ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 182 ไม่ใช่ปรมาจารย์ แต่เคยฆ่าปรมาจารย์มาก่อน
- Home
- ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ
- บทที่ 182 ไม่ใช่ปรมาจารย์ แต่เคยฆ่าปรมาจารย์มาก่อน
บทที่ 182 ไม่ใช่ปรมาจารย์ แต่เคยฆ่าปรมาจารย์มาก่อน
แต่ว่า ในชั่วขณะถัดมา…
เมื่อรับรู้ถึงพลังที่แผ่ออกมาจากร่างของจางเมิ่ง ดวงตาของจ้าวถ่งก็หรี่ลง ก่อนจะเอ่ยด้วยความตกตะลึง
“จางเมิ่งเจ้าเป็นผู้ฝึกยุทธ์โฮ่วเทียนระดับหนึ่งตั้งแต่เมื่อไร? ข้าจำได้ว่าตอนที่ข้าออกจากค่ายหวงซาเจ้าเพิ่งจะฝ่าด่านขึ้นเป็นผู้ฝึกยุทธ์โฮ่วเทียนระดับสามเท่านั้น”
เห็นจ้าวถ่งประหลาดใจเช่นนั้น จางเมิ่งจึงอธิบายด้วยรอยยิ้ม
“ที่ข้าฝ่าด่านได้เร็วเช่นนี้ ก็เพราะได้ติดตามหัวหน้าของพวกเรามา ถ้าท่านไม่เชื่อ ลองดูคนอื่น ๆ สิ พวกเขาก็พัฒนาไม่ได้ด้อยไปกว่าข้าเท่าไร”
จ้าวถ่งหันไปมอง
ราวกับต้องการยืนยันคำพูดของจางเมิ่ง เสวียปิงและคนอื่น ๆ ต่างพากันแสดงพลังยุทธ์ของตนออกมา
เมื่อได้เห็นชัดเจนแล้ว จ้าวถ่งถึงกับอ้าปากค้าง
ไม่ได้พบกันเพียงแค่เดือนกว่า ๆ มิใช่ไม่ได้เจอกันหลายปี แต่ทำไมลูกน้องของเขาแต่ละคนถึงได้แข็งแกร่งถึงเพียงนี้
โดยเฉพาะหัวหน้ากองร้อยที่เคยอยู่ใต้บังคับบัญชาของเขา วิทยายุทธ์ของแต่ละคนล้วนอยู่ในระดับผู้ฝึกยุทธ์โฮ่วเทียนระดับหนึ่ง บางคนถึงขั้นอยู่ในระดับสูงสุดของโฮ่วเทียน เหลือเพียงก้าวเดียวก็จะก้าวข้ามไปสู่ระดับเซียนเทียนแล้ว
นี่เกือบจะถึงระดับวิทยายุทธ์ของเขาอยู่แล้ว
เมื่อได้สติ จ้าวถ่งก็พลันหันไปมองจางเมิ่ง
“ทั้งหมดนี้เป็นเพราะหลี่เต้าหรือ?”
“ถูกต้อง ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความดีความชอบของหัวหน้า”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ จ้าวถ่งพลันรู้สึกว่าการยอมรับใครสักคนเป็นหัวหน้าก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร อย่างน้อยก็มีผลประโยชน์ที่เห็นได้ชัดอยู่ตรงหน้า
อีกอย่าง หลี่เต้าผู้เป็นหัวหน้าคนนี้ก็ไม่ใช่แค่หัวหน้าหมู่น้อย ๆ ใต้บังคับบัญชาของเขาเหมือนแต่ก่อนแล้ว
ตั้งแต่ที่เขารับป้ายอาญาสิทธิ์จากแม่ทัพโหวมา เขาก็ได้กลายเป็นผู้บัญชาการชั่วคราวของด่านฟู่เฟิงแล้ว
การคำนับคารวะผู้บัญชาการเป็นหัวหน้าไม่ใช่เรื่องน่าอับอายแต่อย่างใด กลับจะเป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจเสียด้วยซ้ำ
…
เมื่อเห็นปฏิกิริยาอันระมัดระวังของทหารชนเผ่าเป่ยมหาน โหวหย่วนเลี่ยงกลับไม่ตกใจแต่รู้สึกยินดี เพราะนั่นแสดงว่าการตัดสินใจของเขาไม่ผิดพลาด
ทันใดนั้น เขาก็ดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงถามออกไปว่า
“เจ้าอยู่ในขั้นปรมาจารย์หรือ?”
ดูจากปฏิกิริยาของทหารชนเผ่าเป่ยมหานแล้ว หากเป็นเพียงแค่กองกำลังทหารม้าที่สามารถรวบรวมกองทัพวิญญาณได้ ก็ไม่น่าจะทำให้อีกฝ่ายแสดงท่าทีเช่นนี้ ถึงอย่างไรก็เป็นเพียงกองกำลังทหารม้าสามร้อยนาย ในขณะที่อีกฝ่ายมีกองทัพหลายหมื่นนาย ความแตกต่างด้านกำลังพลนั้นเห็นได้ชัด
ดังนั้น ในความคิดของเขา มีเพียงยอดฝีมือขั้นปรมาจารย์เท่านั้นที่จะทำให้พวกคนเป่ยมหานเหล่านั้นต้องระแวดระวังถึงเพียงนี้
แต่สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงก็คือ หลี่เต้ากลับส่ายหน้าปฏิเสธ
“ข้าไม่ใช่ปรมาจารย์”
ไม่ใช่ปรมาจารย์หรือ?
โหวหย่วนเลี่ยงชะงักไปชั่วขณะ
หากไม่ใช่ปรมาจารย์ แล้วเหตุใดอีกฝ่ายจึงหวาดกลัวถึงเพียงนั้น และคำพูดต่อมาของหลี่เต้าเกือบทำให้เขาตกตะลึง
ได้ยินเพียงหลี่เต้ากล่าวช้า ๆ ว่า
“แม้ข้าจะไม่ใช่ปรมาจารย์ แต่ข้าเคยสังหารปรมาจารย์มาก่อน”
โหวหย่วนเลี่ยง “???”
ไม่ใช่ปรมาจารย์?
แต่เคยสังหารปรมาจารย์?
หรือจะเป็นมหาราชาปรมาจารย์?
แต่นั่นยิ่งเป็นไปไม่ได้
หากเด็กหนุ่มตรงหน้าเป็นมหาราชาปรมาจารย์ การจัดการกับทหารชนเผ่าเป่ยมหานพวกนี้คงไม่ยากลำบากถึงเพียงนี้ เพียงแค่บุกตะลุยไปก็พอ
แค่เผยตัวตนว่าเป็นมหาราชาปรมาจารย์ พวกนั้นก็คงตกใจวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงไปเองแล้ว
ขณะที่เขากำลังครุ่นคิดสงสัยอยู่เต็มอก จู่ ๆ ก็มีมือข้างหนึ่งยื่นมาตรงหน้าเขา
เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบว่าหลี่เต้ายื่นถุงน้ำขนาดใหญ่ที่ทำจากหนังแกะมาให้
“นี่คือ…”
โหวหย่วนเลี่ยงมองไปทางหลี่เต้าด้วยความสงสัย
“ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามกำลังจัดทัพ พวกท่านก็ควรจัดการบาดแผลของตัวเองให้ดีด้วย”
หลี่เต้ากล่าวตอบ
“ในถุงน้ำนี้ข้าได้ใส่บางสิ่งลงไป มันจะช่วยให้พวกท่านฟื้นฟูสภาพร่างกายได้อย่างรวดเร็ว”
ดูจากบาดแผลของคนเหล่านี้ หากไม่ใช่เพราะพวกเขาเป็นผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียน หากเป็นคนธรรมดาคงตายเพราะบาดแผลบางแห่งบนร่างของพวกเขาไปนานแล้ว
เมื่อได้ยินดังนั้น โหวหย่วนเลี่ยงก็เปิดถุงน้ำ ทันใดนั้นกลิ่นหอมก็ลอยเข้าจมูก
เพียงแค่ได้กลิ่น เขาก็รู้สึกว่าตัวเองกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาก
เขาหยิบถุงน้ำขึ้นมาดื่มหนึ่งอึก แล้วหลับตาลงสัมผัสความรู้สึก
ผ่านไปหลายลมหายใจ
โหวหย่วนเลี่ยงก็ลืมตามองถุงน้ำด้วยแววตาเป็นประกาย อดไม่ได้ที่จะเอ่ยว่า
“ของวิเศษจริง ๆ!”
“ขอบคุณ”
เขาเงยหน้าขึ้นมองหลี่เต้าพลางกล่าวขอบคุณอย่างจริงจัง
เพราะเขารู้ดีว่าของสิ่งนี้มีความหมายเช่นไร
มันหมายถึงการที่พวกแม่ทัพใต้บังคับบัญชาของเขาจะมีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้น
หลังจากนั้น โหวหย่วนเลี่ยงก็ถือถุงน้ำมาอยู่ต่อหน้าแม่ทัพที่เหลือรอดใต้บังคับบัญชาของตน หลังจากอธิบายไปพักหนึ่ง ทุกคนก็แบ่งน้ำในถุงน้ำจนหมด
ระหว่างนั้น จ้าวถ่งก็รับถุงน้ำมาและกำลังจะดื่ม จางเมิ่งที่อยู่ข้าง ๆ อดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้น
“แม่ทัพจ้าว พอท่านดื่มน้ำนี้เข้าไป ท่านจะเข้าใจว่าเหตุใดพวกเราถึงแข็งแกร่งขึ้นมากเช่นนี้”
เมื่อเห็นทุกคนแบ่งน้ำในถุงน้ำจนหมด เสี่ยวเฮยที่อยู่ข้าง ๆ หลี่เต้าก็อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงครางออกมาสองครั้ง ดวงตาคู่โตฉายแววน้อยใจ
เพราะน้ำในถุงนั้นเป็นเสบียงของมัน
ตอนนี้ต้องมาเห็นเสบียงของตัวเองถูกเจ้านายมอบให้คนอื่นไป จะรู้สึกดีได้อย่างไร
หลี่เต้าอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบา ๆ ได้แต่กล่าวปลอบมัน
“เอาล่ะ อย่าน้อยใจไปเลย กลับไปข้าจะชดเชยให้เจ้าเป็นสองเท่า”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของเสี่ยวเฮยก็เป็นประกายขึ้นมา เก็บสีหน้าน้อยใจนั้นกลับไป
เมื่อทุกคนดื่มน้ำเข้าไปแล้ว ก็เกิดปฏิกิริยาขึ้นอย่างรวดเร็ว
เพราะในใจพวกเขาไม่มีความคิดร้ายต่อหลี่เต้าจึงไม่เกิดอาการต่อต้าน ทุกคนดูดซึมเลือดวิเศษในน้ำได้อย่างง่ายดาย
ครู่ต่อมา ทุกคนต่างได้สติกลับคืนมา
ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บต่างจ้องมองบาดแผลที่กำลังสมานตัวอย่างรวดเร็วด้วยสายตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
ส่วนผู้ที่บาดเจ็บไม่มากนักก็รู้สึกได้ว่าพลังปราณแท้ที่สูญเสียไปก่อนหน้านี้กำลังฟื้นคืนอย่างรวดเร็ว
เลือดวิเศษราวกับยาวิเศษสารพัดประโยชน์ ส่วนใดขาดก็จะเติมเต็มส่วนนั้น
จนเมื่อคนเหล่านี้เงยหน้าขึ้นมองไปยังหลี่เต้าอีกครั้ง ในแววตาไม่มีความรู้สึกแปลกเช่นก่อนหน้านี้อีกต่อไป ต่างแสดงสีหน้าซาบซึ้งและยอมรับออกมา
…
ในเวลาเดียวกัน
ณ กองทัพพันธมิตรสามเผ่า
ภายใต้การบัญชาการของเซินเหล่ยและคนอื่น ๆ กองกำลังใต้บังคับบัญชารวมตัวกันอย่างรวดเร็ว เริ่มจัดทัพอย่างเป็นระเบียบ
พร้อมกับการรวมตัวกันของกองทัพ กองทัพวิญญาณที่มองไม่เห็นก็เริ่มก่อตัวขึ้นบนร่างของเหล่าทหาร และยิ่งปรับทัพ กองทัพวิญญาณก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น แข็งแกร่งยิ่งกว่ากองทัพวิญญาณที่รวมพลังต่อกรกับเสิ่นจงครั้งก่อนเสียอีก
หนึ่ง เพราะครั้งนี้มีจำนวนทหารมากกว่าครั้งก่อน
สอง เพราะสามเผ่าผ่านการร่วมมือกันมาต่อเนื่องกว่าหนึ่งเดือน จนเกิดความเข้าใจกัน ซึ่งจะยิ่งเสริมความแข็งแกร่งให้กองทัพวิญญาณ
ยามนี้ เมื่อราชาถ่ามู่รับรู้ถึงกองทัพวิญญาณของฝ่ายตน สีหน้าของพระองค์ก็ค่อย ๆ ฉายแววมั่นใจ
เมื่อนึกถึงกองกำลังทหารม้าแห่งต้าเฉียนที่เคยรังแกเผ่าถ่ามู่มาเนิ่นนาน ในใจของเขาก็อดไม่ได้ที่จะพลุ่งพล่านด้วยความเกลียดชัง
“คอยดูเถอะ ข้าจะสับร่างพวกเจ้าเป็นหมื่นชิ้น”
จากนั้น ราชาถ่ามู่ก็หันไปมองเซินเหล่ยที่อยู่ด้านข้างแล้วตรัสถาม
“ต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใด”
“ขอพระองค์ทรงวางพระทัย อีกประเดี๋ยวก็เสร็จแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เซินเหล่ยตอบ