ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 325 ความตายของกู่
เมื่อมาถึงเชิงเขาไป่เหลี่ยน บันไดหินที่ทอดขึ้นสู่ยอดเขามีคบเพลิงแขวนห่างกันเป็นระยะสองข้างทางปรากฏอยู่เบื้องหน้าทุกคน
ในเวลาเดียวกันมีชายสองคนสวมชุดประจำตระกูลเหมียวปรากฏตัวที่สองข้างบันได มองดูทุกคนแล้วหนึ่งในนั้นก้าวออกมาพูดว่า
“ขอต้อนรับมิตรสหายจากเมืองสือกู่เจี้ยนทุกท่าน เชิญขึ้นเขาได้”
หลี่เต้าลงจากหลังม้า ตบมันเบาๆ พลางกล่าวว่า “ไปเถอะ”
ม้าก้มหัวลงถูไถที่ฝ่ามือของหลี่เต้าแล้ววิ่งจากไปตามลำพัง
หลังจากนั้นเขาก็เดินตามผู้คนขึ้นเขาไป่เหลี่ยน
เนื่องจากทุกคนที่อยู่ในที่นี้ล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเพียร จึงใช้เวลาเพียงหนึ่งก้านธูปเท่านั้น หลี่เต้าก็มาถึงยอดเขาไป่เหลี่ยนแล้ว
เมื่อมาถึงยอดเขา หลี่เต้าพบว่าที่นี่มีคนไม่น้อยแล้ว
คนเหล่านี้คงไม่ได้มาจากเมืองสือกู่เจี้ยน แต่มาจากภายในเทือกเขาใหญ่หมื่นลี้
มองดูยอดเขาไป่เหลี่ยน หลี่เต้าพบว่าตอนอยู่เชิงเขามองไม่เห็นอะไรเลย
แต่เมื่อมาถึงยอดเขาถึงได้พบว่าตระกูลเหมียวทำการใหญ่ ยอดเขาลูกหนึ่งถูกสร้างให้เป็นเหมือนเมืองเล็กๆ
หลังจากเดินตามผู้คนเข้าไปใน ‘เมืองเล็ก’ แล้ว เสียงต่างๆ รอบข้างก็เริ่มดังขึ้น
“ผ่านไปผ่านมาอย่าพลาดโอกาส กู่ลมหายใจเต่าที่เพิ่งปรุงใหม่สดๆ ของจำเป็นสำหรับผู้ท่องยุทธภพ”
“กู่เกราะทอง กู่วิเศษช่วยชีวิต ขายราคาถูกๆ เข้าน้ำไฟไม่กลัว”
“กู่ที่ทำให้ชายนิ่งหญิงน้ำตาไหลได้เกิดขึ้นแล้ว กู่ชนิดใหม่ กู่เพิ่มสมรรถภาพทางเพศทำให้ท่านแข็งได้ทั้งปี จำกัดเพียงสิบตัวหมดเวลาไม่รอแล้วนะ”
เมื่อได้ยินเสียงเหล่านี้ หลี่เต้าค้นพบเป็นครั้งแรกว่ากู่ที่ทำให้ผู้คนภายนอกหวาดกลัวได้พัฒนามาถึงสภาพเช่นนี้แล้ว
เขาเดินมาหยุดที่หน้าแผงขายแห่งหนึ่ง
เมื่อเห็นว่ามีคนเข้ามา พ่อค้าในชุดตระกูลเหมียวก็ยิ้มแย้มพูดทันที
“ลูกค้าต้องการดูกู่ชนิดใดหรือ? ที่ร้านข้ามีกู่ครบทุกชนิด ทั้งกู่ลมหายใจเต่า กู่กันน้ำ และกู่เพลิง”
หลี่เต้ามองดูแผงเล็กๆ แล้วถามว่า “ข้าจับดูได้หรือไม่?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นพ่อค้าก็รีบตอบว่า “แน่นอน ท่านเชิญตามสบาย”
หลี่เต้าพยักหน้า หยิบกู่ตัวหนึ่งที่มีรูปร่างแปลกประหลาดขึ้นมาจากแผงแล้วพิจารณาอย่างละเอียด
“หืม? กู่นี้ตายแล้วหรือ?”
“เป็นไปไม่ได้ที่จะตาย กู่ที่ข้าขายล้วนเป็นของสดที่มีชีวิต”
“งั้นเจ้าดูสิ”
พ่อค้าแผงลอยรับกู่จากมือของหลี่เต้ามาดูแวบหนึ่ง พยายามใช้วิธีเรียกกู่โดยเฉพาะของตระกูลเหมียว
ผลปรากฏว่ากู่ไม่ขยับเขยื้อนเลย พอเอามือไปสัมผัสถึงพบว่ากู่กลายเป็นแข็งทื่อไปแล้ว
เมื่อเห็นภาพนี้พ่อค้าแผงลอยก็แสดงสีหน้าเก้อเขินออกมาทันที
รีบเก็บกู่ไปอย่างรวดเร็วแล้วกล่าวขึ้นว่า “กู่ตัวนี้อาจมีปัญหาอยู่บ้าง ลูกค้าลองดูตัวอื่นเถิด ที่เหลือรับรองว่าไม่มีปัญหา”
หลี่เต้าพยักหน้าแล้วหยิบกู่อีกตัวหนึ่งขึ้นมา
ชั่วครู่ต่อมา…
“ตัวนี้ดูเหมือนจะตายเหมือนกัน”
“ไม่ใช่! นี่มันเป็นไปได้อย่างไร…”
เมื่อพ่อค้าแผงลอยรับกู่มาอีกครั้ง ก็พบว่าสภาพของกู่ตัวที่สองนี้เหมือนกับตัวแรกไม่มีผิด
ในชั่วขณะนั้นพ่อค้าแผงลอยก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรแล้ว หนึ่งครั้งอาจเป็นเรื่องบังเอิญ แต่จะเป็นไปได้หรือที่สองครั้งก็บังเอิญอีก
ดูเหมือนหลี่เต้าจะเห็นความลำบากใจของพ่อค้าแผงลอยจึงไม่ได้พูดอะไรมาก หมุนตัวเดินจากไปเลย
หลังจากที่หลี่เต้าจากไป พ่อค้าแผงลอยยังคงมีสีหน้าเหมือนกำลังสงสัยในชีวิต
เมื่อได้สติกลับมา เขารีบหยิบกู่ที่เหลือบนแผงขึ้นมาดูสักครู่
แล้วพบว่ากู่ทั้งหมดที่วางอยู่บนแผงขายตอนนี้กลับแข็งทื่อไปหมดแล้ว
ในตอนนี้เขาแทบจะร้องไห้ออกมา
กู่ที่เขาตั้งใจฝึกฝนปรุงแต่งมาตลอดทั้งปีด้วยความยากลำบาก ตอนนี้ทำไมถึงตายไปหมดเสียแล้ว
ในขณะที่พ่อค้ารู้สึกหมดอาลัยตายอยาก จู่ๆ กู่ตัวหนึ่งบนโต๊ะที่เขาตัดสินว่าตายไปแล้วกลับสั่นเล็กน้อยราวกับมีความเคลื่อนไหว
ตามด้วยกู่ตัวอื่นๆ ที่เริ่มมีความเคลื่อนไหวเช่นกัน
เมื่อเห็นภาพนี้เขารีบหยิบกู่เหล่านี้ขึ้นมาตรวจสอบอีกครั้ง
พอได้ดู พ่อค้าก็ร้องไห้ด้วยความดีใจ ที่แท้พวกมันไม่ได้ตาย
ทว่าแม้จะไม่ตาย แต่กู่เหล่านี้ของเขากลับดูแปลกไป สภาพดูเหมือนจะอ่อนแรงไปบ้าง
จากนั้นเขาก็หยิบกู่สองตัวที่หลี่เต้าเคยจับขึ้นมาดูว่าเป็นสภาพเดียวกันหรือไม่
ผลปรากฏว่าสองตัวนี้ไม่เหมือนกัน พวกมันตายไปจริงๆ แล้ว
และเขายังหาสาเหตุการตายไม่พบอีกด้วย
หลังจากออกจากแผงแรก หลี่เต้าก็เดินวนดูแผงอื่นๆ ต่ออีกสักพัก
ผลปรากฏว่าเขาพบว่าพวกตระกูลเหมียวที่ขายกู่เหล่านี้ล้วนขาย ‘กู่ตาย’ ทั้งสิ้น
เมื่อออกจากแผงที่หกที่ขาย ‘กู่ตาย’ แล้ว หลี่เต้าก็ไม่ได้เดินดูต่อไปอีก
มาถึงตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่พ่อค้าเหล่านี้แต่อยู่ที่ตัวเขาเอง
ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าพลังงานที่มองไม่เห็นรอบตัวเขานั้นใช้ได้ผลเฉพาะกับแมลงบินเท่านั้น
ตอนนี้ดูเหมือนว่ามันจะมีผลกับพวกกู่เหล่านี้ด้วย
แต่กู่ก็มีทั้งแข็งแกร่งและอ่อนแอ เพียงแต่ไม่รู้ว่าขีดจำกัดของความสามารถนี้อยู่ตรงไหน
หลังจากเข้าใจสถานการณ์ของตัวเองแล้ว หลี่เต้าก็ไม่ได้เดินเที่ยวดูต่อไปอย่างไม่ระมัดระวัง
เขากลัวว่าถ้าเขาเดินดูต่อไปอีกสักพัก บนเขาไป่เหลี่ยนนี้ก็จะไม่มีกู่ที่มีชีวิตเหลืออยู่เลย
ถึงตอนนั้นคงจะมีเรื่องยุ่งยากตามมา และเป็นสถานการณ์ที่เขาไม่มีเหตุผลด้วย
โชคดีที่ตอนนี้พลังงานนั้นสามารถควบคุมให้อยู่ในรัศมีหนึ่งจั้งรอบตัวเขาได้
ไม่เช่นนั้นตอนนี้เขาคงต้องลงจากเขาไปแล้ว
เมื่อนึกถึงที่เจ้าของโรงเตี้ยมบอกว่าเทศกาลเทพกู่จะดำเนินต่อไปอีกสามวันจึงจะสิ้นสุด
หลี่เต้าจึงหาตระกูลเหมียวบนเขาไป่เหลี่ยนเพื่อเช่าลานเล็กๆ เป็นการชั่วคราว
เนื่องจากฟ้ามืดแล้วเขาจึงพักผ่อนในลานเล็กๆ นั้นเลย
เช้าวันรุ่งขึ้น หลี่เต้าตื่นขึ้นมาในห้องท่ามกลางเสียงอึกทึก
เขายังได้ยินเสียงคนเดินผ่านมาจากนอกประตูแว่วๆ
“พวกตระกูลเหมียวผู้เชี่ยวชาญด้านพิษขึ้นเขามาแล้ว คราวนี้ในที่สุดก็มีเรื่องสนุกให้ดู”
“ไม่รู้ว่าปีนี้อันดับหนึ่งจะตกเป็นของคนรุ่นใหม่จากหมู่บ้านเหมียวไหน”
“ไม่ว่าจะอย่างไรสุดท้ายก็ต้องตกเป็นของคนในตระกูลเหมียวอยู่ดี”
เมื่อหลี่เต้าแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว เขาก็เดินออกมาจากลานเล็กๆ
พบว่ามีผู้คนมากมายกำลังเดินไปยังส่วนในของยอดเขาไป่เหลี่ยน
ดังนั้นเขาจึงเดินตามผู้คนเหล่านั้นไป
ไม่นานหลังจากนั้นเขาก็ตามฝูงชนมาถึงใจกลางยอดเขาไป่เหลี่ยน
ที่นี่มีลานกว้างขนาดใหญ่และมีอัฒจันทร์มากมายสำหรับการชมการแสดง
ผู้คนที่เดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศเพื่อชมเทศกาลเทพกู่ที่เขาไป่เหลี่ยนต่างนั่งอยู่บนอัฒจันทร์
หลี่เต้าก็ได้หาที่นั่งบนอัฒจันทร์และนั่งลงเช่นกัน
“หมู่บ้านตระกูลเหมียวจากหุบเขาหมื่นแมลงมาถึงแล้ว!”
ทันใดนั้นเสียงประกาศก็ดังขึ้นบนลานกว้าง
ทุกคนมองไปเห็นกลุ่มคนสวมชุดตระกูลเหมียวเดินมาจากที่ไกลๆ มุ่งหน้าสู่ลานกว้าง
นำหน้าขบวนคือชายชรา ตามหลังเขาคือชายวัยกลางคนหลายคน และถัดไปคือหญิงสาวอีกหลายคน
ไม่นานเสียงประกาศอีกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“หมู่บ้านราชางูมาถึงแล้ว!”
พร้อมกับเสียงประกาศ กลุ่มตระกูลเหมียวอีกกลุ่มก็มาถึง
และไม่นานหลังจากนั้นกลุ่มตระกูลเหมียวก็ทยอยปรากฏตัวกลุ่มแล้วกลุ่มเล่า
ระหว่างนั้นหลี่เต้าก็สังเกตเห็นความแตกต่างระหว่างหมู่บ้านตระกูลเหมียวแต่ละแห่ง
ลวดลายบนเสื้อผ้าไม่เหมือนกัน บางหมู่บ้านมีลายงู บางหมู่บ้านมีลายแมงมุม ล้วนเป็นลวดลายของสัตว์มีพิษประเภทต่างๆ