ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 354 ตามมาถึงที่
หลังจากที่ระบายความโกรธกับเหล่ากุ่ยเสร็จแล้ว เสิ่นซานก็ออกมาจากถ้ำ เขาพบว่าสวีหู่ยังคงอยู่กับเสือที่รับมาเป็นพี่น้องอย่างสนิทสนม ในตอนนี้เขานึกถึงวันเวลาที่อยู่ในค่ายนักโทษประหารอย่างมาก คนแก่ก็ไม่ปกติ คนเด็กก็ไม่ปกติ คนตัวใหญ่นี่ก็ไม่ปกติเหมือนกัน ไม่รู้จริงๆ ว่าหัวหน้าลากพวกเขาออกมาจากค่ายนักโทษประหารได้อย่างไร
“โฮก!” ในตอนนั้นเองเสียงคำรามต่ำได้ดังขึ้น
เห็นเพียงเจ้าเสือหันหน้าไปด้านข้าง ดวงตาเสือจ้องมองไปยังพุ่มไม้ที่อยู่ไม่ไกลแสดงสีหน้าระแวดระวัง เมื่อสังเกตเห็นภาพนี้สวีหู่ขยับจมูกเล็กน้อยและมองไปยังพุ่มไม้เช่นกัน
“ที่แท้พวกเจ้าอยู่ที่นี่ ทำให้พวกข้าต้องตามหาอย่างยากลำบาก!” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากในพุ่มไม้
ไม่นานนักร่างหลายร่างก็ปรากฏขึ้น พวกเขาคือตระกูลอู่และคนของกองทัพสิบทิศที่ไล่ล่าเสิ่นซานมาตลอดทาง มีแต่เทพเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าพวกเขาต้องใช้ความพยายามมากเพียงใดกว่าจะฝ่าคลื่นสัตว์ออกมาได้
แย่แล้ว! เมื่อเห็นเหตุการณ์นี้ เสิ่นซานก็ลุกพรวดขึ้นในทันที ดวงตาทั้งสองข้างมองไปยังกลุ่มคนด้วยความระแวดระวัง เขาไม่คิดว่าจะถูกกลุ่มคนพวกนี้ไล่ตามมาทัน ทั้งที่วิ่งหนีมาไกลมากแล้ว
หัวหน้ากองทัพสิบทิศก้าวออกมาจากฝูงชน มองเจ้าเสือแวบหนึ่งแล้วจากนั้นสายตาก็ตกลงบนตัวเสิ่นซาน “เจ้าอ้วน เป็นเจ้าใช่ไหมที่ขโมยของไป? ตอนนี้ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้า คืนของมาแล้วข้าจะไว้ชีวิตพวกเจ้า มิเช่นนั้น…”
คำพูดที่เหลือไม่จำเป็นต้องพูดออกมาเพราะชัดเจนอยู่แล้ว เสิ่นซานไม่ได้พูดอะไรเพียงแค่มองไปทางด้านข้างที่สวีหู่อยู่
“ฮึ่ม!” ในชั่วขณะถัดมา สวีหู่ไม่พูดอะไรสักคำแต่พุ่งเข้าไปโจมตีทันที ส่วนเสิ่นซานวิ่งตรงไปยังถ้ำบนเขา ทันใดนั้นขณะวิ่งก็ตะโกนไปด้วย “เหล่ากุ่ย! มีคนไล่ล่าพวกเรามา รีบพาเจ้าบ้าตัวน้อยหนีไปเร็ว!”
เมื่อเห็นสวีหู่บุกเข้ามาอย่างบ้าบิ่น หัวหน้าของกองทัพสิบทิศก็แสดงสีหน้าไม่พอใจและสั่งการทันที “ทุกคน จัดการมันให้ข้า!”
ฝ่ายตระกูลอู่ก็ไม่ยอมอ่อนข้อ พวกเขาได้ปล่อยกู่ออกมาตั้งแต่ตอนที่สวีหู่ลงมือแล้ว เมื่อเห็นกู่ที่พุ่งเข้ามาดวงตาของสวีหู่พลันเบิกกว้าง ในชั่วขณะถัดมาเงาเสือยักษ์ตัวหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่ด้านหลังของเขา “โฮก!”
เสียงคำรามของเสือดังก้องไปทั่วป่าเขา พร้อมกับคลื่นพลังที่ซัดออกมากู่เหล่านั้นก็ถูกสั่นสะเทือนจนกระเด็นออกไปทีละตัว ในกองทัพสิบทิศ ผู้ที่มีวรยุทธ์อ่อนแอกว่าถูกเสียงคำรามของเสือสั่นสะเทือนจนเลือดไหลออกจากรูขุมขน ทว่าในกองทัพสิบทิศที่ถูกส่งมาคุมตัวราชันกู่เกราะทองก็ยังมีผู้แข็งแกร่งอยู่บางส่วน พวกเขาเข้ามาประชิดตัวสวีหู่อย่างรวดเร็ว
สวีหู่ลงมือด้วยวิธีเดียวกับที่เขาเคยใช้ต่อสู้กับศัตรูตอนที่อยู่ในค่ายนักโทษประหาร เป็นการสังหารที่โหดเหี้ยมที่สุด แต่สิ่งที่แตกต่างคือ ในปัจจุบันทุกครั้งที่สวีหู่ลงมือจะมีเงาเสือดุร้ายรวมตัวกันอยู่ด้านหลังเขา ราวกับว่าในขณะนี้เขาได้กลายเป็นเสือดุร้ายในร่างมนุษย์ไปแล้ว ไม่นานนักเจ้าเสือก็ตามหลังสวีหู่เข้าไปสังหารในกลุ่มคน
อีกด้านหนึ่ง เสิ่นซานวิ่งกลับเข้าไปในถ้ำ เมื่อเห็นเหล่ากุ่ยที่อยู่ไม่ไกลก็รีบตะโกนว่า “เหล่ากุ่ยเร็วเข้า พาเจ้าบ้าตัวน้อยไปกับข้า มีคนบุกเข้ามาแล้ว” แต่หลังจากตะโกนไปครั้งหนึ่งเขาพลันพบว่าเหล่ากุ่ยไม่ได้สนใจเขา เสิ่นซานจึงเดินเข้าไปตบไหล่เหล่ากุ่ยแล้วพูดว่า “เหล่ากุ่ย เจ้า…”
ยังไม่ทันที่เสิ่นซานจะพูดจบ มือข้างหนึ่งของเหล่ากุ่ยก็ปิดปากเขาไว้แล้ว
“อื้อ! อื๋อ!” เสิ่นซานดิ้นรนตามสัญชาตญาณ แต่ไม่นานเขาก็เห็นภาพที่ทำให้เขาต้องตกใจ
ไม่ไกลจากพวกเขาทั้งสอง เจ้าบ้าตัวน้อยได้คลานลุกขึ้นมาจากพื้นตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่ในเวลานี้ ดวงตาทั้งสองเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งและความสับสน อีกทั้งยังมีเสียงคำรามราวกับสัตว์ป่าดังออกมาจากปากของเขาไม่หยุด เมื่อเห็นว่าเสิ่นซานดูเหมือนจะสงบลงแล้ว เหล่ากุ่ยก็ปล่อยมือ
เสิ่นซานถามขึ้นเสียงเบา “เหล่ากุ่ย เจ้าบ้าตัวน้อยเป็นอะไรไป”
เหล่ากุ่ยเองก็ลดเสียงลงเช่นกัน เขาพูดว่า “หากข้าเดาไม่ผิด ตอนนี้จิตสำนึกของเจ้าบ้าตัวน้อยกำลังต่อสู้กับจิตสำนึกของราชันกู่อยู่ ตอนนี้เขาเป็นเพียงกู่ที่ไร้สติ หากรบกวนเขาอาจจะโจมตีสิ่งมีชีวิตรอบข้างโดยไม่เลือกหน้า”
เมื่อได้ยินดังนั้น เสิ่นซานอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “แล้วตอนนี้จะทำอย่างไร พวกนั้นกำลังบุกเข้ามาแล้ว ไม่รู้ว่าสวีหู่กับเจ้าเสือจะรับมือไหวหรือไม่”
และในขณะนั้นเอง จู่ๆ เจ้าบ้าตัวน้อยก็มีความเคลื่อนไหวขึ้นมา เห็นเพียงอีกฝ่ายแนบตัวลงกับพื้น ใช้จมูกดมกลิ่นบางอย่างบนนั้นและในอากาศไม่หยุด ในตอนนี้เสิ่นซานพบว่าสีหน้าของเหล่ากุ่ยดูแปลกๆ “เหล่ากุ่ย เจ้าเป็นอะไรไป”
“ข้าเพิ่งคิดได้ว่าตอนรักษาเจ้าบ้าตัวน้อย ข้าคำนวณพลาดไปหนึ่งเรื่อง”
“เรื่องอะไร”
“ในการต่อสู้ของกู่ ต้องเตรียมเลือดเนื้อไว้เพื่อให้แน่ใจว่ากู่จะได้รับพลังเพียงพอ แต่ข้าลืมเตรียมมันไว้”
ในตอนนั้นเองทั้งสองคนพลันพบว่าเจ้าบ้าตัวน้อยที่กำลังดมฟุดฟิดอยู่นั้น จู่ๆ ก็เงยหน้าขึ้นมามองพวกเขาทั้งสองคน เสิ่นซานเอ่ยเสียงเบา “ตอนนี้มันเป็นอะไรไป”
เหล่ากุ่ยตอบตามตรง “เป็นไปได้มากว่าคงเห็นพวกเราทั้งสองเป็นเลือดเนื้อแล้ว”
“หมายความว่าอย่างไร”
หลังจากถามจบ เสิ่นซานก็พบว่าข้างตัวเขาพลันว่างเปล่า พอหันไปมองก็เห็นเพียงเหล่ากุ่ยวิ่งชายเสื้อคลุมสะบัดออกไปได้ระยะหนึ่งแล้ว เขาตะโกนพลางวิ่งไป “เจ้าอ้วน รีบวิ่งเร็ว เจ้าบ้าตัวน้อยจะกินคนแล้ว!” เมื่อได้ยินคำพูดนี้สีหน้าของเสิ่นซานก็เปลี่ยนไปในทันที พอหันกลับไปมองก็เห็นเจ้าบ้าตัวน้อยที่มีใบหน้าคลุ้มคลั่งกำลังพุ่งเข้ามาใส่เขา
เสิ่นซานรีบสะบัดขาวิ่งหนีทันที เนื่องจากเขาเชี่ยวชาญวิชาตัวเบามากที่สุดจึงไล่ตามเหล่ากุ่ยได้ทันอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นเหล่ากุ่ยเขาก็อดด่าไม่ได้ “ตาแก่บัดซบ! กล้าหลอกข้า” จากนั้นเสิ่นซานหันไปมองดูเจ้าบ้าตัวน้อยที่กำลังไล่ตามมาอย่างรวดเร็ว แล้วจู่ๆ เขาก็แสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ “เหล่ากุ่ย! เป็นเจ้าที่หลอกข้าก่อน”
เห็นเพียงเขาเร่งความเร็วขึ้น ทิ้งเหล่ากุ่ยไว้ที่เบื้องหลัง เหล่ากุ่ยมองดูเจ้าบ้าตัวน้อยที่ไล่ตามมาอดด่าไม่ได้ “เจ้าหนุ่มไร้คุณธรรมจริง!” พูดจบเขาเหลือบมองดูเจ้าบ้าตัวน้อยที่ไล่ตามมาถึงข้างตัวแล้วก็หยุดฝีเท้าอย่างกะทันหัน จากนั้น…
พรึบ!
เจ้าบ้าตัวน้อยไม่สนใจเหล่ากุ่ยเลย พุ่งตรงไปไล่ตามเสิ่นซานทันที เสิ่นซานที่วิ่งอยู่ข้างหน้าสุด เมื่อหันกลับมาเห็นภาพนี้สีหน้าของเขาพลันเปลี่ยนไปอดร้องตะโกนไม่ได้ “เหล่ากุ่ย ทำไมมันไม่ไล่ตามเจ้า!”
เหล่ากุ่ยพูดกับตัวเอง “เจ้าบ้าตัวน้อยนี่มันบ้าแต่ไม่ได้โง่ ไม่ให้กินเนื้อหอมๆ ของเจ้าแล้วจะมาแทะกระดูกแก่ๆ ของข้าหรือไร”
ขณะนี้ด้านนอกถ้ำ สวีหู่และเจ้าเสือกำลังต่อสู้อย่างดุเดือดกับตระกูลอู่และกองทัพสิบทิศ ยิ่งบาดเจ็บหนักเท่าไรสวีหู่ก็ยิ่งมีพลังอำมหิตมากขึ้นเท่านั้น ในช่วงเวลาสั้นๆ กองทัพสิบทิศกว่าครึ่งต้องพบกับจุดจบในมือของสวีหู่และเจ้าเสือ เมื่อเห็นภาพนี้หัวหน้ากองทัพสิบทิศขมวดคิ้วแน่นและเตรียมลงมือด้วยตัวเอง
แต่ในขณะนั้นเอง เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดก็ดังขึ้น จากนั้นทุกคนก็เห็นเสิ่นซานวิ่งออกมาจากถ้ำ สิ่งที่ดึงดูดความสนใจมากที่สุดคือร่างเล็กๆ ที่อยู่ด้านหลังเสิ่นซาน ซึ่งตอนนี้กำลังกัดก้นของเสิ่นซานอย่างแรง
เมื่อสังเกตเห็นทั้งสองคน ผู้นำตระกูลอู่เหมือนจะรับรู้ถึงบางสิ่ง สายตาของเขาตกลงบนเจ้าบ้าตัวน้อยทันที “เจ้าอ้วนคนนั้น!” เขารีบเอ่ยปากว่า “ราชันกู่อยู่บนร่างของเจ้าตัวเล็กที่อยู่ด้านหลัง!”