ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 292 พบกันอีกครั้ง
เมื่อเห็นร่างที่ก้าวเข้ามา เสียงอุทานพร้อมกันสามเสียงก็ดังขึ้น
“เป็นเจ้า!”
แม้จะพูดคำเดียวกัน แต่น้ำเสียงของทั้งสามคนนั้นแตกต่างกันอย่างมาก
ในน้ำเสียงของซุนเซิ่งแฝงไว้ด้วยความประหลาดใจ
ในน้ำเสียงของปี้โยวเอ๋อร์เต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดี
ส่วนเถี่ยซานเหนียงเริ่มต้นด้วยความตกใจ แต่ต่อมากลับแสดงสีหน้าเหมือนกับรู้อยู่แล้วว่าเป็นเช่นนี้
“คนชั่ว เป็นเจ้าจริงๆ เจ้านี่…”
ปี้โหยวเอ๋อร์พูดได้ครึ่งทางก็เอามือปิดปากตัวเองโดยไม่รู้ตัว ขณะนี้นางเพิ่งจะตอบสนองได้เล็กน้อย น้ำเสียงมีความไม่อยากเชื่อเจือปนอยู่
“หรือว่าเจ้าก็คือท่านผู้ว่าการที่เล่าลือกันนั่น”
เมื่อเห็นปี้โหยวเอ๋อร์อ้าปากค้าง หลี่เต้าก็ยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวว่า
“หากไม่มีหลี่เต้าคนที่สองแล้ว ข้าก็คงเป็นท่านผู้ว่าการที่เจ้าพูดถึงนั่นแหละ”
จากนั้น หลี่เต้ามองก็ไปที่เถี่ยซานเหนียงแล้วค่อย ๆ กล่าวว่า
“คุณหนูเถี่ย ไม่ได้พบกันนาน”
แม้จะคาดการณ์ไว้แล้ว แต่เมื่อหลี่เต้าปรากฏตัวต่อหน้า เถี่ยซานเหนียงพลันรู้สึกงุนงงในใจอย่างบอกไม่ถูก ทว่านางก็ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว พยักหน้าเบา ๆ ตอบ
“ไม่ได้พบกันนาน”
หลังจากทักทายเสร็จแล้ว หลี่เต้าจึงหันกลับมามองซุนเซิ่ง แล้วกล่าวเสียงเรียบว่า
“ขออภัยท่านผู้นำตระกูลซุน การที่ข้าบุกรุกเข้ามาโดยพลการนั้นถือเป็นความไม่สุภาพของข้า แต่ทว่าเมื่อบังเอิญได้ยินคำพูดเช่นนั้นของท่านผู้นำตระกูลซุนเข้า ข้าก็ต้องเข้ามาอย่างเสียไม่ได้”
“สิ่งที่ข้าอยากจะบอกท่านก็คือ ดินแดนทางใต้นี้ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของต้าเฉียน เมืองเทียนหนานก็เช่นกัน ดังนั้นข้าจึงขอเตือนท่านสักคำว่า หากเป็นไปตามกฎหมายของต้าเฉียนก็ไม่เป็นไร แต่หากท่านผู้นำตระกูลซุนคิดจะใช้วิธีการข่มขู่บังคับผู้อื่น ข้าแนะนำให้ท่านล้มเลิกความคิดนั้นเสีย หากมีการกระทำที่ผิดกฎหมาย ข้าในฐานะผู้ว่าการแห่งดินแดนทางใต้จะไม่ปล่อยไปโดยง่ายแน่”
หลังจากฟังคำพูดของหลี่เต้าจบ สีหน้าของซุนเซิ่งก็เปลี่ยนเป็นไม่สู้ดีทันที
ปกติแล้วเขามักจะเป็นฝ่ายใช้คำพูดเตือนผู้อื่น แต่เมื่อไหร่กันที่มีคนกล้าใช้คำพูดมาเตือนเขาในเมืองเทียนหนานแห่งนี้?
ดังนั้น…
“ท่านผู้ว่าการหลี่ พวกเราอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขไม่ดีกว่าหรือ?”
ซุนเซิ่งกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“การอยู่อย่างสงบย่อมเป็นสิ่งดี แต่…”
หลี่เต้าจ้องมองซุนเซิ่งแล้วค่อย ๆ เอ่ยทีละคำว่า
“แต่น่ากลัวว่าจะมีบางคนไม่เคารพกฎหมาย เหยียบย่ำผู้อื่น”
“กฎเกณฑ์ของเมืองเทียนหนานเป็นเช่นนี้มาหลายสิบปี แล้วท่านผู้ว่าการหลี่ต้องการจะล้มล้างมันหรือ?”
ซุนเซิ่งหัวเราะเย็นชากล่าว
“กฎเกณฑ์ที่ไม่สมเหตุสมผล ล้มล้างไปแล้วจะเป็นไร”
หลี่เต้ากล่าวด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
“ท่านไม่กลัวว่าจะทำให้ตัวเองเดือดร้อนหรือ?”
“เดือดร้อนหรือ?”
หลี่เต้ายิ้มอย่างสงบ
“นั่นก็ต้องดูว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งพอหรือไม่”
“ท่าน…”
ซุนเซิ่งพูดไม่ออกชั่วขณะ ไม่รู้จะใช้คำพูดใดโต้กลับไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่ออีกฝ่ายยังคงรักษาท่าทีเรียบเฉยตั้งแต่เข้ามา ทำให้เขารู้สึกอัดอั้นตันใจยิ่งนัก
แต่ช่วยไม่ได้ ต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ เขาไม่กล้าทำอะไรจริงๆ ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ไม่ใช่คนโง่ และรู้ดีว่าหากลงมือกับผู้ว่าการซึ่ง ๆ หน้าจะก่อให้เกิดผลลัพธ์เช่นไร
ผลลัพธ์นี้ไม่ใช่สิ่งที่สกุลซุนสายที่สามอย่างพวกเขาจะแบกรับไหว
“ท่าน… พวกเราไว้ค่อยดูกัน!”
สุดท้ายซุนเซิ่งจึงได้แต่ทิ้งคำขู่ไว้ประโยคหนึ่ง แล้วพาคนของเขาหมุนตัวจากไป
เมื่อเดินผ่านประตู เขาก็เห็นองครักษ์สองคนที่ล้มอยู่บนพื้น ความโกรธพลันพลุ่งพล่าน จึงเหยียบคนพวกนั้นไปสองที
จากนั้นเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดสองครั้งก็ดังขึ้นมา พร้อมกับที่องครักษ์ทั้งสองคนลุกขึ้น
ทันทีที่เห็นซุนเซิ่ง พวกเขาก็ชี้ไปที่หลี่เต้าเพื่อพูดอะไรบางอย่าง ซุนเซิ่งตบหน้าทั้งสองคนไปคนละฉาด
“ไร้ประโยชน์จริงๆ รอดูว่าข้าจะจัดการพวกเจ้ายังไงเมื่อกลับไป”
พูดจบ เขาก็เดินออกจากห้องรับรองไปโดยไม่หันกลับมามองอีก ทั้งสองคนจึงได้แต่หน้าจ๋อยเดินตามไป
สุดท้าย ในห้องรับรองอันกว้างใหญ่ก็เหลือเพียงสามคน
เถี่ยซานเหนียงหันมามองหลี่เต้า เอ่ยเสียงนุ่มนวล
“ซานเหนียงขอขอบคุณท่านผู้ว่าการที่ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ หากนับรวมครั้งก่อนด้วย ซานเหนียงเป็นหนี้บุญคุณคุณชายถึงสองครั้งแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เต้าก็ส่ายหน้าพลางกล่าวว่า
“เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น ด้วยฐานะของเจ้าแล้ว เขาไม่กล้าลงมือทำอะไรจริงๆ หรอก ถึงเขาจะอยากทำอะไรจริง ข้าก็ไม่เชื่อว่าเขาจะทำสำเร็จ เหมือนครั้งที่แล้วนั่นแหละ”
เมื่อได้ยินประโยคหลัง เถี่ยซานเหนียงก็เข้าใจในทันทีว่าหลี่เต้ากำลังพูดถึงอะไร นั่นคือเรื่องที่นางปิดบังวิชากำลังภายใน ชั่วขณะนั้นนางจึงไม่รู้จะพูดอย่างไร
ในตอนนั้นเอง คำพูดของปี้โหยวเอ๋อร์ก็ได้ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ให้นาง
“คนชั่ว ครั้งที่แล้วทำไมหายไปโดยไม่บอกลากัน ข้ายังรอให้เล่าเรื่องราวตอนต่อไปอยู่เลยนะ”
เถี่ยซานเหนียงรีบพูดต่อ
“ใช่แล้ว ครั้งที่แล้วคุณชายหลี่จากไปโดยไม่บอกลา โหยวเอ๋อร์เสียใจอยู่นานเชียว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เต้าจึงมองไปที่ปี้โหยวเอ๋อร์ สายตานางเปลี่ยนจากตื่นเต้นดีใจเป็นน้อยใจ เขายิ้มบางเอ่ยอธิบาย
“มีเรื่องด่วนที่บ้าน จึงต้องจากไปชั่วคราว”
ในตอนนั้นเอง จู่ ๆ เถี่ยซานเหนียงก็พูดขึ้นอย่างกะทันหัน
“ถ้าเช่นนั้น ครั้งนี้คุณชายหลี่คงจะไม่หายไปอย่างกะทันหันอีกใช่หรือไม่”
“ตอนนี้ข้าก็ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเมืองเทียนหนาน จะหายตัวไปได้อย่างไร”
หลี่เต้าส่ายหน้ากล่าว
เถี่ยซานเหนียงกล่าวด้วยสีหน้าที่ค่อนข้างซับซ้อน
“เกือบลืมไปเสียแล้ว คุณชายหลี่เต้าตอนนี้ท่านได้กลายเป็นท่านผู้ว่าการแล้ว”
เมื่อนึกถึงตรงนี้ นางก็รู้สึกว่าตนเองเสียเปรียบอย่างมาก
คิดดู เมื่อก่อนนางเป็นคุณหนูสามตระกูลเถี่ย ส่วนอีกฝ่ายเป็นเพียงนักพเนจรที่ต้องอาศัยกองคาราวานของตระกูลเถี่ยเพื่อไปเมืองหลวง
แต่ผลลัพธ์คือ เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งปี นางยังคงเป็นคุณหนูสามตระกูลเถี่ยคนเดิม แต่อีกฝ่ายกลับเปลี่ยนจากนักพเนจรธรรมดา ๆ กลายเป็นขุนนางผู้ปกครองดินแดนที่มีอำนาจเหนือทั้งมณฑล
สิ่งนี้ทำให้นางรู้สึกว่าตนเองเสียเปรียบอย่างมาก หากรู้แต่แรกว่าหลี่เต้าจะเติบโตเร็วถึงเพียงนี้ นางควรจะทำทุกวิถีทางเพื่อผูกมัดเขาไว้กับตัวนางตั้งแต่ตอนนั้น
ในขณะเดียวกัน ในใจนางก็มีความน้อยใจต่อหลี่เต้าอยู่บ้าง น้อยใจที่เขาซ่อนตัวลึกเกินไป ทำให้นางตามหาเขานานแสนนานก็ยังไม่พบ
เมื่อเผชิญกับคำพูดของเถี่ยซานเหนียง หลี่เต้ายิ้มน้อย ๆ ไม่ได้พูดอะไร และก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี เพราะแม้แต่ตัวเขาเอง เมื่อมองย้อนกลับไปที่ประสบการณ์ของตนในช่วงเวลาไม่ถึงปีนี้ ก็ยังรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง
เมื่อเห็นว่าบรรยากาศดูเหมือนจะกระอักกระอ่วนเกินไป ในใจเถี่ยซานเหนียงแอบทอดถอนหายใจ เข้าใจว่านี่เป็นเพราะทั้งสองฝ่ายยังรู้สึกห่างเหินกันอยู่
นางจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างกระตือรือร้น
“ในเมื่อท่านผู้ว่าการไม่ได้หายไปอย่างกะทันหัน ต่อไปก็ขอรบกวนท่านผู้ว่าการช่วยดูแลสมาคมการค้าของตระกูลเถี่ยเราในดินแดนทางใต้ด้วย”
ขณะพูด นางก็ล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อชุดยาว หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาแล้วยื่นส่งให้หลี่เต้า
“นี่คือ…”
“ท่านผู้ว่าการดูแวบเดียวก็จะรู้เอง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เต้าจึงรับกระดาษมาอย่างว่าง่าย แต่ทว่าพอดูแล้ว สีหน้าเขาพลันชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้นพูดช้า ๆ
“คุณหนูเถี่ย แม้ไม่มีสิ่งเหล่านี้ ข้าก็จะดูแลสมาคมการค้าของตระกูลเถี่ยพวกเจ้าตามหน้าที่อยู่แล้ว”
เถี่ยซานเหนียงส่ายหน้า
“ท่านผู้ว่าการ ขออภัยที่ซานเหนียงพูดตรง ๆ ซานเหนียงเป็นวาณิช เชื่อมั่นในการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างผู้คนมากกว่า คำสัญญาปากเปล่าล้วน ๆ ไม่อาจทำให้ซานเหนียงสบายใจได้ ดังนั้นขอให้ท่านผู้ว่าการรับไว้เถิด”
หลี่เต้ามองดูเถี่ยซานเหนียงอย่างประหลาดใจ อดที่จะรำพึงไม่ได้
“ต้องบอกว่าคุณหนูเถี่ยสมกับฉายาหญิงเหล็กจริง ๆ ความกล้าหาญเช่นนี้หาได้ยากในหมู่พ่อค้าวาณิช”
“แต่ว่าตระกูลเถี่ยของพวกเจ้าแบ่งผลกำไรสามส่วนให้โดยตรงนั้น ดูจะมากเกินไปหรือไม่”
เถี่ยซานเหนียงพลันส่ายหน้า
“ท่านผู้ว่าการเข้าใจผิดแล้ว ไม่ใช่ตระกูลเถี่ยแบ่งผลกำไรสามส่วน”
“หืม?”
เถี่ยซานเหนียงจ้องมองหลี่เต้าด้วยดวงตางดงามอย่างลึกซึ้ง เอื้อนเอ่ยเชื่องช้า
“เป็นข้าซานเหนียงเอง ที่แบ่งผลกำไรสามส่วนให้ท่านผู้ว่าการ”