ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 276 จดหมายของหยางหลิน
จ้าวอี้มองดูเสิ่นจงที่กำลังตกตะลึงแล้วอธิบายด้วยรอยยิ้มบาง “นี่คือยาลูกกลอนที่หมอยาหลวงผลิตขึ้นมา ชื่อว่า ยาลูกกลอนลิ่วหยาง ผลิตจากสมุนไพรธาตุหยางหกชนิดผสมกับยาเสริมบางอย่าง ใช้สำหรับบำรุงร่างกายโดยเฉพาะ ช่วยเสริมพลังและฟื้นฟูแก่นกำเนิดของร่างกาย”
หลังจากฟังคำอธิบายของจ้าวอี้จบ เสิ่นจงก็อึ้งไปครู่หนึ่ง ใบหน้าเผยความรู้สึกซาบซึ้ง ดวงตาแดงเรื่อเล็กน้อย
เขามองดูยาลูกกลอนในกล่องผ้าไหมที่ส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ แล้วสูดหายใจลึก ก่อนจะกล่าวเสียงหนักแน่น “ขอบพระทัยฝ่าบาทที่พระราชทานยานี้มาให้”
เขาไม่คาดคิดว่า ฝ่าบาทจะยังคงห่วงใยอาการบาดเจ็บของเขา ทั้งที่เขาเกือบจะสูญเสียด่านฟู่เฟิงไปแล้ว สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกละอายใจกับความไร้ประโยชน์ของตนในช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาไม่ควรทำเช่นนั้นเลย
จ้าวอี้ยิ้มน้อย ๆ แล้วพูดต่อ “ท่านเสิ่นโหว ฝ่าบาทยังมีพระดำรัสฝากมาถึงท่านด้วย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสิ่นจงก็พลันทำสีหน้าจริงจัง “เชิญขันทีจ้าวกล่าวเถิด”
จ้าวอี้ถ่ายทอดคำพูดออกมา “ท่านเสิ่นโหว ฝ่าบาทตรัสว่า ด้วยคำนึงถึงความดีความชอบในอดีตของท่าน ครั้งนี้จะไม่ถือโทษท่านไว้ก่อน”
“และยาลูกกลอนลิ่วหยางที่พระราชทานให้ท่านนั้น ก็เพื่อให้ท่านฟื้นฟูวรยุทธ์โดยเร็ว กลับมารับตำแหน่งแม่ทัพอีกครั้ง เพื่อให้อู่อันป๋อสามารถเดินทางไปรับตำแหน่งที่แดนใต้ได้โดยเร็ว”
“และฝ่าบาทยังกำหนดเวลาให้ท่านด้วย เป็นเวลาหนึ่งเดือน หากภายในหนึ่งเดือนท่านยังไม่สามารถฟื้นฟูวรยุทธ์ได้ ฝ่าบาทอาจจะส่งคนมาแทนที่ท่าน”
พอได้ยินคำพูดช่วงแรก เสิ่นจงยังคงรักษาสีหน้าไว้ได้ แต่เมื่อได้ยินคำพูดช่วงหลัง สีหน้าของเสิ่นจงก็แข็งค้างทันที
ที่แท้เขาเข้าใจผิดไป ฝ่าบาทไม่ได้เป็นห่วงอาการบาดเจ็บของเขา แต่ต้องการให้เขาฟื้นตัวเร็ว ๆ แล้วปล่อยหลี่เต้าไป ในชั่วขณะนั้น ความรู้สึกของเสิ่นจงตกจากยอดเขาลงสู่เหวลึกทันที ความซาบซึ้งใจของเขาหายไปหมดสิ้น…
เมื่อเห็นเสิ่นจงเหม่อลอย จ้าวอี้ก็เอ่ยขึ้นว่า “ท่านเสิ่นโหว ท่านได้ยินชัดเจนหรือไม่? หากไม่ชัดเจน ต้องการให้ข้าทวนให้อีกครั้งหรือไม่”
“ไม่ต้องแล้ว!” เขาไม่อยากทรมานใจอีกครั้ง
หลังจากปรับอารมณ์แล้ว เสิ่นจงก็สูดหายใจลึก แล้วฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “เสิ่นจงขอบพระทัยฝ่าบาทสำหรับรางวัลนี้ สิ่งที่ฝ่าบาทตรัส เสิ่นจงจะต้องทำให้สำเร็จอย่างแน่นอน”
จ้าวอี้พยักหน้า จากนั้นก็หยิบพระราชโองการฉบับที่สามออกมาจากอกเสื้อ
คราวนี้เขาไม่ได้อ่านออกมา แต่กลับกล่าวว่า “พระราชโองการฉบับที่สามนี้ เป็นการพระราชทานรางวัลแก่แม่ทัพคนอื่น ๆ ที่ด่านฟู่เฟิง ซึ่งจำเป็นต้องให้ท่านเสิ่นโหวเป็นผู้อ่านประกาศต่อไป”
เมื่อพูดจบ เขาก็ส่งพระราชโองการให้กับเสิ่นจง
หลังจากนั้น จ้าวอี้ก็มองไปยังหลี่เต้าที่อยู่ด้านข้าง “ท่านอู่อันป๋อ ท่านเสิ่น ข้าได้ประกาศพระราชโองการเรียบร้อยแล้ว คงไม่อยู่รบกวนอีกต่อไป”
“ขันทีจ้าวไม่อยู่ต่ออีกสักหน่อยหรือ?”
“ไม่ล่ะ ข้ายังต้องไปเมืองเฟิงโจวอีกรอบ ไปเร็วก็จะได้กลับเร็ว”
หลังจากนั้น หลี่เต้าและเสิ่นจงทั้งสองคนก็ส่งจ้าวอี้และคณะไปจนถึงด้านนอกจวนแม่ทัพใหญ่
ก่อนขึ้นม้า จ้าวอี้หันกลับมามองหลี่เต้าแล้วเอ่ยว่า “ท่านอู่อันป๋อ ทางใต้มีเส้นทางมากมาย หวังว่าท่านจะระมัดระวังให้มาก”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของหลี่เต้าพลันมีประกายวาบ เขาพยักหน้าตอบว่า “ข้าเข้าใจแล้ว”
“ส่งถึงแค่นี้ก็พอ ข้าขอลาทั้งสองท่าน!”
พูดจบ จ้าวอี้ก็นำคณะของเขาขึ้นม้าจากไป
…
ไม่นานหลังจากนั้น เสิ่นจงและหลี่เต้าก็กลับเข้าไปในจวนแม่ทัพใหญ่อีกครั้ง
หลังจากนั่งลงบนเก้าอี้ เสิ่นจงก็มองไปยังหลี่เต้าที่อยู่ข้าง ๆ ก่อนจะเอ่ยปากอย่างอดไม่ได้ “หลี่เต้า คราวนี้ถือว่าเจ้าได้รุ่งโรจน์แล้ว”
“บรรดาศักดิ์ชั้นหนึ่ง อู่อันป๋อ ผู้ว่าการแคว้นใต้ นี่นับได้ว่าเจ้าก้าวกระโดดขึ้นสวรรค์ในก้าวเดียวเลยทีเดียว”
“ดูเหมือนท่านหยางจะทุ่มเทความพยายามไม่น้อยเพื่อเจ้าที่ราชสำนัก” หลังจากพูดจบ เสิ่นจงถึงได้สังเกตเห็นว่าหลี่เต้าดูเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
“เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่?”
หลี่เต้าค่อย ๆ กล่าวว่า “ข้ากำลังคิดว่าแดนใต้เป็นสถานที่เช่นไรกันแน่ ถึงทำให้ราชสำนักมอบตำแหน่งผู้ว่าการที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ให้ข้า”
ตั้งแต่แรกเขาก็รู้สึกแปลกใจมาก โดยเฉพาะหลังจากได้ยินประโยคสุดท้ายที่จ้าวอี้พูดกับเขา ยิ่งรู้สึกแปลกมากขึ้น
“แดนใต้หรือ?” เสิ่นจงนึกทบทวนสักครู่แล้วเอ่ยปาก “ข้าเป็นทหารอยู่ทางเหนือมาตลอด ไม่ค่อยรู้เรื่องทางใต้นัก แต่ข้าเคยได้ยินเกี่ยวกับแดนใต้ ดูเหมือนจะมีความวุ่นวายอยู่บ้าง”
“แต่ไม่ว่าจะวุ่นวายแค่ไหน ตำแหน่งผู้ว่าการก็คงไม่ใช่เรื่องหลอกลวงกระมัง”
แม้เหตุผลจะเป็นเช่นนั้น แต่ว่า…
ในตอนนั้นเอง มีเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านนอก แล้วพวกเขาก็เห็นเฉินโหยวเดินเข้ามา ในมือยังถืออะไรบางอย่างอยู่ด้วย
เฉินโหยวเดินมาตรงหน้าหลี่เต้ายื่นสิ่งที่อยู่ในมือให้ “ท่านรองแม่ทัพ นี่คือจดหมายฉบับหนึ่งที่ท่านไท่ผิงกงเพิ่งให้คนมาส่งที่ด่านฟู่เฟิง”
“จดหมายจากท่านหยางหรือ?” หลี่เต้ารับจดหมายมาแล้วก็ฉีกซองออก ก่อนจะหยิบจดหมายข้างในมาเปิดอ่าน
ไม่นานหลังจากที่อ่านเนื้อหาในจดหมายจบ สีหน้าของหลี่เต้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
เสิ่นจงคอยสังเกตสีหน้าของหลี่เต้าตลอด เมื่อเห็นภาพนี้จึงเอ่ยถาม “ในจดหมายของท่านหยางเขียนว่าอย่างไรบ้าง?”
หลี่เต้าไม่ได้พูดอะไร แต่กลับส่งจดหมายให้โดยตรง
หลังจากรับจดหมายมา เสิ่นจงก็อ่านคร่าว ๆ พบว่านี่เป็นจดหมายเกี่ยวกับข่าวกรองของแดนใต้ และในระหว่างที่อ่าน สีหน้าของเสิ่นจงก็ค่อย ๆ เคร่งเครียดขึ้น
หลังจากอ่านจบ เขาก็เอ่ยอย่างอดไม่ได้ “แดนใต้นี่มันเป็นสถานที่อะไรกันแน่ ทำไมถึงอันตรายขนาดนี้ ผู้ว่าการคนก่อนที่ลาออกจากตำแหน่งก็เป็นเพราะเกือบตายที่นั่น”
“นี่เป็นขุนนางผู้ปกครองดินแดน หากตายในท้องที่นั้นจะเป็นเรื่องใหญ่มาก คนในแดนใต้กล้าดีอย่างไร และถ้าข้าจำไม่ผิด ด้วยตำแหน่งผู้ว่าการ ข้างกายจะต้องมียอดฝีมือขั้นปรมาจารย์ติดตามอย่างใกล้ชิด และยังมีองครักษ์ระดับเซียนเทียนอีกมากมาย แต่กระนั้นก็ยังปลอดภัยไม่พอ”
พอนึกถึงเนื้อหาในจดหมาย หลี่เต้าก็เอ่ยว่า “หากแดนใต้เป็นอย่างที่ท่านหยางเขียนไว้ในจดหมาย ก็คงไม่พอจริง ๆ”
“ในจดหมายบอกว่า ในเทือกเขาใหญ่หมื่นลี้ของแดนใต้มีอันตรายมากมาย ทั้งชนเผ่าพิษในชายแดน สำนักนอกรีต กองทัพกบฏ และสิ่งอื่น ๆ อีกสารพัด แค่หยิบเรื่องใดเรื่องหนึ่งออกมาก็เป็นปัญหาใหญ่แล้ว”
“และการที่จะรับตำแหน่งผู้ว่าการในที่แห่งนี้ นั่นหมายความว่าต้องเผชิญหน้ากับคนพวกนี้”
เสิ่นจงนึกถึงเนื้อหาที่เขียนไว้ตอนท้ายของจดหมายจึงกล่าวต่อ “ข้านึกว่าตำแหน่งผู้ว่าการนี้เป็นท่านหยางขอมาให้เจ้า ที่แท้กลับเป็นคนจากจวนอัครเสนาบดีที่จงใจจัดการให้เจ้า”
“ดูเหมือนว่าเพราะเจ้าสนิทกับท่านหยาง พวกเขาจึงถือว่าเจ้าเป็นศัตรูด้วย เลยจัดฉากนี้เพื่อเล่นงานเจ้า”
“ฝ่าบาทให้เวลาเจ้าสามปี หากเป็นการปกครองพื้นที่ปกติคงไม่ยาก แต่ในแดนใต้ที่เป็นดินแดนผีสิงนั่น…”
พอคิดมาถึงตรงนี้ เสิ่นจงก็ตบโต๊ะลุกขึ้นกล่าวทันใด “ไม่ได้ ไม่่อาจปล่อยให้พวกนั้นสมหวัง ข้าจะเขียนฎีกาถวายฝ่าบาท ให้พระองค์จัดตำแหน่งใหม่ให้เจ้า แม้แต่จะยกตำแหน่งของข้าให้เจ้าก็ได้ ให้พวกเขาเลือกผู้ว่าการแดนใต้คนใหม่เถิด”
พูดจบ เขาก็ทำท่าจะลุกไปเขียนฎีกา แต่ทันใดนั้นก็ถูกหลี่เต้ายื่นมือกดไหล่ไว้
“แม่ทัพเสิ่น ข้าซาบซึ้งในน้ำใจของท่าน แต่ไม่จำเป็นแล้ว”
“อะไรไม่จำเป็น ไปที่นั่นเจ้าไม่เพียงเสียเวลาไปสามปี ยังอาจทำให้เจ้าเดือดร้อน ด้วยความสามารถของเจ้าแล้ว มันไม่ควรไปเสียเปล่าที่นั่น”
เมื่อเห็นเสิ่นจงที่ดูจริงจัง หลี่เต้าก็รู้สึกใจสั่นสะท้าน แต่เขายังคงเอ่ยว่า “ไม่จำเป็นจริงๆ บางทีแดนใต้อาจเหมาะกับข้ามากกว่าก็ได้”
“ดินแดนผีสิงนั่นจะเหมาะกับเจ้าได้อย่างไร ที่ที่เหมาะกับเจ้าที่สุดคือสนามรบ”
“แต่ว่า ที่นี่ไม่มีสนามรบแล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เสิ่นจงก็ชะงักไปชั่วขณะ