ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 214 คุ้นชื่อ
พวกเขายอมรับได้ที่ชนเผ่าเป่ยหมานยั่วยุต่อราชวงศ์ต้าเฉียน เพราะมีแต่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะถูกผู้อ่อนแอยั่วยุ แต่สิ่งที่พวกเขายอมรับไม่ได้คือ ชนเผ่าเป่ยหมานเกือบจะได้รับเปรียบราชวงศ์ต้าเฉียน
เมื่อได้ยินดังนั้น ฮ่องเต้ก็มองไปยังขุนนางฝ่ายทหารที่ยังไม่ได้แสดงความคิดเห็น
“พวกเจ้าที่เหลือมีความเห็นเช่นไร?”
ในตอนนั้น ขุนนางฝ่ายทหารชั้นหนึ่งที่เป็นผู้นำก็ก้าวออกมา
“กระหม่อมเห็นว่าการกระทำของชนเผ่าเป่ยหมานครั้งนี้มีเจตนายั่วยุราชสำนักต้าเฉียน อีกทั้งกระหม่อมก็คิดว่าไม่ควรปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปง่ายๆ แต่ก็ไม่ควรทำอะไรหุนหันพลันแล่น ควรพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนจะดำเนินการใดๆ”
จากนั้น ขุนนางฝ่ายทหารที่เหลือก็ทยอยแสดงความคิดเห็นของตนตามมา แม้ว่าแต่ละคนจะมีท่าทีแตกต่างกันไป แต่ก็มีจุดร่วมกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือไม่อาจปล่อยให้การกระทำของชนเผ่าเป่ยหมานครั้งนี้ผ่านไปโดยไม่มีการจัดการ
ส่วนกลุ่มขุนนางฝ่ายปกครอง ทั้งฮ่องเต้และพวกขุนนางฝ่ายทหารต่างก็ไม่ได้สนใจ เพราะในราชวงศ์ต้าเฉียน ขุนนางฝ่ายปกครองดูแลเรื่องภายในแคว้น ขุนนางฝ่ายทหารดูแลการทหาร แบ่งแยกกันอย่างชัดเจน
โดยปกติแล้ว นอกจากจะเป็นเรื่องเป็นความตายของบ้านเมือง หรือเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ส่วนตน จึงจะทำให้ทั้งสองฝ่ายมาเกี่ยวข้องกัน มิเช่นนั้นทั้งสองฝ่ายจะไม่ก้าวก่ายงานของกันและกัน
และภัยจากชนเผ่าเป่ยหมานนี้ ย่อมไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ส่วนตน หรือพูดอีกอย่างคือ แม้จะเกี่ยวข้องแต่ก็ไม่มีใครกล้าออกมาพูด เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับชนต่างเผ่า หากพูดผิดพลาดไปก็อาจถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏทรยศต่อแผ่นดินได้ง่ายๆ
หลังจากได้ยินคำพูดของกลุ่มขุนนางฝ่ายทหาร ฮ่องเต้ก็เงียบไปครู่หนึ่ง เหล่าขุนนางได้แสดงความคิดเห็นกันแล้ว ต่อไปก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของฮ่องเต้อย่างเขา
ในที่สุด หลังจากครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง สีหน้าของฮ่องเต้ก็จริงจังขึ้น จากนั้นพระองค์ก็ตรัสว่า
“ในเมื่อชนเผ่าเป่ยหมานกล้าที่จะยั่วยุต่อราชวงศ์ต้าเฉียนของเรา ราชวงศ์ต้าเฉียนของเราก็ต้องตอบโต้กลับไปอย่างสาสม”
“ขณะนี้ที่ด่านฟู่เฟิงมีกองทัพหนึ่งแสนนายที่นำโดยไท่ผิงกงอยู่แล้ว”
พูดถึงตรงนี้ ฮ่องเต้ก็ทรงทอดพระเนตรลงไปยังด้านล่างแล้วตรัสว่า
“พอดีเลย เฟิงโจวติดกับแคว้นอวิ๋น กำลังขาดแคลนเสบียงเพราะประสบภัยพิบัติใช่หรือไม่?”
“ดังนั้น จงถ่ายทอดคำสั่งของเราไป ให้เฟิงโจวระดมพลครึ่งหนึ่งของกำลังทหารในเขตปกครองไปช่วยเหลืออวิ๋นโจว เสบียงที่เราส่งไปให้นั้นพอประทังชีวิตพวกเขาได้เพียงชั่วคราว ชนเผ่าเป่ยหมานมีวัวแกะเต็มแผ่นดิน หากต่อไปอยากกินดีอยู่ดี ก็ให้ไปปล้นเอาเองเถิด”
“ในเมื่อชนเผ่าเป่ยหมานกล้าให้สามเผ่าที่นำโดยเผ่าถ่ามู่บุกรุกด่านฟู่เฟิง เช่นนั้นคงได้คิดถึงผลที่ต้องแลกมาแล้ว แม้ดินแดนของสามเผ่าของชนเผ่าเป่ยหมานนั้นเราไม่สนใจ แต่ก็พอจะใช้เป็นทุ่งเลี้ยงวัวแกะของราชวงศ์ต้าเฉียนได้ ดังนั้น ศึกครั้งนี้มีเป้าหมายเดียว นั่นคือยึดสามดินแดนที่กล้าลงมือกับราชวงศ์ต้าเฉียนของเรามาให้ได้”
พูดถึงตรงนี้ พระองค์ก็มองไปยังกลุ่มขุนนางฝ่ายทหาร
“เหล่าขุนนางคิดเห็นอย่างไรกับความคิดของเรา”
พูดจบ ผู้นำขุนนางฝ่ายทหารก็ประสานมือคำนับทันที
“ฝ่าบาททรงเกรียงไกร ศึกครั้งนี้จะต้องเชิดชูศักดิ์ศรีของราชวงศ์ต้าเฉียนอย่างแน่นอน”
จากนั้นในท้องพระโรง ทั้งขุนนางฝ่ายทหารและฝ่ายปกครองต่างประสานมือคำนับพร้อมกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า
“ฝ่าบาททรงเกรียงไกร! ราชวงศ์ต้าเฉียนเกรียงไกร!”
ไม่นานหลังจากนั้น การเข้าเฝ้าในยามเช้าก็สิ้นสุดลง ขุนนางทั้งหลายต่างแยกย้ายกันกลับไป
ขันทีคนสนิทนำทางฮ่องเต้มาถึงตำหนักหย่างซิน เมื่อพระองค์เพิ่งประทับลง ก็มีขันทีหลายคนอุ้มฎีกาและเอกสารมากมายเข้ามา
หลังจากมองดูคร่าวๆ ก็ทรงตรัสขึ้นว่า
“วางเอกสารที่เหลือไว้ก่อน เอาฎีกาที่เกี่ยวกับด่านฟู่เฟิงมาจัดเรียงให้ข้า”
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”
ไม่นานนัก ฎีกาที่เกี่ยวกับด่านฟู่เฟิงหลายฉบับก็ถูกนำมาวางตรงหน้าพระองค์ ฎีกาที่อยู่บนท้องพระโรงเมื่อครู่เขียนถึงสถานการณ์คร่าวๆ ของด่านฟู่เฟิง ส่วนฎีกาเหล่านี้เป็นรายละเอียดสถานการณ์ปัจจุบันของด่านฟู่เฟิง
จากนั้น ฮ่องเต้ก็เอนกายพิงบัลลังก์มังกรแล้วเริ่มพลิกฎีกาเหล่านั้นอ่าน แต่เมื่อเปิดฎีกาหน้าแรก สีหน้าของพระองค์ก็ชะงักไป เพราะเขาเห็นชื่อของผู้เขียนฎีกา
“หลี่เต้า…” พระองค์ขมวดคิ้ว พึมพากับตัวเอง “ชื่อนี้… เหตุใดข้าจึงรู้สึกคุ้นหูนัก”
“แค่ก แค่ก” ทันใดนั้น ขันทีที่ยืนอยู่ด้านหลังองค์ฮ่องเต้ก็มีสีหน้าประหลาด อดไม่ได้ที่จะกระแอมไอเบาๆ ออกมา
พระองค์หันกลับไปมอง พลางตรัสถามด้วยสีหน้าสงสัย
“จ้าวจง เจ้ารู้หรือไม่ว่าหลี่เต้าผู้นี้เป็นใคร”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของจ้าวจงก็แข็งค้าง คำพูดคำจาติดขัด ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี ก็เป็นความผิดของเขาเอง ใครใช้ให้มีปฏิกิริยารุนแรงเพียงนั้น
เมื่อเห็นเช่นนี้ ฮ่องเต้ก็รู้ว่าพระองค์คิดถูกแล้ว
“หากไม่อยากถูกลงโทษก็บอกข้ามา”
จ้าวจงรู้ว่าตนเองหลบเลี่ยงไม่ได้ จึงได้แต่ค่อยๆ เอ่ยคำหนึ่งออกมาอย่างระมัดระวัง
“องค์หญิง…”
จ้าวจงยังพูดไม่ทันจบ พระองค์ก็ขมวดคิ้วทันที ในหัวพลันนึกถึงเหตุการณ์ที่ทำให้กริ้วอย่างหนักเมื่อหลายเดือนก่อน ทันใดนั้นเขาก็ตบเก้าอี้มังกร พูดด้วยความโกรธว่า
“ข้านึกออกแล้ว เจ้าชั่วที่ทำให้หมิงเยว่เสียความบริสุทธิ์ก็ชื่อหลี่เต้า”
พอคิดถึงตรงนี้ แววตาของฮ่องเต้ก็เย็นชา
“หรือว่าหลี่เต้าคนนี้จะมีความเกี่ยวข้องกับหลี่เต้านั่น ถ้าเป็นเช่นนั้น ข้าก็…”
“ฝ่าบาท!” เมื่อเห็นสีหน้าของพระองค์ที่ถูกกระตุ้นอารมณ์ จ้าวจงที่อยู่ข้างๆ ก็รีบเอ่ยเตือนว่า
“ขอฝ่าบาทอย่าทรงกริ้วเลยพ่ะย่ะค่ะ คนที่พระองค์ตรัสถึงนั้นถูกประหารชีวิตไปเมื่อหลายเดือนก่อนแล้ว คนผู้นี้น่าจะเป็นเพียงผู้ที่มีชื่อเหมือนกันเท่านั้น”
“ประหารแล้วหรือ?”
“พ่ะย่ะค่ะ สิ้นชีวิตแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อารมณ์ที่พลุ่งพล่านของพระองค์ก็ค่อยๆ สงบลง แต่ก็ยังอดสบถออกมาไม่ได้
“ล้วนเป็นเพราะเจ้าชั่วช้านั่น ทำให้ธิดาของเราต้องทุกข์ทรมาน”
ทันใดนั้น ราวกับนึกบางอย่างขึ้นมาได้ พระองค์หันไปถามว่า
“จ้าวจง ที่ตำหนักหมิงเยว่เป็นอย่างไรบ้าง? หมิงเยว่ยังไม่ยอมออกมาอีกหรือ?”
“ทูลฝ่าบาท องค์หญิงยังคงไม่ยอมก้าวออกจากตำหนักหมิงเยว่แม้แต่ก้าวเดียวพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวจงทูลตอบ
ดูเหมือนเขาจะสังเกตเห็นความกังวลบนพระพักตร์ของฮ่องเต้ จึงรีบกล่าวต่อทันที
“แต่ฝ่าบาทไม่ต้องทรงกังวลพระทัยมากนัก แม้องค์หญิงจะยังไม่ยอมออกมา แต่จากรายงานระยะนี้องค์หญิงทรงเสวยพระกระยาหารขึ้นมาก”
“กระหม่อมได้ยินจากชาวบ้านว่า บางคนสามารถเปลี่ยนอารมณ์ที่ไม่ดีให้กลายเป็นความอยากอาหารได้ บางทีองค์หญิงอาจจะเป็นเช่นนั้น พอผ่านไปสักระยะ เมื่อองค์หญิงระบายอารมณ์หมดแล้ว ก็น่าจะเสด็จออกมา ตอนนี้สิ่งเดียวที่ฝ่าบาทควรกังวลคือ องค์หญิงอาจจะอ้วนขึ้นเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”
อ้วนขึ้น? ฮ่องเต้นึกภาพธิดาของตนที่อ้วนขึ้นในใจจนสะดุ้งโดยไม่รู้ตัว แต่ก็เข้าใจได้อย่างรวดเร็ว
“อ้วนขึ้นก็อ้วนไป ขอเพียงนางปลอดภัยดีก็พอแล้ว”
แม้กระทั่งคิดในใจว่า หากธิดาของตนอ้วนขึ้นก็ดี จะได้ไม่ต้องมีใครมาสนใจนางอีก พอคิดมาถึงตรงนี้ ความรู้สึกอึดอัดในใจของพระองค์ก็ดีขึ้นเล็กน้อย
ทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เขาละเลยชื่อที่ทำให้ขัดหูขัดตานั่นไป แล้วเริ่มพิจารณาเนื้อหาในฎีกาอย่างละเอียด
เวลาค่อยๆ ผ่านไปจนหนึ่งก้านธูป ฮ่องเต้ได้อ่านฎีกาที่เกี่ยวกับด่านฟู่เฟิงทั้งหมดจนจบโดยไม่รู้ตัว พระองค์วางฎีกาในมือลง อดไม่ได้ที่จะพึมพำว่า
“หลี่เต้า…”
เดิมทีนั้น แม้จะไม่เคยพบกับหลี่เต้าผู้เขียนฎีกานี้อย่างเป็นทางการ แต่เพราะอีกคนที่ชื่อ ‘หลี่เต้า’ จึงทำให้เขารู้สึกรังเกียจโดยธรรมชาติ แต่หลังจากอ่านฎีกาจบ ความรู้สึกรังเกียจในใจของเขากลับหายไปหมดสิ้น