ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 192 เสิ่นจงถูกพาตัวไป
บทที่ 192 เสิ่นจงถูกพาตัวไป
ในตอนท้าย หลี่เต้ามองไปที่แม่ทัพโหวพลางเอ่ยว่า
“ท่านแม่ทัพโหว คำอธิบายของข้าคงไม่มีปัญหาใช่หรือไม่”
แม่ทัพโหวชูนิ้วโป้งขึ้น พูดยิ้ม ๆ
“ข้าคิดไม่รอบคอบเท่าเจ้าหรอก คำอธิบายของเจ้าครอบคลุมกว่าข้ามากนัก”
จ้าวถ่งและคนอื่น ๆ เมื่อได้ฟังคำพูดเหล่านี้ ความไม่พอใจในใจก็สงบลง ขอเพียงพวกเป่ยมหานที่หนีไปนั้นไม่ได้อยู่สบายก็พอ
ในตอนนั้นเอง แม่ทัพโหวก็ได้เอ่ยขึ้น
“ท่านผู้บัญชาการ ในเมื่อกองทัพชนเผ่าเป่ยมหานพ่ายแพ้ถอยร่นไปแล้ว ต่อจากนี้ท่านคิดว่าควรจัดการอย่างไร”
หลี่เต้าเอ่ยตอบ
“ท่านแม่ทัพโหว ในเมื่อกองทัพชนเผ่าเป่ยมหานพ่ายแพ้ถอยร่นไปแล้ว ตำแหน่งผู้บัญชาการชั่วคราวของข้าก็ควรคืนให้ท่าน”
แม่ทัพโหวยิ้มบาง โบกมือพลางกล่าวว่า
“ช่างเถอะ กระดูกเก่า ๆ ของข้าได้ทำงานมานานพอแล้ว เรื่องต่อจากนี้ยกให้พวกเจ้าคนหนุ่มจัดการจะดีกว่า”
“เช่นนั้นเหมาะสมหรือ”
“จะไม่เหมาะสมตรงไหนกัน”
แม่ทัพโหวกวาดตามองคนที่เหลือ แล้วถามออกมา
“พวกเจ้าว่าเหมาะสมหรือไม่”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหล่าแม่ทัพที่เหลือของด่านฟู่เฟิงต่างพากันพยักหน้ารัว ๆ
“แน่นอนว่าเหมาะสม”
ไม่ต้องดูอย่างอื่น แค่พละกำลังที่มีก็ทำให้หลี่เต้าได้รับการยอมรับจากทุกคนที่อยู่ในที่นี้แล้ว
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เต้าก็กวาดตามองไปยังเหล่าแม่ทัพแห่งด่านฟู่เฟิง ก่อนจะหยุดสายตาอยู่ที่แม่ทัพโหว แล้วประสานมือคำนับพลางกล่าว
“ในเมื่อทุกท่านกรุณา ข้าก็จะไม่ปฏิเสธอีก”
เขามองดูเกล็ดหิมะที่ค่อย ๆ โปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า
“อีกไม่นานหิมะก็จะตกหนักแล้ว ทุกท่านรีบกลับเข้าเมืองกันเถิด”
“ขอรับท่านแม่ทัพ!”
… ไม่นานหลังจากนั้น ภายใต้การนำของหลี่เต้าทุกคนก็เดินทางเข้าสู่ด่านฟู่เฟิง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขามาด่านฟู่เฟิง ครั้งก่อนตอนที่เดินทางไปรายงานตัวที่ค่ายหวงซาก็เคยผ่านด่านฟู่เฟิงมาแล้ว เพียงแต่ตอนนั้นเร่งรีบจึงไม่ได้แวะพัก จนกระทั่งบัดนี้เขาถึงได้มีโอกาสเห็นภาพรวมของด่านฟู่เฟิงอย่างแท้จริง
หลังจากเข้ามาในด่านฟู่เฟิงหลี่เต้าสังเกตเห็นว่าตึกหลายหลังถูกรื้อออก
เมื่อสังเกตเห็นสายตาของหลี่เต้า แม่ทัพผู้หนึ่งก็อธิบายว่า
“ตอนนั้นเพื่อความอยู่รอด พวกเราจำต้องรื้อบ้านเรือนเพื่อกันความหนาว”
หลี่เต้าพยักหน้า แล้วกล่าวว่า
“เช่นนั้นต่อไปก็ไม่ต้องรื้ออีกแล้ว”
“ไม่รื้อหรือ?” แม่ทัพผู้นั้นเอ่ยต่อ
“หากไม่รื้อ แล้วอีกไม่กี่วันที่จะถึงช่วงหนาวจัดจะทำอย่างไร”
หลี่เต้าหยุดคิดครู่หนึ่ง แล้วจึงกล่าวว่า
“นอกด่านไม่ใช่ว่ามีศพที่ใช้เผาให้ความอบอุ่นได้อยู่หรือ? ศพกว่าหมื่นศพ น่าจะเผาได้นานพอสมควร”
เหล่าแม่ทัพนายกอง “???”
ไม่นานนัก ทุกคนก็มาถึงคฤหาสน์แห่งหนึ่งในด่านฟู่เฟิง ทันทีที่มาถึงด้านนอกคฤหาสน์ จู่ ๆ ก็มีเงาร่างหนึ่งเดินออกมาจากด้านใน
“ไอ้พวกคนเป่ยมหาน วันนี้ข้าจะสู้กับพวกเจ้าจนถึงที่สุด!”
เงาร่างนั้นพุ่งออกมา ในมือถือหอกยาวพลางตะโกนด่าไปด้วย ที่หน้าประตู หลี่เต้าและคนอื่น ๆ ต่างตกตะลึงเมื่อเห็นคนที่พุ่งออกมา
จ้าวถ่งมองเห็นโฉมหน้าของเงาร่างนั้นชัดเจนแล้ว อดไม่ได้ที่จะเอ่ยหยอกล้อว่า
“ท่านเจิ้ง ท่านกำลังแสดงละครอะไรอยู่หรือ?”
คนที่มานั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นหมอทหารผู้เฒ่าที่อยู่รักษาเสิ่นจงในคฤหาสน์นั่นเอง
ยามนี้เขาไม่ได้มีท่าทีสุขุมเยือกเย็นเหมือนก่อนหน้านี้อีกต่อไป ในมือกำดาบยาว เขาราวกับว่าได้แปรเปลี่ยนเป็นทหารผู้เฒ่าที่เต็มไปด้วยความดุดัน ทั่วร่างแผ่ไอสังหาร ไม่เหลือเค้าความเป็นหมอทหารอยู่เลยแม้แต่น้อย
“พวกเจ้า…”
เมื่อได้ยินคำพูดของจ้าวถ่ง ท่านเจิ้งก็ได้สติมองทุกคนตรงหน้าด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ
“พวกเจ้าไม่ได้ไปรบกับพวกคนเป่ยมหานหรอกหรือ? เหตุใดจึงมาปรากฏตัวที่นี่? หรือว่าพวกเจ้าตายกันไปหมดแล้ว? กลับมารอข้าเพื่อไปพร้อมกันหรือ?”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ หมอทหารผู้เฒ่าก็แผ่ไอสังหารออกมาทันที
“พวกเจ้ารออยู่ที่นี่ก่อน ข้าจะต้องพาพวกเป่ยมหานไปด้วยสักสองสามคน”
แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว จ้าวถ่งก็รีบคว้ามือเอาไว้
“ท่านเจิ้ง พวกเรายังไม่ตาย อีกทั้งไม่จำเป็นต้องให้ท่านไปสังหารพวกเป่ยมหานด้วย พวกมันถูกสังหารถอยร่นไปแล้ว”
“ถอยร่นไปแล้ว?”
“ขอรับ ๆ”
จ้าวถ่งพยักหน้าซ้ำ ๆ
ท่านเจิ้งถึงได้รู้สึกว่านี่เป็นเรื่องจริงขึ้นมา ยืนยันว่าคนตรงหน้าเป็นคนเป็น แต่ยังมีอีกปัญหาหนึ่งที่ต้องถาม
“พวกเป่ยมหานมีทัพใหญ่หลายหมื่น พวกเจ้าใช้อะไรสังหารจนพวกมันต้องถอยร่น?”
“อาศัยแม่ทัพคนใหม่ของพวกเรา หากไม่เชื่อ ท่านถามท่านแม่ทัพโหวและคนอื่น ๆ ดูได้”
จ้าวถ่งอธิบาย
ท่านเจิ้งมองไป เห็นทุกคนพยักหน้าให้ สุดท้าย สายตาของเขาก็หยุดอยู่ที่หลี่เต้า
“เจ้าคือแม่ทัพคนใหม่ของพวกเขา? อายุน้อยถึงเพียงนี้?”
ทันใดนั้น ท่านเจิ้งก็ขมวดคิ้ว ดวงตาขุ่นมัวจ้องมองนิ่ง พึมพำออกมา
“ทำไมข้าถึงรู้สึกคุ้นหน้าเจ้าเหลือเกิน”
ได้ยินดังนั้น หลี่เต้าก็ไม่ได้พูดอะไร ทำเพียงยิ้มบางแล้วยื่นข้อมือไปตรงหน้าท่านเจิ้ง ท่านเจิ้งตรวจชีพจรที่ข้อมือของหลี่เต้าตามความเคยชิน ทว่าในชั่วขณะถัดมา สีหน้าของเขาก็ชะงักค้าง จ้องมองหลี่เต้าแล้วเอ่ยด้วยความไม่อยากเชื่อ
“เป็นเจ้าจริง ๆ!”
“จำข้าได้แล้วหรือ?”
“แน่นอนว่าจำได้ ข้าจับชีพจรมานับสิบปี แต่ชีพจรของเจ้านั้นแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาคนที่เคยพบมา”
เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้คนรอบข้างต่างพากันตะลึง พวกเขาเคยเห็นคนที่ดมกลิ่นแล้วรู้ว่าเป็นสตรี แต่ไม่เคยเห็นผู้ใดจับชีพจรแล้วจำคนได้ วันนี้นับว่าได้เปิดหูเปิดตากันเลยทีเดียว
ทันใดนั้น ท่านเจิ้งก็ชะงักไปอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยว่า
“หากข้าจำไม่ผิด เจ้าเพิ่งเข้ากองทัพมาได้ไม่กี่เดือน เหตุใดจึงกลายเป็นแม่ทัพคนใหม่ได้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เต้าก็อดยิ้มไม่ได้ เขาได้แต่บอกว่าทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
จู่ ๆ ท่านเจิ้งก็นึกบางอย่างขึ้นได้จึงร้องอุทานว่า
“แย่แล้ว!”
“มีเรื่องอะไรแย่หรือ?”
หลี่เต้าขมวดคิ้วถาม
“เป็นแม่ทัพเสิ่นที่แย่แล้ว!”
“อะไรนะ?”
หลี่เต้ายังไม่ทันได้ตั้งตัว เหล่าแม่ทัพที่เหลือรอดจากด่านฟู่เฟิงก็เริ่มกระวนกระวายกันแล้ว โหวหย่วนเลี่ยงก้าวออกมาถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“ท่านเจิ้ง เกิดอะไรขึ้นกับแม่ทัพเสิ่นหรือ?”
“เมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน ฉีเซิ่ง เจ้าหนูนั่นวิ่งกลับมา”
ท่านเจิ้งอธิบาย
ฉีเซิ่ง! เมื่อได้ยินท่านเจิ้งเอ่ยถึงชื่อนี้ ทุกคนจึงนึกขึ้นได้ว่าตอนที่พวกเขากำลังป้องกันด่านอย่างยากลำบากนั้น ยังมีคนหนึ่งที่หนีไป
จากนั้นได้ยินท่านเจิ้งพูดต่อว่า
“พอเจ้าหนูฉีเซิ่งนั่นกลับมา ก็บอกเรื่องที่พวกเป่ยมหานบุกทลายด่านฟู่เฟิงแล้ว หลังจากนั้นมันก็พาแม่ทัพเสิ่นจากไป ดังนั้น…”
ท่านเจิ้งพยักหน้าอย่างจนใจ
“ที่ข้าบอกว่าไม่ดีก็คือเรื่องที่ฉีเซิ่งพาแม่ทัพเสิ่นไปนี่แหละ”
สีหน้าของโหวหย่วนเลี่ยงเปลี่ยนเป็นดำมืด
“มันกล้าดียังไง! มันไม่รู้หรือว่าแม่ทัพเสิ่นถูกพิษร้ายจนเหลือเวลาไม่มากแล้ว ในสถานการณ์แบบนี้ยังกล้าพาคนไปตามใจชอบอีก”
“พูดตามตรง การกระทำของฉีเซิ่งไม่ผิด ถ้าพวกเจ้าไม่สามารถรักษาด่านฟู่เฟิงไว้ได้ สภาพของแม่ทัพเสิ่นที่อยู่ที่นี่ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ปัญหาตอนนี้คือพวกเจ้ารักษายิ่งใหญ่ด่านฟู่เฟิงไว้ได้แล้ว เช่นนี้เจ้าหนูนั่นก็ทำให้แม่ทัพเสิ่นต้องลำบากโดยเปล่าประโยชน์”
ท่านเจิ้งถอนหายใจกล่าว
“จะมีผลกระทบต่อแม่ทัพเสิ่นหรือไม่?”
โหวหย่วนเลี่ยงรีบถามต่อ
ท่านเจิ้งยิ้มขื่นพลางพยักหน้า
“จะไม่มีผลกระทบได้อย่างไร ถ้าอยู่ที่นี่หากเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมา ข้าก็ยังพอดูแลได้ แต่แม่ทัพเสิ่นถูกพาไปแล้ว ทุกอย่างก็ได้แต่ปล่อยให้เป็นไปตามโชคชะตา”
พอได้ยินคำพูดนี้ โหวหย่วนเลี่ยงและคนอื่น ๆ ก็ยิ่งโกรธมากขึ้น
“ท่านเจิ้งแล้วฉีเซิ่งจากไปนานเท่าไรแล้ว”
จ้าวถ่งถามขึ้นทันที
“ประมาณสามชั่วยามแล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนก็หมดหวังทันที สามชั่วยามนั้นเพียงพอให้ฉีเซิ่งหนีไปจนพวกเขาไล่ตามไม่ทัน