ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 353 กลุ่มห้าคนในอดีต
บทที่ 353 กลุ่มห้าคนในอดีต
ภายใต้การนำทางของเสือยักษ์ พวกเขาฝ่าคลื่นสัตว์มาได้อย่างรวดเร็ว เมื่อมองเห็นว่ากลุ่มคนที่ไล่ล่าพวกเขาอยู่ด้านหลังค่อยๆ ห่างออกไป คนสวมหน้ากากก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขาตบเสือยักษ์แล้วพูดว่า “เจ้าเสือ พวกเราสลัดพวกมันได้แล้ว ถึงเวลากลับไปแล้ว”
“โฮก!” เสือยักษ์หันหัวพุ่งไปอีกทิศทางหนึ่งทันที
หนึ่งชั่วยามต่อมา คนสวมหน้ากากและเสือยักษ์ก็มาถึงหน้าผาแห่งหนึ่ง เชิงหน้าผามีถ้ำหินลึกมืดอยู่
“ในที่สุดก็มาถึงแล้ว” เมื่อเห็นถ้ำหินคนสวมหน้ากากก็มองไปข้างหลังอีกครั้ง แล้วมองสิ่งของในอ้อมแขนตนเองก่อนจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก จากนั้นก็ดึงผ้าปิดหน้าสีดำออก ใบหน้าอวบขาวปรากฏออกมา
หากหลี่เต้าอยู่ที่นี่ในเวลานี้ เขาต้องจำเจ้าของใบหน้านี้ได้อย่างแน่นอน เพราะนี่คือ เสิ่นซาน ผู้ที่เคยแยกทางกับเขาที่เมืองจ่างผิงในอดีต
เสิ่นซานกระโดดลงจากเสือยักษ์ถือของในมือเดินตรงไปยังถ้ำ เพิ่งจะมาถึงปากถ้ำเสียงทุ้มต่ำก็ดังขึ้นอย่างกะทันหันในความมืดสลัว “เจ้ากลับมาแล้วหรือ?”
เสียงที่จู่ๆ ก็ดังขึ้นนี้ทำให้เสิ่นซานสะดุ้ง เมื่อมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นผู้ใด สีหน้าของเขาก็ดำทะมึนทันที “ข้าบอกเจ้าว่าให้เป็นเสือ เจ้าเลยออกมาพูดดีไม่ได้หรือไร”
พร้อมกับเสียงตอบรับ เงาร่างตะคุ่มๆ นั้นก็เดินออกมาจากในความมืด เงานั้นใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็เห็นชายร่างใหญ่ที่มีความสูงเกือบเก้าฉื่อ ทั้งร่างเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อปรากฏตัวออกมา เสิ่นซานที่สูงราวห้าฉื่อเมื่ออยู่ตรงหน้าเขาก็ดูเหมือนกับเป็นคนแคระ เสิ่นซานมองดูร่างมหึมาตรงหน้าแม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้เห็นแต่ในใจเขาก็ยังรู้สึกประหลาดใจ
‘สวรรค์! นี่อายุสิบสามปีจริงหรือ คนเราจะสูงได้ขนาดนี้เชียว’
ชายร่างใหญ่ไม่ใช่ใครอื่น เขาคือหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มห้าคนในอดีต สวีหู่ นั่นเอง เด็กมีปัญหาที่มีความสูงกว่าห้าฉื่อตั้งแต่อายุสิบสองปี
“โฮก!” ในตอนนั้นเองเมื่อเสือยักษ์เห็นสวีหู่ มันก็ส่งเสียงคำรามแล้ววิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ใช้หัวเสือขนาดใหญ่ถูไถไปตามลำตัวสวีหู่ สวีหู่ทำหน้าเซ่อๆ พูดว่า “น้องชาย เจ้ากลับมาแล้วเหรอ”
เมื่อเห็นความสนิทสนมของคนกับเสือ เสิ่นซานก็ส่ายหัวถือของเดินเข้าไปในถ้ำ หลังจากเดินในถ้ำที่มืดสลัวไปประมาณหลายร้อยจั้ง พื้นที่โล่งกว้างตามธรรมชาติภายในภูเขาก็ปรากฏต่อหน้า ในอากาศยังมีกลิ่นยาสมุนไพรลอยอวลอยู่ บนพื้นถ้ำมีสมุนไพรนานาชนิดวางอยู่ทั่วไป ไม่ไกลออกไปยังมีแท่นหินอยู่แท่นหนึ่ง บนนั้นวางขวดโหลต่างๆ ไว้
“เหล่ากุ่ย ข้านำของกลับมาแล้ว”
เสิ่นซานตะโกนเรียกหนึ่งครั้ง ไม่นานก็มีเสียงหนึ่งดังมาจากหลังแท่นหิน “มานี่สิ”
เสิ่นซานถือของเดินมาที่หลังแท่นหิน เขาเห็นชายชราผมยุ่งรุงรังนั่งอยู่บนพื้น ตรงหน้าอีกฝ่ายยังมีร่างเล็กๆ ของคนผู้หนึ่งนอนอยู่ สองคนนี้คือสมาชิกอีกสองคนในกลุ่มห้าคน เหล่ากุ่ย และ เจ้าบ้าตัวน้อย
ขณะนี้เหล่ากุ่ยกำลังถือขวดโหลไว้ในมือและกำลังทำอะไรบางอย่างอยู่ ส่วนเจ้าบ้าตัวน้อยนั้นนอนหลับตาอยู่บนผ้าห่มผืนหนา ใบหน้าดูบิดเบี้ยวและกระตุกเล็กน้อย ดูเหมือนกำลังทนทุกข์ทรมานอะไรบางอย่าง เมื่อเห็นสภาพของเจ้าบ้าตัวน้อย เสิ่นซานก็อดขมวดคิ้วไม่ได้
“เหล่ากุ่ย อาการของเจ้าบ้าตัวน้อยดูเหมือนจะแย่ลงเรื่อยๆ นะ”
เหล่ากุ่ยพูดอย่างไม่ใส่ใจ ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง “ก็ปกติแหละ พิษกู่กำลังกัดกินอวัยวะภายใน ตอนนี้กำลังโจมตีสมอง เมื่อพิษกู่กัดกินสมองหมดแล้ว พวกเราก็ได้แต่จัดงานศพให้เขาแล้ว ข้าคาดว่าอย่างมากอีกสิบกว่าชั่วยามเขาก็คงทนไม่ไหวแล้ว”
เสิ่นซานมองหน้าเหล่ากุ่ยด้วยความงุนงง “เจ้าบ้าตัวน้อยเกือบจะตายอยู่แล้ว ทำไมถึงใจเย็นได้ขนาดนี้ เจ้ายังมีจิตสำนึกอยู่หรือไม่”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเหล่ากุ่ยก็เงยหน้าขึ้นพูดว่า “เสิ่นซาน ถ้าข้าจำไม่ผิด ตอนอยู่ในค่ายนักโทษประหาร เจ้าบ้าตัวน้อยคนนี้ก็เคยทำให้เจ้าลำบากไม่น้อย ทำไมตอนนี้เจ้าถึงร้อนรนนัก”
เสิ่นซานตอบทันที “นั่นเป็นเพราะว่าท่านเสิ่นผู้นี้ยึดมั่นในการเคารพผู้อาวุโสและรักเด็ก อีกอย่างเขาก็คือเจ้าบ้าตัวน้อย ข้าจะไปถือสาคนบ้าทำไมกัน”
เหล่ากุ่ยไม่พูดอะไรเพียงแค่ชูนิ้วโป้งขึ้นมา เสิ่นซานแค่นเสียงเบาแล้ววางกล่องในมือลงบนพื้น “เอาละ ของทุกอย่างข้าเอากลับมาให้แล้ว เจ้ารีบรักษาเขาเถอะ รักษาให้หายแล้วคุณชายเสิ่นก็จะได้รีบออกจากสถานที่ผีสางนี่ ข้าไม่อยากอยู่ที่นี่ต่ออีกแล้วจริงๆ”
เหล่ากุ่ยไม่ได้พูดอะไรมาก แต่การเคลื่อนไหวของมือกลับคล่องแคล่วขึ้น ไม่นานหลังจากนั้นขวดยาที่ปรุงเสร็จแล้วก็ปรากฏในมือของเขา จากนั้นเหล่ากุ่ยก็หยิบกล่องทองคำออกมาเปิด
“นี่คือราชันกู่เกราะทองใช่หรือไม่?”
เหล่ากุ่ยใช้มือจับราชันกู่เกราะทองไว้ เมื่อเห็นภาพนี้เสิ่นซานอดไม่ได้ที่จะเตือนว่า “เจ้าระวังหน่อย ข้าศึกษามาแล้วราชันกู่นี่อันตรายมาก ถ้ามันตื่นขึ้นมาไม่ใช่เรื่องดีสำหรับเราแน่”
เหล่ากุ่ยไม่พูดอะไร เขาโยนราชันกู่เกราะทองลงในขวดยาที่กำลังถือ จากนั้นเดินมาตรงหน้าเจ้าบ้าตัวน้อยแล้วพูดว่า “มานี่ ช่วยข้าพยุงปากเขาหน่อย”
“ช่างน่ารำคาญจริง” แม้ว่าปากจะบ่นแต่เสิ่นซานก็เข้ามาช่วยงัดปากของเจ้าบ้าตัวน้อยออก
ทันใดนั้นเหล่ากุ่ยก็เทราชันกู่เกราะทองพร้อมกับยาที่ปรุงไว้เข้าไป เมื่อเห็นราชันกู่เกราะทองเข้าไปในท้องพร้อมกับยา เหล่ากุ่ยก็ตบมือและลุกขึ้นยืน
“เสร็จแล้วหรือ?” เสิ่นซานสงสัย “รักษาเสร็จแล้วจะให้เป็นอย่างไรล่ะ?”
เสิ่นซานอยากบอกว่านี่มันแตกต่างจากการรักษาที่เขาจินตนาการไว้อยู่บ้าง ถึงอย่างไรนั่นก็คือราชันกู่ สมบัติล้ำค่าของตระกูลเหมียว แค่ให้เจ้าบ้าตัวน้อยกลืนลงท้องอย่างขอไปทีแบบนี้ ถ้าย่อยไม่ดีจะทำอย่างไร
เสิ่นซานถามขึ้น “ให้เขาดื่มยาลงไปแล้ว อีกนานเท่าใดจึงจะฟื้น?”
เหล่ากุ่ยพูดอย่างเชื่องช้า “ต่อจากนี้ก็ดูว่าจะเป็นไปตามที่ข้าคิดไว้หรือไม่”
“หมายความว่าอย่างไร?”
“ไม่มีความหมายอะไร แค่เป็นครั้งแรกที่รักษาโรคแบบนี้ จะเกิดอะไรขึ้นข้าก็ไม่รู้”
“ไม่รู้แล้วเจ้ายังกล้ารักษา!” สีหน้าของเสิ่นซานบูดบึ้งทันที
“ในโลกนี้ไม่มีโรคที่ข้าไม่กล้ารักษา” เหล่ากุ่ยเอ่ย “เจ้าบ้าตัวน้อยนี่ถูกคนนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการปรุงกู่ตั้งแต่เล็ก ในความหมายบางอย่างเขาก็เป็นกู่ชนิดหนึ่งเช่นกัน พิษกู่ได้กัดกินร่างกายของเขาเพราะตอนนี้ร่างกายทนรับไม่ไหวแล้ว และวิธีที่ดีที่สุดก็คือการเสริมความแข็งแกร่งให้ร่างกายของเขา และเมื่อเขาถูกทำให้เป็นกู่แล้ว หากต้องการเสริมความแข็งแกร่งให้นั้นก็ต้องใช้วิธีของกู่ และวิธีที่ดีที่สุดในบรรดาวิธีเหล่านั้นก็คือการต่อสู้ระหว่างกู่”
“กู่ต่อสู้กัน ผู้ชนะได้ทุกอย่าง ดูดซับทุกสิ่งจากผู้แพ้”
เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ คิ้วของเสิ่นซานที่ขมวดก็คลายลงเล็กน้อยแต่ไม่นานเขาก็นึกถึงปัญหาหนึ่ง “ตามที่เจ้าพูด กู่ธรรมดาก็มีผลต่อเจ้าบ้าตัวน้อยใช่หรือไม่ ในเทือกเขาหมื่นลี้นี้มีกู่มากมาย ทำไมเจ้าต้องเอาราชันกู่ด้วย นี่มันไม่ใช่การเพิ่มความยากโดยไม่จำเป็นหรอกหรือ!”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้เหล่ากุ่ยก็กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ข้าไม่ค่อยได้ลงมือ เมื่อลงมือย่อมต้องท้าทายสิ่งที่ยากที่สุด”
เสิ่นซาน: “???” ตาเผ่านี่ เจ้าจะเลือกสิ่งที่ยากที่สุดแล้วไม่คิดบ้างหรือว่าเจ้าบ้าตัวน้อยจะรับมือไหวหรือไม่
“เฮ้อ…” เสิ่นซานถอนหายใจยาวแล้วถามว่า “เจ้าบ้าตัวน้อยมีโอกาสทำสำเร็จมากแค่ไหน?”
“หนึ่งในหมื่น”
“เจ้า…” เสิ่นซานอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก “เจ้านี่มันเป็นตาแก่ชั่วช้าจริงๆ เชียว!”
พูดจบเขาก็หันหลังเดินออกจากถ้ำอย่างเด็ดเดี่ยว กลัวว่าจะได้เห็นภาพที่ไม่อยากเห็น อันที่จริงแล้วสิ่งที่เสิ่นซานไม่รู้ก็คือ หากใช้กู่ธรรมดาเจ้าบ้าตัวน้อยแม้จะมีโอกาสรอดชีวิตสูง แต่ต่อมาก็จะต้องทนทุกข์ทรมานไม่สิ้นสุดจากการกัดกร่อนของกู่ มีเพียงการใช้ราชันกู่เท่านั้นที่จะทำให้เขาหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานได้ตลอดไป
เหล่ากุ่ยมองดูเจ้าบ้าตัวน้อยแล้วพึมพำว่า “สนามรบได้จัดเตรียมไว้ให้เจ้าแล้ว จะคว้าโอกาสสุดท้ายได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับตัวของเจ้า”