ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 244 แยกทัพสามทาง พนันอีกครา
เมื่อได้ยินดังนั้น สายตาของทุกคนก็จับจ้องไปที่หลี่เต้า
“ต้องดูก่อน” หลี่เต้าครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนถามทันที “เรื่องนั้นต้องดูว่าท่านหยางต้องการรุกช้าหรือเร็ว”
“อะไรคือการรุกช้า?”
“เริ่มจากเผ่าถ่ามู่ รวมกองกำลังทั้งหมดเข้าด้วยกันแล้วบุกตรงไป วิธีนี้ค่อนข้างช้าแต่มั่นคงกว่า”
พอฟังจบ หยางหลินก็ส่ายหน้าทันที “ช้าเกินไปไม่ได้ แม้เป้าหมายของพวกเราจะมีแค่เผ่าถ่ามู่ ลั่วอวิ๋น และเลี่ยหั่ว แต่สิ่งสำคัญคือทั้งสามเผ่านี้มีชนเผ่าเป่ยหมานหนุนหลัง หากช้าเกินไปจนให้เวลาพวกเขาตั้งตัว ก็จะทำให้ราชวงศ์ชนเผ่าเป่ยหมานเข้ามาแทรกแซงได้ง่าย ถึงตอนนั้นคงไม่มีผลดีใด ๆ ต่อพวกเรา”
“ถ้าอย่างนั้นก็เหลือแต่การรุกเร็วแล้ว” หลี่เต้ากล่าวต่อ “หากต้องการป้องกันไม่ให้ราชวงศ์ชนเผ่าเป่ยหมานเข้ามาแทรกแซง วิธีที่ดีที่สุดก็คือแยกทัพเป็นสามทาง โจมตีทั้งสามเผ่าพร้อมกัน มุ่งหมายให้เร็วและสั้นที่สุด เพื่อยึดทั้งสามเผ่าพร้อมกัน”
“แยกทัพเป็นสามทางหรือ?” หยางหลินถามต่อ “จะแบ่งอย่างไร?”
หลี่เต้ากวาดตามองทุกคนแวบหนึ่ง “หากจะแยกทัพจริง ๆ วิธีที่ดีที่สุดคือให้ท่านหยางกับข้าแยกกันโจมตีเผ่าลั่วอวิ๋นและเผ่าเลี่ยหั่วเผ่าใดเผ่าหนึ่ง”
“เพราะตามข้อมูลที่ข้าสืบมา ทั้งสองเผ่านี้มีผู้แข็งแกร่งระดับปรมาจารย์อยู่”
“ส่วนเรื่องเผ่าถ่ามู่มอบให้ที่ปรึกษาเสิ่นจัดการ ข้าได้กำจัดผู้แข็งแกร่งขั้นปรมาจารย์ของเผ่าถ่ามู่เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้เหลือเพียงร่างไร้วิญญาณ หากที่ปรึกษาเสิ่นนำกำลังพลไป ก็สามารถยึดเผ่าถ่ามู่ได้โดยง่าย”
หยางหลินมองสำรวจหลี่เต้าตั้งแต่หัวจรดเท้า “เจ้าหนู เจ้าแน่ใจหรือว่าจะรับมือกับผู้แข็งแกร่งขั้นปรมาจารย์ได้ เจ้าต้องรู้ว่าผู้แข็งแกร่งขั้นปรมาจารย์แต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน การที่เจ้าสามารถจัดการผู้แข็งแกร่งขั้นปรมาจารย์ของเผ่าถ่ามู่ได้ ไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะรับมือกับผู้แข็งแกร่งขั้นปรมาจารย์คนอื่นได้”
“หากจัดการไม่ได้ ก็แค่ถูกอีกฝ่ายจัดการเท่านั้น” หลี่เต้ายักไหล่พลางกล่าว
“เจ้าเด็กนี่…” ถึงแม้จะพูดเช่นนั้น แต่หยางหลินก็ยังเชื่อมั่นในความสามารถของหลี่เต้า
อย่างไรเสีย สถานการณ์ที่ด่านฟู่เฟิงในตอนนั้น หากไม่มีพลังขั้นปรมาจารย์ก็ไม่มีทางจัดการได้
หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่ง หยางหลินก็ตัดสินใจทำตามแผนที่หลี่เต้าเสนอ แบ่งกองทัพออกเป็นสามสายแล้วโจมตีแยกกัน
เมื่อได้วิธีรับมือศัตรูแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการแบ่งกำลังพล สุดท้าย หลังจากคำนวณแล้ว หยางหลินและหลี่เต้าตกลงกันว่าจะแบ่งกองทัพสองแสนนายออกเป็นสัดส่วน แปด-แปด-สี่
ในจำนวนนั้น เนื่องจากเผ่าถ่ามู่อยู่ในสภาพย่อยยับ ดังนั้นเสิ่นจงจึงนำทัพสี่หมื่นนายไปจัดการกับกำลังที่เหลือของเผ่าถ่ามู่
ส่วนที่เหลืออีกหนึ่งแสนหกหมื่นนายนั้น หยางหลินและหลี่เต้าแบ่งกันคนละครึ่ง เนื่องจากเผ่าเลี่ยหั่วอยู่ระหว่างเผ่าถ่ามู่และเผ่าลั่วอวิ๋น จึงมอบหมายให้หยางหลินเป็นผู้จัดการ ส่วนเป้าหมายของหลี่เต้าคือเผ่าลั่วอวิ๋น
นึกถึงเผ่าลั่วอวิ๋นแล้ว หลี่เต้าก็รู้สึกสะเทือนใจเล็กน้อย เมื่อเทียบกับเผ่าถ่ามู่ ที่จริงแล้วเขาเคยมีความเกี่ยวข้องกับเผ่าลั่วอวิ๋นมากกว่า ตั้งแต่ครั้งแรกที่อยู่ในค่ายนักโทษประหาร เขาก็ได้สังหารองค์ชายสามของเผ่าลั่วอวิ๋น และบัดนี้ กลับต้องลงมือกับทั้งเผ่าลั่วอวิ๋น
ทันใดนั้น เสียงของหยางหลินก็ดังขึ้นข้างหูหลี่เต้า
“เจ้าหนู พวกเราจะลองพนันกันอีกสักตั้งไหม”
หืม? เมื่อได้ยินคำพูดนั้น หลี่เต้าก็แสดงสีหน้าประหลาดใจ ก่อนจะกล่าวว่า “ท่านหยาง ท่านต้องการพนันเรื่องอะไรหรือ”
หยางหลินเอ่ยว่า “มาพนันกันว่าใครจะยึดเมืองหลวงของเป้าหมายตัวเองได้ก่อนกัน”
“พนันเช่นไร”
“เจ้าเอาอะไรไปจากข้า พวกเราก็เอาสิ่งนั้นมาพนันกัน”
“ชุดเกราะหนักหรือ?”
“ถูกต้อง ของที่ข้าเสียไป ข้าต้องเอากลับคืนมาด้วยมือของข้าเอง”
“ท่านไม่กลัวแพ้อีกหรือไร”
เมื่อได้ยินดังนั้น หยางหลินก็หัวเราะเยาะ “เจ้าหนูหลี่เต้า ข้ายอมรับว่าเจ้ามีพรสวรรค์อยู่บ้าง แต่ข้ารบทัพจับศึกมาทั้งชีวิต จะกลัวเจ้าวัวอ่อนหัดเดินอย่างเจ้าได้อย่างไร”
“งั้นท่านหยางหมายความว่าครั้งนี้จะเอาชนะข้าให้ได้สินะ?” หลี่เต้ายิ้มบาง
“แน่นอน”
“งั้นก็ดี ข้าไม่พนันแล้ว”
“เมื่อเจ้า… เอ่อ…” หยางหลินพูดได้แค่ครึ่งประโยคก็รู้ตัว สำลักคำพูดตัวเอง มีสีหน้างุนงง “เจ้าว่าอะไรนะ ไม่พนันแล้ว?”
“ท่านผู้อาวุโสบอกว่าจะเอาชนะข้าให้ได้ แล้วข้าจะไปพนันกับท่านทำไม นั่นมิใช่การหาเรื่องใส่ตัวหรือ” หลี่เต้าสีหน้าเรียบเฉย
“เจ้าเด็กนี่…” หยางหลินพูดไม่ออก
เสิ่นจงและคนรอบข้างที่ได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคน ต่างก็สีหน้าเปลี่ยนไปมา ร่างกายสั่นเทาด้วยความพยายามกลั้นหัวเราะ
เมื่อเห็นใบหน้าของหยางหลินแดงก่ำด้วยความโกรธ หลี่เต้าก็รู้ว่าสมควรพอได้แล้ว จึงเอ่ยปากขึ้น
“เอาล่ะ ข้าไม่ล้อท่านผู้อาวุโสเล่นแล้ว ในเมื่อท่านผู้อาวุโสอยากพนัน ข้าผู้เป็นชนรุ่นหลังจะปฏิเสธได้อย่างไร”
“หากท่านชนะ ข้าจะคืนชุดเกราะหนักทั้งหนึ่งพันหกร้อยชุดให้หมด”
“แต่หากท่านแพ้ ข้าก็ไม่โลภมาก ขอเพียงท่านชดเชยให้ครบสามพันชุดก็พอ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ หยางหลินที่เดิมทีกำลังถลึงตาใส่อยู่ ทันใดนั้นก็เผยสีหน้าสงสัยออกมา จากนั้นก็พูดว่า “เจ้าเด็กนี่ไม่ได้มีกลอุบายอะไรใช่หรือไม่ ทำไมถึงตกลงง่ายดายเช่นนี้”
“การพนันนี้ท่านผู้อาวุโสเป็นคนกำหนด ข้าจะมีกลอุบายอะไรได้” หลี่เต้าพูดอย่างจริงจัง
“จริงหรือ?”
“หากท่านสงสัย ก็ไม่ต้องพนันแล้วกัน”
“อย่า ๆ ๆ พนันสิ พนัน”
เมื่อเห็นหลี่เต้าทำท่าจะไม่เดิมพันด้วยแล้ว หยางหลินก็รีบร้อนเอ่ยปากขึ้น การพนันในครั้งนี้เขาเป็นคนกำหนดกติกาเอง จะมีปัญหาอะไรได้
“ตกลงแน่นอนแล้วใช่หรือไม่? ไม่คิดจะเปลี่ยนใจ?”
หยางหลินตอบอย่างมั่นใจ “ไม่เปลี่ยนใจ”
จากนั้นหลี่เต้าจึงมองไปทางเสิ่นจงและคนอื่น ๆ ก่อนจะกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้นขอให้ทุกท่านช่วยเป็นพยานให้ข้ากับท่านหยางด้วย”
ทุกคนต่างพากันพยักหน้า
หยางหลินที่อยู่ด้านข้าง มองดูท่าทีของหลี่เต้าที่กระตือรือร้นผิดปกติ จู่ ๆ ก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา แต่ไม่นานเขาก็ส่ายหน้า ไล่ความรู้สึกนั้นออกไป ด้วยความสามารถของเขา ครั้งนี้จะต้องชนะแน่นอน
…
ครึ่งชั่วยามให้หลัง ด้านนอกด่านฟู่เฟิง
เนื่องจากกองทัพสองแสนนายของด่านฟู่เฟิงถูกแบ่งออกเป็นยี่สิบกองทัพย่อย เมื่อคำสั่งถูกประกาศออกไป แม่ทัพทั้งแปดกองที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของหลี่เต้าก็มารวมตัวกันอยู่รอบข้างเขาอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ พวกจางเมิ่งก็มารวมตัวอยู่ข้างหลี่เต้าด้วย เพราะพวกเขาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาโดยตรงของหลี่เต้า
หลี่เต้ามองดูแม่ทัพทั้งแปดกองที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชา สายตาเหลือบไปเห็นใบหน้าคุ้นเคย
เมื่อเห็นสายตาของหลี่เต้ามองมา หยางเหยียนก็ทักทายอย่างเก้อเขิน “รองแม่ทัพ”
“อืม” หลี่เต้าพยักหน้า เข้าใจว่านี่คงเป็นการจัดการโดยเจตนาของหยางหลิน เขาไม่ได้คิดอะไรมากกับเรื่องนี้ เพราะเขาเคยให้คำมั่นกับหยางหลินไว้แล้ว
จากนั้นเขาก็กวาดตามองแม่ทัพทั้งแปดคนแล้วเอ่ยว่า “ข้าคิดว่าพวกเจ้าคงรู้ชัดถึงตำแหน่งของข้าแล้ว ดังนั้นข้าจะไม่พูดอะไรให้เสียเวลา”
“สรุปก็คือ เมื่ออยู่ในสนามรบ ข้ามีกฎเพียงข้อเดียว นั่นคือต้องเชื่อฟัง หากผู้ใดฝ่าฝืน ไม่ว่าจะมีตำแหน่งใด จะถูกลงโทษตามกฎทหารทั้งสิ้น”
“เรื่องนี้…” หลี่เต้าเหลือบมองไปด้านข้าง “เรื่องนี้ให้เฉินโหยวเป็นผู้ควบคุมดูแล”
“ขอรับ รองแม่ทัพ” เฉินโหยวกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย
หยางเหยียนไม่แน่ใจว่าคิดไปเองหรือไม่ แต่เขารู้สึกว่าสายตาของเฉินโหยวจ้องมองมาที่ตนอย่างมีนัยยะ เรื่องนี้ทำให้เขานึกถึงใบหน้าของฉีเซิ่ง ‘น้องชายที่ดี’ ในอดีต จนอดสั่นสะท้านไม่ได้
เขาสาบานกับตัวเองในใจว่าจะไม่มีวันให้เฉินโหยวจับจุดอ่อนได้เด็ดขาด
พูดจบ หลี่เต้าก็กวาดมองไปยังที่ไม่ไกลนัก พบว่าทางด้านหยางหลินและเสิ่นจงเริ่มมีความเคลื่อนไหวแล้ว
ดังนั้นเขาจึงไม่รีรอ สั่งการทันที “ฟังคำสั่ง แยกย้ายกันไปรวบรวมทหารในกองทัพของตน เตรียมออกเดินทาง”