ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 249 จินโม่ที่งุนงง
ภายใต้การนำของเสี่ยวเฮยและเสี่ยวไป๋ หลี่เต้านำจางเมิ่งและคนอื่น ๆ บุกเข้าไปยังจุดสูงสุดของราชสำนักเผ่าลั่วอวิ๋นอย่างราบรื่นไร้อุปสรรค
เมื่อผ่านไปได้ครึ่งทาง ในที่สุด ทหารรักษาการณ์ภายในเมืองของราชสำนักเผ่าลั่วอวิ๋นก็รู้ตัว พวกเขารวมตัวกันเข้าขวางพวกหลี่เต้า
เมื่อเห็นเหล่าทหารเผ่าลั่วอวิ๋นที่ขวางทางอยู่ หลี่เต้าและคณะก็ไม่ได้แสดงความรู้สึกใด ๆ ในดวงตา
เพียงบุกเข้าโจมตีครั้งเดียว เหล่าทหารที่ขวางทางก็แตกกระเจิงไปคนละทิศละทาง
ด้วยความสามารถของพวกหลี่เต้าในตอนนี้ หากไม่ใช่กองทัพวิญญาณหรือระดับปรมาจารย์ก็ไม่อาจต้านทานได้
เพราะหลี่เต้าเป็นผู้นำหน้าบุกเข้าโจมตี แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับเซียนเทียนมาก็เป็นได้แค่เหยื่อเท่านั้น
ในเวลาเดียวกัน
ภายในกระโจมหลวงของราชสำนักเผ่าลั่วอวิ๋น
อาจเป็นเพราะดื่มสุราจนเมามาย ราชาแห่งเผ่าลั่วอวิ๋นและขุนนางทั้งหลายต่างก็เมาหลับ นอนกระจัดกระจายอยู่ในกระโจมหลวง
เมื่อด้านนอกเกิดความวุ่นวาย องครักษ์ก็รีบวิ่งเข้ามาในกระโจมหลวงทันที
“ฝ่าบาท แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ มีศัตรูบุกเข้ามาในราชสำนัก”
พร้อมกับเสียงตะโกนขององครักษ์ บรรดาผู้ที่เมาสุราในกระโจมหลวงก็ค่อย ๆ ได้สติขึ้นมา
ในจำนวนนั้น ทหารองครักษ์หลายนายวิ่งมาหาราชาเผ่าลั่วอวิ๋นอย่างร้อนรน พลางเขย่าร่างของเขา
“ศัตรู?”
เมื่อได้ยินคำว่าศัตรู จินโม่ที่อยู่ข้างกายราชาเผ่าลั่วอวิ๋นก็สะดุ้งตื่นจากอาการมึนเมาทันใด
“ก่อนหน้านี้ข้าไม่เห็นความผิดปกติใด ๆ เลย จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะมีศัตรูบุกเข้ามา”
ตอนนี้จินโม่ยังคงงุนงงอยู่
ทหารองครักษ์รีบกล่าว “แม่ทัพจินโม่ พวกข้าพูดความจริง มีศัตรูบุกเข้ามาในลานหลวงจริง ๆ ตอนนี้พวกมันกำลังบุกตรงมาที่กระโจมหลวง หากท่านไม่เชื่อ ออกไปดูเองก็จะรู้”
เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของเหล่าทหารองครักษ์ จินโม่ก็รู้สึกไม่สบายใจ จึงลุกขึ้นรีบวิ่งออกไปนอกกระโจมหลวงทันที
เมื่อออกมาแล้ว เขามองลงไปจากที่สูง ก็ได้เห็นความวุ่นวายที่อยู่ด้านล่างจริง ๆ
ตอนนี้ในหัวของเขามีแต่คำถามว่า เหตุใดจู่ ๆ ถึงมีศัตรูบุกเข้ามา
ภายใต้แสงจันทร์ เขามองลงไปยังเบื้องล่าง ไม่นานก็เห็นกองกำลังที่กำลังบุกโจมตีอยู่บริเวณกลางลานหลวง
ด้วยวรยุทธ์ของผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียนขั้นปลาย เขาสามารถมองเห็นคนด้านล่างได้อย่างชัดเจน
เมื่อมองเห็นเงาร่างที่บุกเข้ามาได้ชัดเจน จินโม่ก็ชะงักงันอยู่กับที่
เหตุใดจึงเป็นเขาได้!
เหตุใดเขาจึงปรากฏตัวที่นี่ได้!
ในยามนี้ จินโม่รู้สึกว่าทุกอย่างช่างเหลือเชื่อ
เขายอมรับว่าก่อนหน้านี้ตนเองรู้สึกว่าต้าเฉียนคงไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ไปง่าย ๆ แต่ไม่เคยคิดเลยว่าทุกอย่างจะเกิดขึ้นเร็วถึงเพียงนี้
เดิมทีเขาคิดว่า หากต้าเฉียนต้องการจะจัดการกับเผ่าลั่วอวิ๋น อย่างน้อยก็ต้องเจรจาบอกกล่าวก่อน จากนั้นค่อยส่งทัพเข้ามาในเขตชนเผ่าเป่ยหมานแล้วรอให้ทั้งสองฝ่ายเตรียมพร้อมก่อนจะทำศึกใหญ่
แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่า ขณะที่พวกเขายังดื่มสุราและนอนอุตุอยู่ พอตื่นขึ้นมาอีกที อีกฝ่ายก็บุกมาถึงหน้าประตูบ้านเสียแล้ว
ไม่สิ…
นี่ไม่ใช่แค่บุกมาถึงหน้าประตู แต่ชัดเจนว่าบุกเข้ามาในบ้านแล้ว
คาดว่าถ้าพวกเขาตื่นช้ากว่านี้ พอลืมตาขึ้นมา ดาบของอีกฝ่ายคงจ่ออยู่ที่ลำคอแล้ว
และที่สำคัญที่สุด ในบรรดาผู้ที่บุกเข้ามา ทำไมต้องเป็นคนที่เขาไม่อยากเห็นหน้าที่สุดด้วย
จนถึงตอนนี้ เขายังจำได้แม่นว่ากษัตริย์ถ่ามู่และเหล่าแม่ทัพตายอย่างทรมานในมือของอีกฝ่ายอย่างไร
ทำให้บัดนี้ แม้แต่ความกล้าที่เขาจะต่อต้านก็ยังไม่มี
เมื่อเห็นอีกฝ่ายปีนป่ายขึ้นสูงมายังที่พวกเขาอยู่ จินโม่ที่ได้สติกลับมาก็พลันนั่งไม่ติดที่
เขาตะโกนไปรอบ ๆ ทันใด “ไประดมทหารมาให้ข้า ระดมทหารทั้งหมดในเมืองมาให้ข้า ห้ามปล่อยให้พวกเขาขึ้นมาได้โดยง่ายเด็ดขาด”
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนผู้นั้น เขาไม่อาจประมาทได้เด็ดขาด
เพราะเขาไม่อยากตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกับพวกแม่ทัพแห่งเผ่าถ่ามู่
ทันใดนั้น ภาพของคนผู้นั้นที่กำลังบุกฆ่าฟันท่ามกลางกองทัพนับหมื่นก็ผุดขึ้นในความคิด ทำให้เขาสั่นสะท้านไปทั้งร่าง
หลังจากนั้น เขาก็รีบวิ่งไปยังภูเขาด้านหลังกระโจมหลวง
องครักษ์คนหนึ่งเห็นดังนั้นจึงอดร้องไม่ได้ “แม่ทัพจินโม่ ท่านจะไปที่ใดกัน ไม่คุ้มกันองค์ราชาหรือ”
จินโม่ตอบกลับอย่างไม่ลังเล “ข้ากำลังคุ้มกันองค์ราชาอยู่”
เขาเข้าใจดีว่าทหารธรรมดาไม่มีทางต้านทานอีกฝ่ายได้ ถึงแม้พวกเขาจะมีกองทัพวิญญาณที่สามารถต่อกรกับขั้นปรมาจารย์ได้ก็ตาม
ครั้งก่อนนั้น กองทัพวิญญาณของเผ่าถ่ามู่ก็ใช้ไม่ได้ผล
สิ่งที่เขาต้องทำตอนนี้คือ นำไพ่ตายทั้งหมดของเผ่าลั่วอวิ๋นออกมาใช้เพื่อต้านทานอสูรที่กำลังจะบุกขึ้นมา
บนเส้นทางการบุกของหลี่เต้าและคนอื่น ๆ
เมื่อเวลาผ่านไป ก็มีคนตื่นจากความฝันมากขึ้นเรื่อย ๆ และมีคนเข้าร่วมกองกำลังต่อต้านพวกเขามากขึ้นเช่นกัน
แต่ต่อหน้าพวกเขา หากไม่ใช่กองทัพวิญญาณก็ไม่อาจต้านทานได้แม้แต่น้อย
กลุ่มคนที่มาขัดขวางถูกแทงทะลุราวกับกระดาษ
นอกจากการมอบคะแนนคุณสมบัติให้กับหลี่เต้าแล้ว แทบจะไม่มีประโยชน์อื่นใดอีก
นี่คือผลลัพธ์ที่ได้จากการจู่โจมในยามราตรี
เพราะพวกเขาบุกเข้าไปในราชสำนักลั่วอวิ๋นอย่างกะทันหัน ทำให้ผู้คนภายในไม่ทันได้ตั้งตัว
แม้ว่ากำลังทหารภายในราชสำนักลั่วอวิ๋นจะมีมากพอที่จะรวมตัวเป็นกองทัพวิญญาณแต่พวกเขาก็ไม่สามารถทำได้
เพราะทุกอย่างวุ่นวายไปหมดแล้ว วุ่นวายจนไม่มีใครสามารถจัดระเบียบกำลังทหารภายในราชสำนักลั่วอวิ๋นได้
ภายในราชสำนักของราชา
ด้วยความพยายามอย่างไม่ลดละของเหล่าองครักษ์ ในที่สุดราชาเผ่าลั่วอวิ๋นที่เมามายก็ได้สติขึ้นมา
“ผู้ใดกัน! ผู้ใดบังอาจลบหลู่ข้า!”
หลังจากที่เขาตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่รู้สึกคือมีคนตบหน้าตนเองไม่หยุด จึงตวาดออกมาด้วยความโกรธ
นับตั้งแต่ที่เขาได้เป็นราชาเผ่าลั่วอวิ๋น ก็ไม่เคยมีผู้ใดกล้าปฏิบัติต่อเขาเช่นนี้
ไม่ถูกสิ แม้ก่อนที่จะได้เป็นราชาเผ่าลั่วอวิ๋นก็ไม่เคยมีผู้ใดกล้า
“องค์ราชา ตอนนี้ท่านได้สติแล้วหรือยัง ข้าศึกบุกเข้ามาในพระราชฐานแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ราชาเผ่าลั่วอวิ๋นก็ขมวดคิ้วก่อนจะกล่าวอย่างเด็ดขาด “ข้าศึกอะไรบุกเข้ามา พวกมันมาจากที่ใด แล้วเข้ามาได้อย่างไร”
องครักษ์หลายนายสบตากัน ก่อนจะตัดสินใจลากราชาเผ่าลั่วอวิ๋นออกจากกระโจม
เมื่อมองเห็นสถานการณ์ภายนอกอย่างชัดเจน ราชาเผ่าลั่วอวิ๋นก็แสดงสีหน้าเช่นเดียวกันกับจินโม่ นั่นคือไม่อยากจะเชื่อสายตา
เขาเพียงแค่พักผ่อนไปครู่เดียว เหตุใดข้าศึกจึงบุกมาถึงเบื้องหน้าเช่นนี้ได้
เมื่อเห็นข้าศึกรุกคืบเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น ราชาเผ่าลั่วอวิ๋นผู้รักชีวิตจึงได้สติกลับมา
เขาออกคำสั่งทันทีว่า “ไพร่พลอยู่ที่ใด เรียกคนมาปราบพวกมันเดี๋ยวนี้!”
องครักษ์นายหนึ่งยิ้มขื่นพลางกล่าวว่า “องค์ราชา พวกแม่ทัพส่วนใหญ่ล้วนเมามายไปหมดแล้ว พวกข้าต้องลำบากกว่าจะปลุกท่านให้ตื่นได้”
“ส่วนทหารธรรมดานั้น ท่านก็เห็นแล้ว พวกเขาต้านทานข้าศึกไม่ไหวเลย”
เมื่อได้ยินดังนั้น ราชาเผ่าลั่วอวิ๋นก็ตกตะลึง
เขาไม่คาดคิดเลยว่า ราชสำนักของตนจะอ่อนแอถึงเพียงนี้
กระทั่งคนที่จะต้านข้าศึกได้ก็ยังไม่มีสักคน
เมื่อเห็นข้าศึกเบื้องล่างรุกคืบใกล้เข้ามาทุกที ราชาเผ่าลั่วอวิ๋นก็นึกถึงบางคนขึ้นมาได้ พลันกล่าวว่า “ใช่แล้ว จินโม่เล่า เขาดื่มไม่มาก ให้เขาไปขวางไว้สิ”
ทหารองครักษ์นายหนึ่งกล่าวว่า “องค์ราชา แม่ทัพวิ่งไปทางเขาด้านหลังแล้วขอรับ บอกว่าจะไปคุ้มกันองค์ราชา”
“วิ่งไปเขาด้านหลังเพื่อคุ้มกันข้า?”
องค์ราชาเผ่าลั่วอวิ๋นกำลังจะด่าทอ แต่พลันนึกบางอย่างขึ้นได้
เมื่อได้สติจึงรีบกล่าวว่า “แม่ทัพพูดถูกต้อง มีเพียงแค่การไปที่เขาด้านหลังเท่านั้น จึงจะคุ้มกันข้าได้ พวกเจ้ารีบพาข้าไปที่เขาด้านหลังเดี๋ยวนี้”
ขณะที่ทหารองครักษ์กำลังจะนำองค์ราชาเผ่าลั่วอวิ๋นไปยังเขาด้านหลัง
ทันใดนั้น เงาดำสายหนึ่งก็พุ่งผ่านเหนือศีรษะพวกเขา ขวางทางเอาไว้
เมื่อราชาเผ่าลั่วอวิ๋นและเหล่าทหารองครักษ์มองเห็นเงาดำนั้นชัดเจน ต่างก็กลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว
เพราะมีหมาป่าขนาดมหึมาตัวหนึ่งยืนขวางอยู่เบื้องหน้าพวกเขา
ทหารองครักษ์ขั้นเซียนเทียนผู้หนึ่งก้าวออกมากล่าวว่า
“ฝ่าบาท ข้าจะปกป้องท่านเอง พวกท่านรีบถอยไปก่อน”
ในยามนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นเบื้องหลังทุกคน
“เจ้าน่าจะปกป้องตัวเองให้ดีก่อนเสียจะดีกว่า”