ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 341 แยกตระกูล
เมื่อได้ยินเสียงเหล่านี้ เหมียวหรงพลันมีสีหน้าดำทะมึน มือตบลงบนโต๊ะอย่างแรง “โง่เขลา!”
“พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกเราตระกูลเหมียวอาศัยอยู่บนแผ่นดินของใคร? และข้าจะบอกให้พวกเจ้ารู้ไว้ หากท่านผู้ว่าการไม่ยื่นมือเข้ามาช่วย พวกเจ้าอาจจะไม่ได้เห็นพวกเราอีกเลย”
หลังจากนั้นเหมียวหรงก็เล่าเรื่องที่หลี่เต้าช่วยชีวิตพวกเขาให้ทุกคนฟัง ทุกคนได้ฟังแล้วก็ตกตะลึง เดิมทีพวกเขาคิดว่าเป็นผู้อาวุโสทั้งหลายที่จัดการกับตระกูลอู่ด้วยตัวเอง ไม่คิดว่าที่แท้เป็นผู้ว่าการที่ยื่นมือเข้าช่วย
จากนั้นเหมียวหรงก็กล่าวต่อว่า “และท่านผู้ว่าการไม่เพียงช่วยพวกเรา แต่ยังช่วยราชันกู่อีกด้วย” เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ทุกคนก็พากันเงียบลงทันที ไม่คิดว่าเพียงไม่กี่วันที่ผ่านมาจะมีเรื่องผันผวนมากมายเช่นนี้
เมื่อเห็นว่าอารมณ์ของทุกคนไม่รุนแรงเหมือนเดิมแล้ว เหมียวหรงจึงค่อยๆ กล่าวว่า “ดังนั้นพวกเจ้าต้องเข้าใจว่าหากไม่ใช่เพราะท่านผู้ว่าการ หมู่บ้านเมฆาอาจเหลือเพียงแค่ชื่อแต่ไร้ตัวตนไปแล้ว ยังมีใครอยากคัดค้านการตัดสินใจของข้าอีกหรือไม่”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้นทุกคนต่างมองหน้ากันไปมา ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนดังขึ้นจากในฝูงชน “พวกเราตระกูลเหมียวต้องตอบแทนบุญคุณเสมอ ดังนั้นข้าเห็นด้วยกับการตัดสินใจของท่านผู้อาวุโส ยิ่งไปกว่านั้นพวกเราตระกูลเหมียวก็เป็นชาวต้าเฉียนอยู่แล้ว การขึ้นตรงต่อจวนผู้ว่าการก็นับเป็นเรื่องปกติ”
เมื่อได้ยินประโยคทั้งสองนี้ทุกคนครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วรู้สึกว่ามีเหตุผลอยู่บ้าง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือหากท่านผู้ว่าการคนนั้นช่วยชีวิตผู้อาวุโสและราชันกู่ไว้จริง การเรียกร้องเช่นนี้ก็สมเหตุสมผล
ในขณะที่ทุกคนกำลังลังเลก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากฝูงชนอีกครั้ง “ผู้ที่เห็นด้วยกับการเข้าร่วมจวนผู้ว่าการ ยกมือขึ้น!” เมื่อเสียงนั้นพูดจบ มือคู่หนึ่งก็ชูขึ้นอย่างเด่นชัดจากในฝูงชน เมื่อมีคนแรก คนที่สองย่อมตามมาอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดก็มีคนยกมือมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานก็มีคนมากกว่าแปดส่วนยกมือขึ้น ส่วนที่เหลืออีกสองส่วนก็อาจจะยังลังเลอยู่
เมื่อเห็นดังนั้นเหมียวหรงก็พยักหน้า ในใจรู้สึกโล่งอกไปบ้าง หากคนส่วนใหญ่ในตระกูลคัดค้านเกรงว่าเขาคงต้องเป็นผู้นำเผด็จการสักครั้ง ขณะนั้นเองในฝูงชน เหมียวอวี่ชูมือขึ้นพลางมองไปทางเหมียวหงที่อยู่ข้างกายด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ “ท่านอา ความคิดของข้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
เหมียวหงหัวเราะอย่างอดไม่ได้ “ดูเหมือนเจ้าเด็กคนนี้จะฉลาดขึ้นจริงๆ”
เหมียวอวี่ยิ้มอย่างมีความสุข “แน่นอนอยู่แล้ว” ทันใดนั้นเองเสียงที่ขัดกับสถานการณ์ก็ดังขึ้นจากด้านหลังของฝูงชน
“วันนี้หมู่บ้านเมฆาของพวกเจ้าคึกคักดีจริงๆ นี่มีเรื่องมงคลอะไรหรือ?”
ไม่นานนักฝูงชนนอกห้องโถงใหญ่ก็แยกออกเป็นทางเดิน จากนั้นภายใต้การนำของชายชราสองคน กลุ่มคนที่สวมชุดตระกูลเหมียวเช่นกันก็เดินเข้ามาในห้องโถงใหญ่ เมื่อเหมียวหรงเห็นชายชราทั้งสองคนเขาก็เอ่ยขึ้น “น้องรอง น้องสาม พวกเจ้ามาแล้วหรือ?”
ชายชราคนหนึ่งยิ้มเล็กน้อย “พี่ใหญ่ส่งคนมาเชิญพวกข้าแล้ว พวกข้าจะไม่มาได้อย่างไร” เหมียวหรงพยักหน้ารับก่อนจะเอ่ย “เพิ่มที่นั่ง”
ไม่นานนักก็มีคนนำเก้าอี้สองตัวมาวางไว้ทางขวามือของเหมียวหรง ขณะนั้นเองหนึ่งในผู้อาวุโสสังเกตเห็นหลี่เต้าที่นั่งอยู่ทางด้านซ้ายมือ “พี่ใหญ่ ท่านผู้นี้คือ…”
เมื่อเห็นใบหน้าอันเยาว์วัยของหลี่เต้า ผู้อาวุโสก็ขมวดคิ้ว ที่นี่คือเรือนบรรพบุรุษของหมู่บ้านเมฆา เป็นถิ่นกำเนิดของตระกูลเหมียว ตามธรรมเนียมแล้วผู้ที่จะนั่งในตำแหน่งสูงได้ต้องเป็นผู้มีฐานะสูงส่งในตระกูลเหมียวเท่านั้น แต่กลับมีคนแปลกหน้าที่ดูเยาว์วัยมานั่งอยู่ตรงนี้
เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนสังเกตเห็นหลี่เต้า เหมียวหรงก็รีบแนะนำทันที “ท่านผู้นี้คือท่านผู้ว่าการดินแดนใต้คนใหม่ของพวกเรา” จากนั้นก็แนะนำให้หลี่เต้ารู้จัก “ท่านผู้ว่าการ สองคนนี้คือผู้อาวุโสเหมียวโฮ่วและผู้อาวุโสเหมียวอี้ของตระกูลเหมียวพวกเรา”
“ท่านผู้ว่าการ?” เมื่อได้ยินคำนี้เหมียวโฮ่วและเหมียวอี้ก็สบตากัน เหมียวโฮ่วประสานมือคำนับ “ที่แท้ก็เป็นท่านผู้ว่าการนี่เอง” จากนั้นเขาก็กวาดสายตามองคนอื่นๆ ของหมู่บ้านเมฆาที่อยู่โดยรอบ สุดท้ายสายตาก็จับจ้องที่เหมียวหรง “ไม่ทราบว่าพี่ใหญ่มีเรื่องอะไรหรือ ถึงได้เรียกให้พวกเราสองคนมา”
คราวนี้เหมียวหรงไม่ได้อ้อมค้อมอีกต่อไป เขาพูดถึงจุดประสงค์ที่เรียกทั้งสองมาตามตรง “น้องรอง น้องสาม วันนี้ข้าเรียกพวกเจ้ามาเพราะข้าตั้งใจจะนำตระกูลเหมียวเข้าไปอยู่ภายใต้การปกครองของจวนผู้ว่าการ วันนี้ที่ข้าเรียกพวกเจ้ามาก็เพื่อดูว่าพวกเจ้าคิดเห็นอย่างไร”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้สีหน้าของเหมียวโฮ่วและเหมียวอี้ต่างก็พลันแข็งค้างไป เหมียวโฮ่วขมวดคิ้วกล่าวว่า “พี่ใหญ่ ท่านรู้หรือไม่ว่าท่านกำลังพูดอะไรอยู่?”
เหมียวอี้รีบพูดต่อ “พี่ใหญ่ ท่านคงไม่ได้มีอายุมากจนสับสนไปแล้วกระมัง ตระกูลเหมียวของพวกเราอยู่ดีๆ เหตุใดจึงต้องเข้าร่วมกับจวนผู้ว่าการด้วย”
เหมียวหรงพยักหน้าก่อนจะกล่าวว่า “ข้ารู้ว่าข้ากำลังพูดอะไร และข้าก็ไม่ได้สับสน ที่พูดเช่นนี้ก็เพื่ออนาคตของตระกูลเหมียวเท่านั้น”
“อนาคต?” เหมียวอี้แค่นเสียงเบา สายตาเหลือบมองไปยังหลี่เต้าซึ่งกำลังดื่มชาอยู่ด้านข้าง “อนาคตที่ท่านพูดถึงคือการพึ่งพาผู้อื่นหรือ?”
“อะไรเรียกว่าพึ่งพาผู้อื่น!” เหมียวหรงขมวดคิ้ว “พวกเจ้าอย่าลืมว่าตระกูลเหมียวของพวกเราก็เป็นชาวต้าเฉียนด้วย”
“ชาวต้าเฉียน?” เหมียวโฮ่วเอ่ยตอบ “พี่ใหญ่ ราชสำนักไม่ได้ดูแลพวกเรามากี่ปีแล้ว ท่านยังจำได้หรือไม่? ตอนนี้ท่านพูดเรื่องพวกนี้ขึ้นมาอย่างกะทันหัน แล้วจะให้พวกเรายอมรับได้อย่างไร”
เมื่อเห็นว่าเหมียวโฮ่วและเหมียวอี้ไม่ยอมรับฟังเลย เหมียวหรงจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นบนเขาไป๋เหลี่ยนอีกครั้ง และยังพูดถึงบุญคุณที่หลี่เต้าช่วยชีวิตพวกเขาและราชันกู่เอาไว้ หลังจากได้ยินคำพูดเหล่านี้สีหน้าของเหมียวโฮ่วและเหมียวอี้ก็เปลี่ยนไปจริงๆ
ในขณะที่เหมียวหรงคิดว่าเหตุผลดังกล่าวอาจจะทำให้ทั้งสองคนพิจารณาอีกสักหน่อย เหมียวโฮ่วก็พลันได้สติกลับมา เขาเอ่ยขึ้นทันทีว่า “ไม่ได้ ข้ายังคงไม่เห็นด้วย” จากนั้นเขามองไปที่หลี่เต้าและกล่าวออกมาตามตรง “ความกรุณาของท่านผู้ว่าการ พวกเราตระกูลเหมียวสามารถรับไว้ได้ แต่การจะให้พวกเราตระกูลเหมียวเข้าร่วมกับจวนผู้ว่าการโดยไม่มีเหตุผลเช่นนี้เป็นไปไม่ได้”
เมื่อเห็นว่าเหมียวโฮ่วยืนยันหนักแน่นเช่นนั้น เหมียวหรงก็ได้แตมองไปที่เหมียวอี้ หลังจากเหมียวอี้เงียบไปครู่หนึ่งเขาก็เอ่ยปากว่า “พี่ใหญ่ ข้ารู้สึกว่าพี่รองพูดถูก ไม่จำเป็นต้องเอาทั้งตระกูลเหมียวมาเสี่ยงจริงๆ”
เมื่อเห็นท่าทีของทั้งสองคนเป็นเช่นนี้เหมียวหรงก็โกรธขึ้นมา ท้ายที่สุดแล้วการที่เขาตัดสินใจเช่นนี้ก็ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตนแม้แต่น้อย ทั้งหมดล้วนเพื่อความดีของตระกูลเหมียว ดังนั้นเหมียวหรงจึงกล่าวว่า “สรุปแล้วพวกเราหมู่บ้านเมฆาได้ตัดสินใจที่จะเข้าร่วมกับจวนผู้ว่าการ พวกเจ้าทั้งสองคนควรพิจารณาให้ดี พี่ใหญ่ทำเพื่อพวกเจ้าจริงๆ”
“ไม่ต้องพิจารณาแล้ว!” เสียงของเหมียวหรงเพิ่งจะจบลง เหมียวโฮ่วก็ลุกขึ้นยืนทันที “หมู่บ้านเมฆาของพวกท่านจะเข้าร่วมกับจวนผู้ว่าการก็เข้าร่วมกันไปเถอะ แต่หมู่บ้านสายลมของพวกเราไม่มีทางเข้าร่วมอย่างแน่นอน”
ทันใดนั้นเหมียวอี้ก็ลุกขึ้นยืนตามและพูดว่า “พี่ใหญ่ ครั้งนี้ข้าฟังพี่รอง หมู่บ้านสายฟ้าของพวกเราก็จะไม่ตกไปอยู่ในมือของใครโดยไม่มีเหตุผลเช่นกัน”
เมื่อได้ยินคำพูดของทั้งสองคน เหมียวหรงก็ลุกพรวดขึ้นทันที จ้องตาพวกเขาพลางเอ่ยว่า “พวกเจ้าทั้งสองคนเป็นเช่นนี้ หรือว่าต้องการแยกตระกูลกันหรือ?”
แต่สิ่งที่เหมียวหรงไม่คาดคิดก็คือหลังจากที่เขาพูดเช่นนั้นออกไปแล้ว เหมียวโฮ่วจะกล่าวทันทีว่า “งั้นก็แยกตระกูลกันเถอะ!”
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมาสีหน้าของเหมียวหรงก็แข็งค้างไปในทันที เขาเพียงแค่พูดออกไปเพราะความโกรธชั่วขณะแต่เหมียวโฮ่วกลับแสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายจริงจัง “น้องรอง เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้ากำลังพูดอะไรอยู่?” เหมียวโฮ่วเงียบไปครู่หนึ่งจากนั้นก็เงยหน้าขึ้นแล้วค่อยกล่าว “พี่ใหญ่ ครั้งนี้ข้าจริงจัง”