ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 243 หนึ่งเดือน
เนื่องจากพระราชโองการถูกประกาศในเวลาใกล้เคียงกัน ดังนั้น หลังจากที่หลิวซ่านนำกองทัพที่สามแห่งเฟิงโจวมาถึง ในวันต่อมาก็ได้มีอีกสองกองทัพจากเฟิงโจวเดินทางมาถึงด่านฟู่เฟิง
เช่นเดียวกับกองทัพที่สาม สิ่งแรกที่กองทัพทั้งสองจากเฟิงโจวทำเมื่อมาถึงด่านฟู่เฟิง ก็คือการกินอาหารให้อิ่มหนำ
จากนั้นในวันที่สาม กองทัพที่เหลืออีกสองกองจากเฟิงโจวก็ได้มาถึง
เมื่อรวมกับกองทัพอวิ๋นโจวที่ทยอยมารวมตัวกันที่ด่านฟู่เฟิง ปัจจุบันทั้งภายในและภายนอกด่านฟู่เฟิงมีกองทัพตั้งค่ายอยู่เกือบสองแสนนาย
มากมายจนกระทั่งด่านฟู่เฟิงอันกว้างใหญ่ก็ไม่สามารถรองรับได้ทั้งหมด จำเป็นต้องให้ทหารเกือบครึ่งตั้งค่ายพักอยู่นอกด่าน
กองทัพสองแสนนายนี้มีชื่อเรียกรวมว่ากองทัพเจิ้นเป่ยใหม่ รับผิดชอบการโจมตีกลับไปยังเผ่าถ่ามู่ ลั่วอวิ๋น และเลี่ยหั่วในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า
วันที่สี่
เฉินโหยวเข้ามาหาหยางหลินและยื่นรายงานฉบับหนึ่งให้
หยางหลินมองรายงานด้วยสีหน้าบึ้งตึง “ไม่ได้ตกลงกันแล้วหรือว่า รายงานทั้งหมดในด่านฟู่เฟิงให้ส่งไปที่เจ้าหนูหลี่เต้านั่น”
เฉินโหยวกล่าว “ท่านแม่ทัพ รายงานฉบับนี้ต่างออกไป มีเพียงท่านเท่านั้นที่เซ็นได้”
เมื่อได้ยินดังนั้น หยางหลินก็ชะงัก เปิดรายงานดูแล้วเงยหน้าขึ้นมองเฉินโหยวพลางขบฟันกล่าว “พวกเจ้ารีบร้อนให้ข้าแบกรับความผิดไว้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
เฉินโหยวสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง กล่าวทื่อ ๆ ว่า “ท่านแม่ทัพ เรื่องนี้สำคัญยิ่งนัก”
“ได้” หยางหลินหยิบพู่กันขึ้นมาเซ็นชื่อของตน แล้วประทับตราแม่ทัพลงไป จากนั้นก็โยนเอกสารคืนให้เฉินโหยว “ไสหัวไปให้หมด ข้าจะแบกรับเรื่องนี้เอง ต่อจากนี้ใครกล้ามารบกวนข้า ระวังข้าจะสั่งสอนเสียให้เข็ด”
เฉินโหยวพยักหน้า บรรลุจุดประสงค์แล้วจึงหมุนตัวจากไปทันที
หยางหลินยังคงอยู่ที่เดิม ยิ่งคิดยิ่งโมโห โดยเฉพาะถ้าเมื่อนโยบายนี้ถูกประกาศออกไป พอนึกถึงว่าตนต้องถูกด่า ก็ยิ่งทำให้โทสะพลุ่งพล่าน
ในตอนนั้นเอง จู่ ๆ เขาก็เห็นเงาร่างหนึ่งเคลื่อนผ่านประตูไป นั่นคือ… หยางเหยียน!
…
เวลาผ่านไป เพียงพริบตา หนึ่งเดือนกว่าก็ผ่านพ้นไป
ช่วงเวลาหนึ่งเดือนกว่านี้ฤดูหนาวได้ผ่านพ้นไปแล้ว รอต้อนรับการมาเยือนของฤดูใบไม้ผลิ
และฤดูใบไม้ผลินี้ก็เป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสม สำหรับการส่งกองทัพใหม่ของด่านฟู่เฟิงออกรบ
ณ จวนแม่ทัพ
หยางหลิน หลี่เต้า และเสิ่นจง ทั้งสามคนสวมชุดเกราะของตน
“เฉินโหยว!”
“ขอรับ”
หยางหลินออกคำสั่ง “แจ้งไปว่าให้กองกำลังทั้งในและนอกด่านฟู่เฟิงรวมพลโดยด่วนที่นอกประตูเมืองทิศเหนือ”
“เข้าใจแล้วขอรับ”
หลังจากพูดจบ เฉินโหยวก็รีบวิ่งออกจากจวนแม่ทัพไป จากนั้น หยางหลินก็มองไปที่หลี่เต้าและเสิ่นจงก่อนเอ่ยว่า “พวกเจ้าทั้งสองเตรียมพร้อมแล้วหรือไม่?”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เต้าและเสิ่นจงสบตากันแวบหนึ่ง แล้วพยักหน้า
“หากพร้อมแล้วก็ไปรวมพลที่กำแพงเมืองกันเถอะ”
หลังจากผ่านไปหนึ่งก้านธูป บนประตูทิศเหนือของกำแพงเมืองแห่งด่านฟู่เฟิง
หยางหลินและเหล่าแม่ทัพทั้งหลายต่างรวมตัวกันอยู่ที่นี่
เมื่อมองลงไปตามแนวกำแพงเมืองก็เห็นศีรษะของผู้คนมากมายแน่นขนัดอยู่เบื้องล่าง ทอดยาวหลายร้อยจั้ง รวมทั้งสิ้นทหารเกือบสองแสนนาย
ขณะนี้ กองทัพสองแสนนายภายใต้การจัดการของผู้นำแต่ละกอง ต่างยืนนิ่งเงียบอย่างเป็นระเบียบใต้กำแพงเมือง
หยางหลินเดินไปที่กำแพงเมือง มองดูเหล่าทหารเบื้องล่าง
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาโบกมือสั่งการ “แจกเสบียง!”
พร้อมกับเสียงสั่งการของหยางหลิน รถม้าบรรทุกเสบียงหลายคันค่อย ๆ เคลื่อนออกมาจากประตูเมือง
เมื่อเห็นเสบียงบนรถม้าเหล่านั้น ทหารส่วนใหญ่ในกองทัพสองแสนนายต่างเผยสายตาที่ไม่ปิดบังความปรารถนา
แต่ขณะเดียวกัน ในแววตาของพวกเขายังเจือไปด้วยความสงสัยอย่างเข้มข้น เพราะในช่วงกว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมา พวกเขาแต่ละคนมีเสบียงให้กินเพียงวันละมื้อเท่านั้น
รถม้าบรรทุกเสบียงทยอยออกมา แล้วเริ่มแจกจ่ายเสบียงให้แก่ทหารโดยรอบตามหน่วยกองพันภายใต้การจัดการของเฉินโหยว
หลังจากผ่านไปชั่วก้านธูป การแจกจ่ายเสบียงทั้งหมดก็เสร็จสิ้น
ในตอนนั้นเอง หยางหลินก็เริ่มกล่าวต่อ
“บัดนี้ พวกเจ้าทุกคนได้รับเสบียงคนละห้าวันแล้ว”
“พวกเจ้าคงสงสัยว่าทำไมข้าถึงใจดีเช่นนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ข้ายังจำกัดอาหารของพวกเจ้าอยู่เลย”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนต่างเงียบกริบ ดวงตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความสงสัย และแล้วหยางหลินก็ให้คำตอบ
“เพราะว่าเสบียงที่พวกเจ้าได้รับในตอนนี้ คือเสบียงทั้งหมดที่พวกเจ้ามีอยู่ ตอนนี้ด่านฟู่เฟิงไม่มีเสบียงเหลือให้พวกเจ้าอีกแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนต่างตะลึงงัน ก่อนจะแสดงสีหน้าตกใจ
จากนั้นพวกเขาถึงได้เข้าใจว่าเหตุใดเมื่อเดือนก่อน จู่ ๆ ก็มีเสบียงให้กินแค่วันละมื้อ ที่แท้ก็เพราะด่านฟู่เฟิงไม่มีเสบียงแล้วนั่นเอง
หยางหลินมองดูทุกคน จากนั้นก็ถามว่า “พวกเจ้าคงสงสัยอีกว่า ในเมื่อไม่มีเสบียงแล้ว ทำไมยังต้องแจกเสบียงให้พวกเจ้าด้วย”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ทุกคนต่างหันมามองอีกครั้ง
“หากอยากรู้ พวกเจ้าก็ลองนึกดูว่าจุดประสงค์แรกเริ่มของการก่อตั้งกองทัพเจิ้นเป่ยใหม่คืออะไร”
คำพูดนี้ทำให้กองทัพใหญ่เกือบสองแสนนายสะท้านใจ โดยเฉพาะกองทัพช่วยเหลือที่มาจากเฟิงโจว พวกเขาเข้าใจดีถึงจุดประสงค์ในการมาที่ด่านฟู่เฟิงตั้งแต่วันที่ออกเดินทางจากเฟิงโจวแล้ว
เพียงแต่ชีวิตที่สงบสุขในช่วงเดือนที่ผ่านมาทำให้พวกเขาลืมเลือนไปบ้าง ตอนนี้ หลังจากที่หยางหลินเตือนความจำ พวกเขาก็เข้าใจอีกครั้ง
ส่วนทหารนายอื่นที่ไม่ใช่กองทัพจากเฟิงโจวก็เข้าใจผ่านการพูดคุย หลายคนเริ่มคาดเดาได้ว่าสิ่งที่รอพวกเขาอยู่คืออะไร
หยางหลินมองดูเหล่าทหารเบื้องล่างที่เงียบเสียงหลังจากการถกเถียง เขารู้ว่าถึงเวลาแล้ว
จากนั้นจึงกล่าวตรง ๆ ว่า “ฝ่าบาทตั้งกองทัพเจิ้นเป่ยขึ้นใหม่ จุดประสงค์ก็คือการยกทัพไปปราบชนเผ่าเป่ยหมานทั้งสามเผ่าที่กล้ารุกรานต้าเฉียนของพวกเรา เพื่อผนวกดินแดนของพวกมันเข้าเป็นส่วนหนึ่งของต้าเฉียน”
“จุดประสงค์ที่แจกเสบียงให้พวกเจ้าในตอนนี้มีเพียงอย่างเดียว นั่นคือการบุกเข้าโจมตีชนเผ่าเป่ยหมานในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ”
“เสบียงในมือพวกเจ้ามีพอใช้แค่ห้าวัน หลังจากห้าวันนี้ไป หากพวกเจ้าต้องการกินอิ่ม ก็มีแค่ทางเดียวเท่านั้น นั่นคือแย่งชิงมาจากมือของพวกเป่ยหมาน”
“และหากพวกเจ้าทำไม่ได้ เชื่อว่าพวกเจ้าคงรู้ดีว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร”
พอพูดถึงตรงนี้ หยางหลินก็เปล่งเสียงดังขึ้น ตะโกนว่า “ดังนั้นศึกครั้งนี้…”
ในชั่วขณะถัดมา กองทัพใหญ่เกือบสองแสนนายก็ตะโกนพร้อมกันตามเสียงของหยางหลิน
“ต้าเฉียนต้องชนะ!”
“ต้าเฉียนต้องชนะ!”
“…”
เสียงตะโกนก้องดังกังวานสะท้อนไปทั่วเส้นทางโบราณ หลังจากความสับสนในตอนแรก ตอนนี้ทหารแห่งต้าเฉียนทุกนายต่างเข้าใจเป้าหมายอย่างชัดเจนแล้ว
เมื่อเห็นกองทัพเริ่มคึกคัก หยางหลินก็ยกมือขึ้นให้ทุกคนเงียบ จากนั้นกวาดตามองทุกคนพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“บัดนี้ ให้ทุกกองกำลังเตรียมพร้อม กองทัพจะเคลื่อนพล รอคำสั่งออกเดินทาง!”
เมื่อคำสั่งถูกประกาศออกไป กองกำลังเกือบสองแสนนายก็เริ่มเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
หลังจากมองดูครู่หนึ่ง หยางหลินก็หันไปมองหลี่เต้า “เจ้าหนู เจ้าเป็นผู้จัดการเรื่องราวต่าง ๆ ที่ด่านฟู่เฟิงมาตลอด เจ้ามีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับศึกครั้งนี้”