ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 191 จบ
บทที่ 191 จบ
หากรู้แต่แรกว่าฝั่งราชาถ่ามู่จะพ่ายแพ้ง่ายดายเช่นนี้ เขาควรจะวิ่งหนีออกไปตั้งแต่แรกโดยไม่ลังเล และก็คงไม่ถูกหัวหน้าองครักษ์หลินอีหลอกเอาได้
ในตอนนั้นเอง จู่ ๆ เขาก็รู้สึกถึงกระแสลมแรงพัดมาจากด้านหลังศีรษะ แต่ในเวลานี้ เขาทาอะไรไม่ได้แล้ว
“ไม่…”
เซินเหล่ยเพิ่งเอ่ยได้เพียงคำเดียว เบื้องหน้าก็กลายเป็นความมืดมิด
โครม! พร้อมกับเงาของง้าวมังกรทมิฬยาวกว่าสิบจั้งทาบลงมา เซินเหล่ยก็กลายเป็นโคลนเละฝังจมลงใต้พื้นดินทันที
… เมื่อมองเห็นทางออกของเส้นทางภูเขาที่อยู่ใกล้เข้ามาทุกที หัวใจของหลินอีก็สั่นรัว ดวงตาเปล่งประกายวาบขึ้นโดยไม่รู้ตัว
วิ่งออกไป แค่วิ่งออกไปได้ เขาก็จะหลุดพ้นจากการไล่ล่าของปีศาจตนนั้น และเมื่อหลุดพ้นจากการไล่ล่า เขาก็จะสามารถกลับไปยังชนเผ่าเป่ยมหานได้
แม้เผ่าถ่ามู่อาจจะกลายเป็นเพียงประวัติศาสตร์แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่สำคัญอีกต่อไป
ด้วยวรยุทธ์ระดับผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียนขั้นปลายของเขา เพียงแค่เข้าร่วมชนเผ่าใหญ่ที่ไหนสักแห่ง ก็จะได้รับการต้อนรับอย่างดี หรือแม้กระทั่งเขาอาจก้าวไปได้ไกลกว่านี้ ด้วยการเข้าร่วมกับหนึ่งในสี่ชนเผ่าใหญ่ของชนเผ่าเป่ยมหาน
สรุปคือ ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ ย่อมมีความหวังอีกมากมาย สองร้อยเมตร… หนึ่งร้อยเมตร…
ระยะทางนี้ดูเหมือนจะไม่สั้น แต่สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ระดับผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียนขั้นปลายแล้ว ใช้เวลาเพียงสองถึงสามวินาทีเท่านั้น ในที่สุด หลินอีก็วิ่งออกจากเส้นทางภูเขาได้สำเร็จ
แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ดีใจ จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าที่คุ้นเคยดังเข้ามาในหู และเสียงนั้นก็ดังชัดมากขึ้นเรื่อย ๆ
ในตอนนั้นเอง เขาก็ตระหนักได้ว่าตนเองเข้าใจผิดไปเรื่องหนึ่ง การที่เขาหนีออกจากเส้นทางภูเขาได้ ไม่ได้หมายความว่าเขาจะรอดพ้นจากการไล่ล่า แต่กลับเป็นการวิ่งเข้าสู่พื้นที่ล่าสัตว์ที่ใหญ่กว่าของนายพราน ตราบใดที่อีกฝ่ายยังจับตาดูเขาอยู่ ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะถูกกำหนดไว้แล้ว
เมื่อเข้าใจถึงจุดนี้ หลินอีก็สูดหายใจลึก ในเมื่อไม่ว่าจะวิ่งหนีหรือไม่ก็ต้องตาย งั้นก็สู้ตายเลยแล้วกัน
“ดูข้าสิ…”
หลินอีเพิ่งจะหันหน้าไป ก็พูดไม่ออกในทันที เพราะง้าวยาวสิบกว่าเมตรนั้นได้ปรากฏอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว
โครม! พร้อมกับเสียงดังกึกก้อง หลินอีก็ก้าวตามรอยเซินเหล่ยไปสำเร็จ
[ฆ่าศัตรูหนึ่งคน ได้รับคุณสมบัติ: 82.43]
จนถึงตอนนี้ แกนนำของเผ่าถ่ามู่ นอกจากราชาถ่ามู่ที่ถูกจับกุม ที่เหลือล้วนถูกกำจัดจนหมดสิ้น
ณ ที่ทางออกของเส้นทางภูเขา หลี่เต้าเก็บง้าวมังกรทมิฬพาดบ่า เมื่อเหลือบมองดูก็พบว่ามีทหารชนเผ่าเป่ยมหานจำนวนมากกำลังวิ่งออกมาจากเส้นทางภูเขา มุ่งหน้าวิ่งเตลิดเข้าไปในที่ราบลึก
ส่วนในเส้นทางภูเขา ทหารชนเผ่าเป่ยมหานที่อยู่ด้านหลังก็ทยอยวิ่งออกมาไม่ขาดสาย เมื่อมองดูจากระยะไกล จางเมิ่งและคนอื่น ๆ ยังคงไล่ล่าสังหารทหารชนเผ่าเป่ยมหานที่หลบหนีอยู่ทางด้านหลังสุด
หืม?
จู่ ๆ สีหน้าของหลี่เต้าก็เคร่งขรึม สายตามองไปทางด้านข้าง แต่กลับเห็นแค่ทหารเผ่าเป่ยมหานที่กำลังหลบหนี ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ
แต่ความรู้สึกเมื่อครู่ของเขาต้องไม่ผิดแน่ เขารู้สึกได้ว่ามีคนจ้องมองอยู่ และเป็นผู้ที่มีวรยุทธ์อยู่ในขั้นแรกของเซียนเทียนเป็นอย่างน้อย
แท้จริงแล้ว ผู้ที่มีพลังต่ำกว่าขั้นเซียนเทียนในสายตาเขานั้นก็เป็นเพียงมดปลวกเท่านั้น จนแทบจะไม่อยู่ในการรับรู้ของเขาแล้ว
“ปลาที่หลุดรอดตาข่ายงั้นหรือ?”
หลี่เต้าส่ายหน้า ไม่สนใจ อีกฝ่ายหายวับไปในพริบตา เห็นได้ชัดว่าตั้งใจหลบหนีเขา
ทหารชนเผ่าเป่ยมหานที่หนีกระจัดกระจายมากมายเช่นนี้ เขาคงไม่สามารถไล่ล่าได้ทีละคน เมื่อมองดูสถานการณ์โดยรอบ สำหรับทหารเป่ยมหานที่วิ่งหนีเข้าไปในทุ่งราบ หลี่เต้าไม่อยากไล่ตามแล้ว เพราะถึงไล่ตามทันก็ไม่สามารถจับได้มากนัก ทุ่งราบกว้างใหญ่เกินไป ทหารชนเผ่าเป่ยมหานที่หนีออกจากช่องเขาต่างวิ่งกระจายไปทุกทิศทุกทาง
เขาหันกลับไปมองทหารเป่ยมหานที่ยังคงวิ่งหนีออกมาจากในช่องเขา การจัดการกับพวกทหารเป่ยมหานที่อยู่ตรงหน้านี้นั้นง่ายกว่า ดังนั้น เขาจึงชูง้าวมังกรทมิฬขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อกวาดล้างร่วมกันกับพวกจางเมิ่ง
ในเวลาเดียวกัน ณ จุดหนึ่งบนพื้นหิมะในทุ่งราบ
จินโม่ปิดตาของเลี่ยชิงที่อยู่ข้าง ๆ แน่น พูดด้วยความโกรธ
“เจ้าบ้านี่ เสียสติไปแล้วหรือ กล้าจ้องมองนานขนาดนั้น ไม่รู้หรือว่ายิ่งผู้ที่ยิ่งแข็งแกร่งเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีการรับรู้ที่แหลมคมเท่านั้น หากถูกพบเข้า พวกเราทั้งสองคนต้องตายแน่”
พวกเขาทั้งสองมีวรยุทธ์เพียงแค่ผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียนขั้นปลายเช่นเดียวกับเซินเหล่ยและคนอื่น ๆ หากถูกจับได้ อีกฝ่ายก็สามารถจัดการพวกเขาได้ภายในสองกระบวนท่าเท่านั้น
เลี่ยชิงปัดมือที่ปิดตาเขาออก พูดอย่างหงุดหงิด
“อย่าปิดเลย เรื่องที่เจ้าพูดข้าก็รู้อยู่แล้ว”
“รู้งั้นรึ? รู้แล้วยังจะมองนานขนาดนั้น?”
“เจ้าคิดว่าข้าอยากหรือ?”
เลี่ยชิงเหลือบมองร่างที่หันหลังอยู่แต่ไกลอย่างระมัดระวัง ก่อนอธิบายว่า
“ข้าแค่อยากจดจำใบหน้าของคนผู้นั้นไว้”
“จดจำใบหน้าเขาไว้แล้วมีประโยชน์อะไร?”
จินโม่ถามอย่างสงสัย
“จะไม่มีประโยชน์ได้อย่างไร หากจำได้แล้ว คราวหน้าเจอกันข้าก็จะได้วิ่งหนีแต่เนิ่น ๆ ไม่ต้องมาแอบหลบหนีออกมาเหมือนตอนนี้”
“เจ้าคิดในแง่ดีบ้างไม่ได้หรือ คิดว่าต่อไปจะไม่ได้เจอกันอีก”
“ข้าก็ไม่อยากเจอปีศาจนั่นอีกหรอก แต่ถ้าบังเอิญเจอขึ้นมาล่ะ”
“เจ้าจำหน้าเขาได้แล้วหรือ?”
“จำได้แล้ว”
“ดี กลับไปวาดหน้าคนผู้นั้นให้ข้าดูสักภาพ”
“เจ้าจะทำอะไร?”
“ไม่ใช่เจ้าบอกเองหรือว่า ให้จำไว้แม่น ๆ คราวหน้าจะได้วิ่งหนีให้เร็วกว่านี้”
“…”
… ด้วยความร่วมมือกันของหลี่เต้าและพวกจางเมิ่ง ทหารชนเผ่าเป่ยมหานที่เหลืออยู่บนเส้นทางภูเขาถูกกำจัดไปอย่างรวดเร็ว ไม่ถึงหนึ่งก้านธูปก็เสร็จสิ้น ทหารเป่ยมหานคนสุดท้ายล้มตายที่ริมทางภูเขา
ในขณะนี้ จางเมิ่งและคนอื่น ๆ รวมถึงแม่ทัพที่เหลือจากด่านฟู่เฟิงยืนอยู่ที่ริมทางภูเขาพร้อมกับหลี่เต้า มองออกไปยังทุ่งราบเบื้องหน้า
เห็นเพียงทหารเป่ยมหานจำนวนมากกำลังหนีเข้าไปในทุ่งราบที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน แม้จะมองจากระยะไกล ก็ยังเห็นร่างที่กำลังหนีอย่างอเนจอนาถ
เมื่อเห็นทหารเป่ยมหานที่กำลังหลบหนี จ้าวถ่งก็อดไม่ได้ที่จะด่าออกมา
“พวกสัตว์เดรัจฉานพวกนี้วิ่งเร็วจริง ๆ ปล่อยให้พวกมันรอดได้ง่ายเกินไปแล้ว”
โหวหย่วนเลี่ยงที่อยู่ข้าง ๆ พูดขึ้นมาทันทีว่า
“อาจจะไม่ได้ปล่อยให้พวกมันรอดไปง่าย ๆ ก็ได้”
“ท่านแม่ทัพโหว เหตุใดจึงกล่าวเช่นนั้น พวกสัตว์เดรัจฉานพวกนั้นหนีไปแล้วนะ”
จ้าวถ่งขมวดคิ้วถาม ผู้คนรอบข้างต่างมองไปที่โหวหย่วนเลี่ยงด้วยความสงสัย
“เพราะสภาพอากาศ”
ก่อนที่แม่ทัพโหวจะได้อธิบาย เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านข้าง หลี่เต้ามองเห็นสายตาของทุกคนจับจ้องมาที่เขา จึงอธิบายว่า
“ความหมายของท่านแม่ทัพโหว คงจะหมายความว่า พวกนั้นหนีออกจากด่านฟู่เฟิงได้ง่าย แต่การจะหนีกลับไปให้สำเร็จนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย”
“ตอนนี้เป็นฤดูหนาว ยิ่งไปทางเหนือของชายแดนต้าเฉียนยิ่งหนาวเย็น และหากคำนวณตามวันที่ ก็ใกล้จะถึงวันสามเก้าแล้ว ซึ่งเป็นช่วงที่หนาวที่สุดของฤดูหนาว”
“ด้วยความเร็วในการเดินทางของทหารชนเผ่าเป่ยมหานหนีทัพเหล่านี้ พวกเขาจะไม่สามารถหนีกลับไปถึงชนเผ่าเป่ยมหานก่อนที่จะถึงวันสามเก้าได้แน่นอน แม้ว่าจะมีบางคนหนีกลับไปได้ แต่ก็คงยากที่จะหาที่พักพิง”
“เมื่อถึงตอนนั้น ในสภาวะที่ขาดแคลนเสบียง พวกเขาจะต้องเผชิญกับความหนาวเย็น ความหิวโหย และความยากลำบากต่าง ๆ อีกทั้งเพราะเป็นเขตชายแดน พวกเขาก็ไม่สามารถใช้ความถนัดในการปล้นชิงได้”
“สุดท้ายแล้ว พวกเขาจะพบว่า บางครั้งการตายอย่างรวดเร็วก็เป็นโชคดีอย่างหนึ่ง”