ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 216 องค์หญิงหมิงเยว่
บทที่ 216 องค์หญิงหมิงเยว่
ในวังหลัง ณ ตำหนักหมิงเยว่
หลังจากที่หลี่เต้า ‘บังเอิญ’ บุกเข้ามาเมื่อหลายเดือนก่อน ที่นี่ก็ถูกฮ่องเต้จัดการให้กลายเป็นป้อมปราการที่แข็งแกร่งดุจกำแพงทองแดงและเหล็กกล้า
ปัจจุบัน ไม่เพียงแค่คนธรรมดาอย่างหลี่เต้า แม้แต่ผู้ฝึกฝนขั้นปรมาจารย์มาถึงที่นี่ก็ต้องพบจุดจบ
… ภายในห้องโถงหลักของตำหนักหมิงเยว่
องค์หญิงหมิงเยว่เอนกายพิงบนเตียง ดวงตาอันเยือกเย็นของนางเต็มไปด้วยความรู้สึกสับสน สายตาไร้จุดหมายตกลงบนหน้าท้องที่นูนขึ้นเล็กน้อยของตน
แม้ว่าในร่างกายของนางจะไม่มีพลังวิเศษแม้แต่น้อย แต่นางก็สามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจนถึงบางสิ่งที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกประหลาดกำลังเติบโตอยู่ในครรภ์
ครู่หนึ่งผ่านไป นางพึมพากับอากาศว่า
“นี่คือสิ่งที่เจ้าหมายถึงตอนที่บอกว่าข้าจะต้องมาขอร้องเจ้าหรือ?”
เสียงพูดเพิ่งจะจบลง เสียงอันเย้ายวนที่เคยปรากฏในความคิดเมื่อหลายเดือนก่อนก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ข้าก็บอกเจ้าไปแล้วไม่ใช่หรือ ไม่ช้าก็เร็วเจ้าต้องมาขอร้องข้า”
“เจ้ารู้มาตั้งแต่ตอนนั้นแล้วหรือ?”
“แน่นอน ไม่เช่นนั้นเจ้าคิดว่าทำไมข้าถึงได้พูดเช่นนั้น”
“เหตุใดตอนนั้นเจ้าไม่บอกข้าตรง ๆ เล่า”
“เรื่องเช่นนี้จำเป็นต้องบอกเจ้าด้วยหรือ? เจ้าไม่รู้สึกอะไรเลยหรือ?”
บนใบหน้าเย็นชาขององค์หญิงหมิงเยว่ปรากฏรอยแดงระเรื่อ ในน้ำเสียงมีความอายปนโกรธ
“ข้าไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนี้มาก่อน แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าความรู้สึกนั้นคืออะไรกันแน่”
เสียงยั่วยวนหัวเราะคิกคักดังขึ้น
“เช่นนั้นตอนนี้เจ้ารู้แล้ว ก็ยังไม่สายนัก”
“จะไม่สายได้อย่างไร หากข้ารู้เมื่อหลายเดือนก่อน ข้าก็คง…”
พูดมาถึงตรงนี้ ใบหน้างดงามขององค์หญิงหมิงเยว่แข็งค้าง คำพูดที่เหลือไม่อาจเอ่ยออกมาได้
“หากให้เจ้ารู้แล้วจะเป็นเช่นไร จะกำจัดนางหรือ? ลองคิดดูดี ๆ หากตอนนั้นเจ้ารู้จริงๆ เจ้าจะทำลงคอหรือไร”
เสียงยั่วยวนดังขึ้นอย่างเหมาะเจาะ
“ข้าก็คือตัวเจ้า ดังนั้นข้าจึงเข้าใจเจ้าดี ทั้งเจ้าและข้าต่างก็กำจัดนางไม่ได้หรอก”
เมื่อได้ยินดังนั้น องค์หญิงหมิงเยว่จึงตกอยู่ในความเงียบ
หลังจากผ่านไปนาน นางกัดริมฝีปากแดงด้วยฟันขาวสะอาด แล้วเอ่ยถามขึ้น
“แล้วตอนนี้จะทำเช่นไร? หากปล่อยไว้เช่นนี้ สักวันก็ต้องถูกค้นพบ ข้าคงไม่อาจอยู่แต่ในตำหนักหมิงเยว่ไปตลอดกาลได้”
“จะทำเช่นไรหรือ?”
เสียงยั่วยวนหัวเราะ
“ง่ายมาก มาขอร้องข้าสิ ขอร้องข้า แล้วข้าจะช่วยเจ้าเอง”
“ขอร้องเจ้าหรือ?”
องค์หญิงหมิงเยว่ขมวดคิ้วเรียวงามของนาง
“เจ้าบอกว่าเจ้าก็คือข้า การช่วยข้าก็เท่ากับช่วยตัวเจ้าเอง หรือว่าคำพูดก่อนหน้านี้ของเจ้าล้วนเป็นการหลอกลวงข้า”
“ข้าไม่ได้หลอกลวงเจ้า อีกอย่างการหลอกลวงเจ้าก็ไม่มีประโยชน์อันใด”
“แล้วเหตุใดเจ้าจึงไม่ช่วยข้า”
“นั่นก็เพราะว่า…”
เสียงอ่อนหวานหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงซับซ้อน
“นั่นก็เพราะว่าเจ้าอยู่ข้างนอก ส่วนข้าอยู่ข้างใน”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ องค์หญิงหมิงเยว่ก็ชะงักงัน ในขณะที่นางกำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่าง ก็ได้ยินเสียงอ่อนหวานดังขึ้นในห้วงความคิดอีกครั้ง ทว่าคราวนี้แฝงแววขบขัน
“พอเถอะ อย่าเป็นทุกข์ไปเลย หากข้าอยากออกไปย่อมมีวิธีมากมาย เพียงแต่ยังไม่อยากออกไปในตอนนี้ ยังไม่ถึงเวลาเหมาะสม”
“เวลาเหมาะสมเช่นไร?”
องค์หญิงหมิงเยว่ถามออกไปโดยไม่รู้ตัว
“ข้าจะไม่บอกเจ้าหรอก รอให้ถึงเวลา เจ้าก็จะรู้เอง”
เสียงอ่อนหวานตอบ
องค์หญิงหมิงเยว่รู้สึกสับสนยิ่งกว่าเดิม
พูดว่าเจ้าก็คือข้า ข้าก็คือเจ้า แต่สุดท้ายสิ่งที่ข้ารู้ เจ้าก็รู้ทั้งหมด ทว่าสิ่งที่เจ้ารู้ข้ากลับไม่รู้เลย
เสียงอันเย้ายวนดังขึ้นอีกครั้ง
“เอาล่ะ เลิกคิดมากได้แล้ว รีบขอร้องข้ามมาเถิด หากเจ้าขอร้องข้า ข้าก็จะช่วยแก้ปัญหาที่เจ้าเผชิญอยู่ตอนนี้”
“เหตุใดเจ้าจึงคอยให้ข้าขอร้องเจ้าอยู่ร่ำไป แล้วมันจะมีประโยชน์อันใดกับเจ้า”
“เพราะข้าอยากเห็นท่าทางที่เจ้าขอร้องข้า ส่วนประโยชน์นั้นก็คือ มันทำให้ข้าอารมณ์ดีขึ้น”
เสียงอันเย้ายวนตอบ
องค์หญิงหมิงเยว่มีสีหน้าสงสัย “ท่าทางขอร้องเจ้า?”
“อืม เจ้าไม่คิดหรือว่าการที่คนเย็นชาอย่างเจ้าต้องมาขอร้องผู้อื่น จะทำให้เกิดความรู้สึกขัดแย้งอันรุนแรงหรือ?”
องค์หญิงหมิงเยว่ “…”
“เลิกคิดได้แล้ว รีบขอร้องข้ามา”
“รอก่อน ขอร้องก็ได้ แต่ข้ามีคำถามสุดท้าย”
องค์หญิงหมิงเยว่เอ่ย
“รีบถามมา”
ดวงตาองค์หญิงหมิงเยว่ฉายแววสงสัย นางเอ่ยปากถามว่า
“เจ้าบอกว่าจะช่วยข้า แต่เจ้ากับข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน แล้วเจ้าจะช่วยข้าได้อย่างไร”
เมื่อเผชิญกับคำถามนี้ เสียงอันเย้ายวนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ
“คำถามนี้ รอให้เจ้าขอร้องข้าเสร็จแล้วจะรู้เอง”
“…”
ครู่หนึ่งผ่านไป
องค์หญิงหมิงเยว่สูดลมหายใจลึก ริมฝีปากสีแดงเผยอขึ้นเล็กน้อยก่อนเอื้อนเอ่ยคำพูดออกมาเชื่องช้า
“ข้าขอร้องเจ้า”
เสียงยั่วยวนดังขึ้น
“เสียงเบาเกินไป ไม่จริงใจพอ ลองใหม่”
องค์หญิงหมิงเยว่กำหมัดแน่น ใบหน้างามแดงระเรื่อ แต่สุดท้ายก็อดทนเอ่ยออกมา
“ข้าขอร้องเจ้า”
“ครั้งนี้เสียงเย็นชาเกินไป ต้องมีความกระตือรือร้นกว่านี้ การขอร้องผู้อื่นต้องมีท่าทีของผู้ขอร้องด้วย”
“ข้าขอร้องเจ้า”
“ครั้งนี้ก็ยังใช้ไม่ได้ ดูเสแสร้งเกินไป ข้าไม่รู้สึกถึงความจริงใจเลย”
“…”
หลังจากถูกแกล้งหลายครั้ง องค์หญิงหมิงเยว่ก็ทนไม่ไหวอีกแล้ว ท่าทีเย็นชาแตกสลาย น้ำเสียงเจือความอับอายและโทสะเอ่ยว่า
“พอได้แล้ว”
ทว่าเสียงยั่วยวนก็ดังขึ้นมาทันใด ในนั้นแฝงแววพึงพอใจ
“ดีละ แค่นี้ก็พอแล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น องค์หญิงหมิงเยว่ที่กำลังโกรธอยู่ถึงกับชะงัก ความโกรธในใจถูกสกัดกั้น รู้สึกอยากจะระเบิดโทสะแต่กลับไม่รู้จะระบายออกมาอย่างไร
หลังจากรอสักครู่ เมื่อนางสงบจิตใจลงได้แล้ว ท่าทีก็กลับมาเย็นชาเหมือนเดิม นางเอ่ยปากว่า
“ข้าทำตามที่เจ้าบอกแล้ว ตอนนี้เจ้าช่วยข้าได้แล้วกระมัง”
“ได้ ต่อไปเจ้าต้องดูให้ดีนะ”
เสียงทรงเสน่ห์ตอบ
เมื่อเสียงข้างหูเงียบลง ดวงตากระจ่างขององค์หญิงหมิงเยว่ก็มองไปที่ท้องของตนเองโดยไม่รู้ตัว
จากนั้นนางก็ต้องประหลาดใจ เมื่อเห็นท้องของตนเองเปล่งประกายสีม่วงอมชมพูออกมาเป็นสาย
ตามด้วยความรู้สึกร้อนวูบในท้อง
เห็นได้ชัดว่าท้องที่นูนขึ้นเล็กน้อยนั้น เริ่มยุบลงในความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ครู่ต่อมา ความนูนที่ท้องน้อยของนางก็หายไป กลายเป็นแบนราบเหมือนเดิม
เมื่อได้สติ ดวงตาขององค์หญิงหมิงเยว่ก็ฉายแววตื่นตระหนกขึ้นมาทันที
นางเอื้อมมือไปลูบท้องโดยไม่รู้ตัว และพบว่าท้องของนางยังคงนูนอยู่ เพียงแต่ด้วยตาเปล่าจะเห็นเป็นท้องแบนเรียบเท่านั้น
เมื่อเห็นว่ามันไม่ได้หายไปจริง ๆ นางจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ทันใดนั้น องค์หญิงหมิงเยว่ก็รู้สึกสงสัยใคร่รู้ขึ้นมา เพราะความสามารถเช่นนี้ช่างน่าอัศจรรย์นัก
“เพียงเท่านี้ก็พอแล้วหรือ? จะไม่ใช่แค่ข้าที่มองเห็นเป็นเช่นนี้กระมัง”
นางถามขึ้น
“วางใจเถิด ผู้อื่นก็จะมองเห็นเป็นเช่นนี้เหมือนกัน เจ้าเพียงแต่ระวังอย่าให้ผู้ใดแตะต้องตัวเจ้าก็พอ”
ทันใดนั้นองค์หญิงหมิงเยว่ก็ถามขึ้น
“เจ้าบอกข้าได้หรือไม่ว่าเจ้าทำได้อย่างไรกัน เจ้ากับข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน ทำไมเจ้าทำได้แต่ข้าทำไม่ได้”
“เป็นพรสวรรค์ติดตัวมาแต่กำเนิด ส่วนเหตุใดเจ้าจึงทำไม่ได้ ข้าก็ไม่อาจล่วงรู้”
เสียงอันเย้ายวนตอบ
เมื่อได้ยินดังนั้น องค์หญิงหมิงเยว่ก็รู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง
แต่ต่อมานางก็นึกถึงปัญหาสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือหากคำนวณตามเวลาแล้ว นางตั้งครรภ์มาเกือบครึ่งปีแล้ว
ดังนั้นอีกไม่เกินสี่เดือนนางก็จะ…
ราวกับล่วงรู้ความคิดขององค์หญิงหมิงเยว่ เสียงเย้ายวนดังขึ้นทันใด
“อย่ากังวลไปเลย ยังไม่เร็วถึงเพียงนั้นหรอก”
“การตั้งครรภ์สิบเดือนเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์”
องค์หญิงหมิงเยว่ขมวดคิ้ว
เสียงยั่วยวนตอบ
“ก็เพราะเช่นนั้น เจ้าจึงไม่ใช่คนธรรมดา”
องค์หญิงหมิงเยว่ “???”
“อย่างไรก็ตาม วางใจได้ จะไม่มีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ องค์หญิงหมิงเยว่ก็รู้สึกสับสนวุ่นวายใจ แต่กลับรู้สึกปลอดภัยอย่างน่าประหลาดกับอีกตัวตนหนึ่งที่อยู่ในร่างของนาง