ใดเอ่ยปาก โหวหย่วนเลี่ยงจึงล้วงป้ายคำสั่งออกมาจากอกเสื้อโยนให้หลี่เต้า
“ด้วยป้ายคำสั่งนี้ ตราบใดที่วิกฤตของด่านฟู่เฟิงยังไม่คลี่คลาย เจ้าก็คือแม่ทัพใหญ่สูงสุดแห่งแคว้นอวิ๋น”
หลี่เต้ารับป้ายอาญาสิทธิ์มาอย่างว่องไว บนใบหน้าปรากฏความประหลาดใจเล็กน้อย เขาเอ่ยปากว่า
“ท่านแม่ทัพโหว ท่านเชื่อใจข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
ด้วยภูมิหลังของเขา ทำให้เขาเข้าใจเรื่องราวในกองทัพเป็นอย่างดี
โดยเฉพาะป้ายอาญาสิทธิ์ในมือนี้ เขาเข้าใจดีว่ามันมีความหมายอย่างไร
หากกล่าวอย่างง่ายคือ ด้วยตำแหน่งผู้บัญชาการชั่วคราวนี้ เพียงแค่ถือป้ายอาญาสิทธิ์นี้ไว้ เขาก็สามารถสั่งการพวกแม่ทัพเหล่านี้ได้ตามใจ แม้แต่สั่งให้พวกเขาไปตายก็ยังได้ หากไม่เชื่อฟังคำสั่ง นั่นถือเป็นการขัดคำสั่งทหาร มีโทษประหารชีวิต
เมื่อได้ยินดังนั้น โหวหย่วนเลี่ยงก็ส่ายหน้าพลางกล่าวว่า
“มิใช่ว่าข้าเชื่อใจเจ้ามากมายอันใด แต่พวกเราไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว จำต้องเลือกที่จะเชื่อใจพวกเจ้า อย่างไรเสีย ไม่ว่าข้าจะตัดสินใจเช่นไร ผลลัพธ์ก็คงไม่เลวร้ายไปกว่าตอนนี้”
หลี่เต้าพยักหน้า เข้าใจความคิดของแม่ทัพผมขาวผู้นี้ นี่คือการเดิมพันด้วยชีวิตของพวกเขาครั้งสุดท้าย
แพ้ก็เท่าเดิม ชนะก็ได้กำไรงาม
“ท่านแม่ทัพโหว ท่านรีบดูทางนั้นที พวกเขากำลังทำอะไรกัน?”
ในตอนนั้น จู่ ๆ ก็มีคนร้องอุทานขึ้น
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนจึงมองตามสายตาของผู้นั้นไป
ปรากฏว่าทหารชนเผ่าเป่ยมหานที่เมื่อครู่ยังล้อมพวกเขาอยู่ กลับเริ่มถอยร่น ค่อย ๆ ห่างออกไปจากพวกเขา
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า จ้าวถ่งอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากพูดว่า
“ไม่จริงกระมัง พวกคนเป่ยมหานพวกนี้จะถอยทัพหรือ”
ทันใดนั้นก็มีคนพูดต่อว่า
“พวกมันจะถอยทัพงั้นหรือ เพราะเหตุใดกัน ตอนนี้พวกมันเพียงแค่จัดการพวกเราให้หมด ด่านฟู่เฟิงก็จะตกเป็นของพวกมันอย่างง่ายดาย ในเวลาเช่นนี้พวกมันจะเลือกถอยทัพได้อย่างไร”
สุดท้าย ก็มีคนมองไปทางหลี่เต้าและคนอื่น ๆ
“คงไม่ใช่เพราะพวกเขากระมัง”
โหวหย่วนเลี่ยงที่อยู่ด้านข้างมองความเคลื่อนไหวของทหารชนเผ่าเป่ยมหานอยู่ครู่หนึ่ง ครุ่นคิดชั่วขณะก่อนจะแสดงสีหน้าเคร่งขรึมแล้วเอ่ยว่า
“ไม่ใช่ พวกมันไม่ได้จะถอยทัพ”
“งั้นพวกมันกำลัง…”
“พวกมันกำลังจัดทัพตั้งแถว”
จัดทัพตั้งแถว?
ทุกคนที่ได้ยินต่างแสดงสีหน้าประหลาดใจ
เพราะว่าตอนนี้ผู้ที่อยู่ในที่นี้ตำแหน่งต่ำสุดก็คือแม่ทัพระดับหัวหน้ากองพัน การจัดทัพตั้งแถวเช่นนี้พวกเขาทุกคนล้วนเข้าใจดี
โดยทั่วไปแล้ว ในกรณีที่มีกำลังพลน้อย การจัดทัพตั้งแถวมีจุดประสงค์หลักเพื่อปรับแนวทัพของฝ่ายตน เพื่อให้สู้รบกับข้าศึกได้ดีขึ้น ลดการสูญเสียที่ไม่จำเป็น
แต่เมื่อมีกำลังพลหมื่นคนขึ้นไป การจัดทัพตั้งแถวก็จะแตกต่างออกไป
การจัดทัพในระดับนี้ด้านหนึ่งคือเพื่อรวมกำลังทัพให้สะดวกต่อการบัญชาการของแม่ทัพ อีกด้านหนึ่งก็เพื่อให้สามารถรวบรวมกองทัพวิญญาณได้ดีและรวดเร็วขึ้น เพื่อจะได้แสดงพลังที่แท้จริงของกองทัพหมื่นคน
ก่อนหน้านี้ฝ่ายตรงข้ามตีเมืองแตกแล้วล้อมปราบพวกเขายังไม่ได้ระมัดระวังถึงเพียงนี้ บัดนี้กลับจัดทัพตั้งแถวอย่างจริงจังเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ทำเพราะพวกเขาแน่นอน
ดังนั้น ในพวกเขาต้องมีบางคนที่ทำให้แม่ทัพของชนเผ่าเป่ยมหานรู้สึกหวาดระแวง จึงจำเป็นต้องจัดทัพใหม่
สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่หลี่เต้าและคนอื่น
เห็นได้ชัดว่า ฝ่ายตรงข้ามหวาดระแวงกองกำลังทหารม้าที่สามารถบุกฝ่าทะลวงกองทัพนับหมื่นมาได้ และนั่นทำให้บรรดาแม่ทัพทั้งหลายมองกองกำลังทหารม้าที่อยู่เบื้องหน้าด้วยสายตาที่แตกต่างออกไป
ต้องรู้ไว้ว่า ครั้งล่าสุดที่มีคนทำให้ฝ่ายตรงข้ามให้ความสำคัญถึงเพียงนี้ก็คือเจิ้นเป่ย์โหว เสิ่นจง
นั่นแสดงว่า แม่ทัพของพวกชนเป่ยมหานให้ความสำคัญกับกองกำลังทหารม้านี้เทียบเท่ากับเจิ้นเป่ย์โหวเสิ่นจง
“จางเมิ่งสิ่งที่เจ้าพูดไปก่อนหน้านี้เป็นความจริงใช่หรือไม่”
จ้าวถ่งที่อยู่ด้านข้างดึงแขนจางเมิ่งแล้วถามเสียงเบา
“จริงที่สุดแล้ว!”
จางเมิ่งกล่าวด้วยความเลื่อมใส
“หัวหน้าของพวกเรานั้นเก่งกาจนัก”
พอพูดถึงตรงนี้ ก็ดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงหันไปมองจ้าวถ่งแล้วพูดว่า
“ท่านแม่ทัพจ้าว ท่านลองมารับหัวหน้าของพวกเราเป็นหัวหน้าของท่านด้วยดีไหมขอรับ”
จ้าวถ่ง “???”
นี่มันเกิดอะไรขึ้น?
ยอมรับผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเป็นหัวหน้า?
เขาต้องคิดไม่ตกขนาดไหน อยู่ดี ๆ ดันไปเป็นลูกน้องให้คนอื่น