ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 342 ตระกูลเหมียวแบ่งเป็นสามฝ่าย
“จริงจัง!”
ดูจากสีหน้าจริงจังของเหมียวโฮ่วในตอนนี้ เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้พูดด้วยอารมณ์เหมือนกับเหมียวหรง แต่เป็นคำพูดที่ผ่านการคิดอย่างรอบคอบแล้ว สีหน้าของเหมียวหรงเปลี่ยนจากขาวเป็นดำ และสุดท้ายก็กลายเป็นแดง อารมณ์ของเขาเปลี่ยนแปลงหลายครั้งในชั่วพริบตา ในที่สุดหลังจากที่เขาจ้องมองเหมียวโฮ่วอย่างลึกซึ้ง ความโกรธของเขาก็สลายไปในทันที ทั้งตัวเขาดูเหมือนจะถอนหายใจออกมา “เฮ้อ!”
เหมียวหรงหลับตาลงและถอนหายใจยาว เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งเขาก็พูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้งว่า “ในเมื่อเจ้าต้องการแยกตระกูล ครั้งนี้ก็ให้แยกกันอย่างถาวรเลย”
เมื่อได้ยินดังนั้นสีหน้าของเหมียวโฮ่วก็ตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัด เขาคิดว่าเหมียวหรงจะระเบิดอารมณ์โกรธออกมาแต่ไม่คิดว่าจะได้เห็นปฏิกิริยาที่สงบเช่นนี้ แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรเขาก็ได้พูดออกไปถึงขนาดนั้นแล้วจึงไม่มีทางถอนคำพูดเด็ดขาด หลังจากพูดจบ สายตาของเหมียวหรงก็มองไปยังเหมียวอี้ที่อยู่ข้างๆ
โดยปกติแล้วความขัดแย้งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นระหว่างเขากับเหมียวโฮ่ว ส่วนเหมียวอี้มักจะอยู่ตรงกลางและไม่เข้าข้างใคร เหมียวหรงถามออกไปตามตรง “น้องสาม ข้ากับน้องรองจะแยกตระกูล เจ้าจะอยู่ฝ่ายใด?”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้นเหมียวโฮ่วก็มองไปที่เหมียวอี้ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “น้องสาม มาช่วยข้าหน่อย ปกติแล้วก็มีแต่เจ้ากับข้าที่เล่นด้วยกันสนิทสนมที่สุด” เหมียวอี้มองเหมียวหรงกับเหมียวโฮ่วแวบหนึ่ง หลังจากเงียบไปครู่ใหญ่ก็พูดขึ้นมาอย่างกะทันหัน “พี่ใหญ่ พี่รอง ในเมื่อต้องการแยกตระกูลก็ควรแยกให้เด็ดขาดเถิด ข้าเองก็อยากเห็นว่าตระกูลเหมียวภายใต้การนำของข้า สุดท้ายแล้วจะเป็นอย่างไร”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้เหมียวหรงก็ส่ายหน้า ด้วยเห็นจากเหมียวโฮ่วก่อนหน้านี้แล้วเขาเองก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากนักกับปฏิกิริยาของเหมียวอี้ แม้กระทั่งคาดการณ์ไว้บ้างแล้วด้วยซ้ำ ส่วนเหมียวโฮ่วสีหน้าเขาแข็งค้างไปชั่วขณะเพราะโดยปกติแล้วความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเหมียวอี้ค่อนข้างสนิทสนม แต่ตอนนี้เขาก็พูดอะไรไม่ออกเพราะเป็นเขาเองที่เสนอให้แยกตระกูล หากเหมียวอี้ต้องการแยกออกไปต่างหากเขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะพูดอะไรมากไปกว่านี้
หลังจากตกลงกันเรียบร้อย เหมียวหรงก็สั่งการเหมียวจ้านที่ยืนอยู่ในกลุ่มคน “ไปช่วยข้าร่างสัญญาสามฉบับมา”
“ผู้อาวุโสสูงสุด…” เหมียวจ้านลังเลอยู่บ้าง เพราะหากเป็นเพียงการแยกตระกูลด้วยวาจาก็สามารถเปลี่ยนใจได้ตลอดเวลา แต่หากเขียนลงบนกระดาษและทำสัญญาแล้ว นั่นก็หมายความว่าไม่อาจคืนคำได้อีก
เหมียวหรงโบกมือ “ไปเถิด” เห็นเหมียวหรงมั่นใจเช่นนั้นเหมียวจ้านจึงได้แต่หันหลังไปร่างสัญญากระดาษเงียบๆ นี่เป็นการปรึกษาหารือของผู้อาวุโสทั้งสามในตระกูล เขาเป็นเพียงผู้น้อยยังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะพูดแทรกในเรื่องนี้ หลังจากนั้นเหมียวหรงเหลือบมองไปทางหลี่เต้าที่อยู่ด้านข้าง เขาเอ่ยด้วยใบหน้าขออภัยว่า “ท่านผู้ว่าการ ดูเหมือนว่าต้องทำให้ท่านผิดหวังเสียแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของหลี่เต้าไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก เพียงแต่ใช้สายตาของเขามองพินิจเหมียวโฮ่วและเหมียวอี้แวบหนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าพูดว่า “ผู้อาวุโสสูงสุดไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น การเดินทางครั้งนี้ข้าได้รับการสนับสนุนจากหมู่บ้านเมฆาของพวกท่านก็ถือว่าไม่เสียเที่ยวแล้ว” เขาพูดพลางจิบชาหนึ่งอึก ยิ้มบางกล่าวว่า “อีกอย่าง ชาหมู่บ้านเมฆาของพวกท่านก็ไม่เลว”
เมื่อได้ยินประโยคหลังเหมียวหรงถึงกับตะลึงไปชั่วขณะจากนั้นก็หัวเราะอย่างอดไม่ได้ “ท่านผู้ว่าการวางใจได้ หลังจากท่านเป็นแขกที่หมู่บ้านเมฆาเสร็จแล้ว ข้าจะห่อให้ท่านสักสองสามชั่ง”
เมื่อเห็นทั้งสองคนพูดคุยหัวเราะกันเช่นนั้น เหมียวโฮ่วและเหมียวอี้ที่อยู่ด้านข้างก็อดไม่ได้ที่จะมองสำรวจหลี่เต้าอีกครั้ง พวกเขาสงสัยมากว่าผู้ว่าการหนุ่มคนนี้มีเสน่ห์อะไรกันแน่ ถึงทำให้เหมียวหรงยอมแยกตระกูลเพื่อสวามิภักดิ์ต่อเขา แต่มองไปครู่ใหญ่พวกเขาก็ยังมองไม่ออกว่าเป็นเพราะอะไร
ไม่นานหลังจากนั้นเหมียวจ้านที่ร่างสัญญากระดาษเสร็จแล้วก็เดินกลับมา หลังจากได้รับสัญญากระดาษมาไว้ในมือ เหมียวหรงมองดูแวบหนึ่งแล้วส่งให้เหมียวโฮ่วและเหมียวอี้คนละฉบับพลางกล่าวว่า “พวกเจ้าดูซิว่ามีอะไรที่ต้องเพิ่มเติมอีกหรือไม่”
หลังจากรับสัญญากระดาษมาดูแวบหนึ่งเหมียวอี้ก็พยักหน้าไม่ได้พูดอะไรมาก ถ้าเป็นคนธรรมดาแยกตระกูลยังต้องกังวลเรื่องทรัพย์สินอยู่บ้างแต่พวกเขาทั้งสามคนไม่มีเรื่องให้ลังเลมากนัก เพราะทั้งสามหมู่บ้านใหญ่ต่างก็แยกกันอยู่มานานแล้ว ใครจะพาใครไปก็เป็นเรื่องของตัวเอง
เหมียวโฮ่วมองดูอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็วางสัญญากระดาษลงแล้วค่อยๆ กล่าวว่า “พี่ใหญ่ อาจจะมีเรื่องหนึ่งที่ต้องรบกวนท่าน”
“เรื่องอะไร?”
“มีคนหมู่บ้านเมฆาของพวกท่านบางคนที่ข้าอาจจะต้องพาไปด้วย”
“หืม?” สีหน้าของเหมียวหรงเปลี่ยนไปทันที “เจ้าหมายถึงคนพวกไหน!”
เหมียวโฮ่วกล่าวตามตรง “พี่ใหญ่วางใจได้ พวกเขาล้วนเต็มใจที่จะไปกับข้า ไม่มีการข่มขู่หรือล่อลวงแต่อย่างใด ข้าคิดว่าพี่ใหญ่คงไม่มีเหตุผลขัดขวางคนอื่นที่อยากจะไปกับข้าใช่หรือไม่” เหมียวหรงมองเหมียวโฮ่วอย่างลึกซึ้ง หลังจากสูดลมหายใจลึกเขาก็กล่าวอย่างเชื่องช้า “บอกข้ามาว่ามีใครบ้าง”
จากนั้นเหมียวโฮ่วก็เอ่ยชื่อคนบางคนออกมารวมถึงหมู่บ้านเล็กบางแห่งที่อยู่ภายใต้หมู่บ้านเมฆาด้วย หลังจากฟังจบสีหน้าของเหมียวหรงยิ่งซับซ้อนมากขึ้น “น้องรอง ดูเหมือนเจ้าเตรียมพร้อมที่จะแยกตระกูลมานานแล้ว” เหมียวโฮ่วกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “หากพี่ใหญ่ไม่ดื้อดึงเอาแต่ใจ ข้าก็ไม่อยากทำเช่นนี้”
เหมียวหรงถอนหายใจเฮือกหนึ่ง “ได้ ในเมื่อคนพวกนั้นล้วนเต็มใจไปกับเจ้า ดังนั้นหมู่บ้านเมฆาของข้าก็ไม่อาจกักตัวพวกเขาไว้ ปล่อยให้พวกเขาไปเถิด”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเหมียวโฮ่วก็ค้อมกายอย่างจริงจัง “ขอบคุณพี่ใหญ่” เหมียวหรงไม่ได้พูดอะไรมาก เขาหยิบสัญญากระดาษสามฉบับออกมาเขียนชื่อของตนเองลงไปพร้อมกับประทับรอยมือเลือด เหมียวโฮ่วและเหมียวอี้ก็ไม่ได้ลังเลพวกเขาเขียนชื่อและประทับรอยมือลงไปเช่นเดียวกัน สุดท้ายสัญญากระดาษอยู่ในมือของทั้งสามคนคนละหนึ่งฉบับ
ด้วยสัญญาฉบับนี้ตระกูลเหมียวได้แบ่งออกเป็นสามส่วนอย่างเป็นทางการ เหมียวหรงหยิบถ้วยชาแล้วลุกขึ้นกล่าว “เชิญเถอะ” เหมียวโฮ่วและเหมียวอี้ก็ยกถ้วยชาขึ้นมาเงียบๆ หลังจากชนถ้วยกันทั้งสามคนก็ดื่มชาจนหมดในคราวเดียว เหมียวหรงกลับไปนั่งลงบนเก้าอี้ โบกมือพลางกล่าว “ในเมื่อแยกตระกูลกันแล้วทั้งสองท่านก็จงออกไปเองเถิด ข้าคงไม่ส่งแล้ว” พวกเขาเป็นครอบครัวเดียวกันก่อนแยกตระกูล แต่หลังจากแยกตระกูลแล้วทั้งสองคนก็เป็นเพียงแขกสำหรับหมู่บ้านเมฆาเท่านั้น
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเหมียวโฮ่วและเหมียวอี้ก็ไม่ได้พูดอะไรมากพวกเขาประสานมือคำนับเหมียวหรงแล้วหมุนตัวจากไป หลังจากที่ทั้งสองคนจากไป ผู้คนทั้งภายในและภายนอกห้องโถงของหมู่บ้านเมฆายังคงตกตะลึงอยู่นาน พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าจะเกิดเหตุการณ์ใหญ่มากมายภายในตระกูลเหมียว เริ่มจากการที่พวกเขายอมสวามิภักดิ์ต่อจวนผู้ว่าการ และต่อมาก็แยกตระกูลกันแบ่งเป็นสามฝ่าย
หลังจากที่เหมียวโฮ่วและเหมียวอี้พาคนออกจากหมู่บ้านเมฆาไป ทั้งสองได้หยุดลงที่สถานที่แห่งหนึ่งซึ่งไร้ผู้คน
เหมียวโฮ่วเอ่ยปาก “น้องสาม ทำไมเจ้าไม่ไปกับข้า แต่กลับแยกตัวออกมาเป็นอีกสายตระกูลหนึ่ง?”
เหมียวอี้ค่อยๆ กล่าวว่า “พี่รอง ข้าก็มีความคิดของตัวเอง ข้ากลัวว่าถ้าไปกับท่านวันหนึ่งพวกเราจะทะเลาะกันเหมือนครั้งนี้” สีหน้าของเหมียวโฮ่วแข็งค้าง หลังจากมองเหมียวอี้อยู่ครู่หนึ่งก็ส่ายหน้าพูดว่า “ช่างเถอะ ถ้าเช่นนั้นก็ปล่อยให้เป็นเช่นนี้แล้วกัน”
เหมียวอี้พยักหน้าไม่ได้พูดอะไรมาก หลังจากมองหมู่บ้านเมฆาที่อยู่เบื้องหลังแวบหนึ่ง เหมียวโฮ่วสูดลมหายใจลึก “เอาเถอะ งั้นพวกเราก็แยกทางกันตรงนี้ เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ข้าก็ต้องกลับไปเตรียมตัวให้ดี คราวนี้ไม่มีความกังวลจากพี่ใหญ่ฝ่ายนั้นแล้ว ฝ่ายข้าก็สามารถทุ่มเทได้อย่างเต็มที่ หวังว่าน้องสามเจ้าก็จะพยายามด้วย อย่าให้พี่ใหญ่ดูถูกพวกเราในท้ายที่สุด”