ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 388 อ่านหมื่นม้วนเดินหมื่นลี้
ยิ่งไปกว่านั้น แม้ไม่มีคำพูดของฉูจ้าวในวันนี้ พวกเขาก็ยินดีที่จะคำนับคารวะแบบศิษย์ต่ออาจารย์ให้หลี่เต้า หรือแม้แต่คุกเข่าคำนับให้รับเป็นศิษย์ก็ยังได้
อันที่จริงแล้ว การที่คนผู้หนึ่งสามารถพูดเพียงประโยคเดียวแล้วทำให้ผู้อื่นบรรลุธรรมได้นั้น ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะทำได้
แม้ประโยคเมื่อครู่จะดูเหมือนส่งผลแค่วิธีอาจารย์ฉูเท่านั้น
แต่ความจริงแล้วมันส่งผลต่อพวกเขาเช่นกัน เพียงแต่การรับรู้ในชีวิตของพวกเขายังไม่ถึงระดับของอาจารย์ฉู จึงดูเหมือนไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน
แต่ต่อไปหากพวกเขาก้าวหน้าในการบำเพ็ญเพียรเพราะประโยคนั้น บุญคุณนี้ก็จะเพิ่มพูนตามไปด้วย
โดยสรุปแล้ว มันดูเหมือนเป็นเพียงแค่คำพูดธรรมดาของหลี่เต้า แต่ตราบใดที่มันถูกส่งต่อไป เหตุและผลก็จะถูกถ่ายทอดต่อไปด้วย
หลี่เต้ากล่าวอย่างจนปัญญา “อาจารย์ฉู ท่านยกย่องข้ามากเกินไปแล้ว”
ฉูจ้าวส่ายหน้า “นี่เป็นสิ่งที่สมควรแล้ว”
เมื่อเห็นท่าทางจริงจังของอาจารย์ฉู หลี่เต้าก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
อย่างไรเสียเรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อเขาเช่นกัน ตั้งแต่โบราณกาลมา บัณฑิตนักปราชญ์เป็นพวกที่ยากจะจัดการที่สุด ด้วยสถานะและตำแหน่งเช่นนี้ ต่อไปเมื่อเขาทำสิ่งใดก็จะมีแรงสนับสนุน
หลังจากนั้นฉูจ้าวก็มองดูผู้คนจากสำนักเหวินหัว “ในเมื่อทางพวกเจ้าเรียบร้อยดีแล้ว ข้าก็ควรจะไปเสียที”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เหล่าศิษย์จากสำนักเหวินหัวต่างก็ตกตะลึงทันที “อาจารย์ เหตุใดท่านถึงต้องจากไป?”
“ท่านไม่ได้บอกว่าจะอยู่ดูแลพวกเราสักระยะหรอกหรือ?”
ฉูจ้าวพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “ก่อนหน้านี้ข้าคิดว่าดินแดนทางใต้นั้นอันตรายนัก จึงได้คุ้มกันพวกเจ้ามา แต่บัดนี้ภายใต้การปกครองของท่านผู้ว่าการหลี่ ดินแดนทางใต้ได้เปลี่ยนไปจากวันวานแล้ว ข้าจะมีเหตุผลอันใดให้อยู่ต่อ”
คำพูดนี้ทำให้ทุกคนไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรอีก
จากนั้นฉูจ้าวก็กล่าวอีกว่า “พอเถอะ ข้าแค่จากไปไม่ใช่ตาย เหตุใดต้องมาทำตัวเป็นสาวน้อยเช่นนี้กัน”
ในตอนนั้นหลี่เต้าก็ได้เอ่ยปากขึ้นมาว่า “อาจารย์ฉู ท่านเดินทางมาอย่างยากลำบาก อยู่ต่ออีกสักสองสามวันก็ไม่เสียหายอันใด”
เมื่อเผชิญหน้ากับศิษย์จากสำนักเหวินหัว ฉูจ้าวสามารถสั่งสอนได้ แต่เมื่อเผชิญหน้ากับหลี่เต้าผู้ที่ทำให้เขาบรรลุธรรม กลับไมอาจทำเช่นนั้นได้
ฉูจ้าวส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ไม่ใช่ว่าข้าไม่เต็มใจอยู่ต่อ หากเป็นไปได้ ข้าเองก็อยากนั่งสนทนาธรรมกับท่านผู้ว่าการหลี่
“เพียงแต่หลังจากรู้แจ้งก่อนหน้านี้ ข้ารู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งที่ข้าควรจะทำเสียที
“ความรู้และการกระทำเป็นหนึ่งเดียว ข้ามีชีวิตอยู่มาเกินร้อยปีแล้ว คราวนี้ข้าจะพิสูจน์ความรู้ด้วยการกระทำ และถือโอกาสทะลวงด่านที่มีอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นที่ขอตัวลาก็เพื่อเรื่องนี้โดยเฉพาะ”
หลี่เต้าตกตะลึงและอดถามไม่ได้ว่า “อาจารย์ฉู เมื่อครู่นี้ท่านยังไม่ได้บรรลุหรือ?”
“เปล่า”
“ไม่ทราบว่าข้าจะขอถามเกี่ยวกับระดับการบำเพ็ญของท่านได้หรือไม่?”
“ย่อมได้อยู่แล้ว” ฉูจ้าวตอบมาตามตรง “หากพูดตามขั้นการบำเพ็ญแบบดั้งเดิม ตอนแรกระดับของข้าน่าจะอยู่ที่ระดับมหาราชาปรมาจารย์ขั้นสูงสุด
“แต่ก่อนหน้านี้ คำพูดของท่านผู้ว่าการหลี่ได้ทำให้ข้ารู้แจ้ง จนบัดนี้ข้าได้ก้าวเท้าหนึ่งเข้าสู่ระดับเทพมนุษย์แล้ว
“และการอำลาในครั้งนี้ก็เพื่อที่จะเตรียมตัวบรรลุเข้าสู่ระดับเทพมนุษย์อย่างแท้จริง”
หลังจากฟังคำพูดของฉูจ้าวจบ หลี่เต้าก็มองสำรวจชายชราธรรมดาที่ดูไม่มีอะไรพิเศษผู้นี้ตั้งแต่หัวจรดเท้า
เขาไมอาจเชื่อมโยงชายคนนี้กับผู้ที่อยู่ในระดับมหาราชาปรมาจารย์ขั้นสูงสุดได้เลย
หลี่เต้าไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า คำพูดเพียงประโยคเดียวของเขาจะทำให้ผู้บำเพ็ญระดับมหาราชาปรมาจารย์ขั้นสูงสุดได้เห็นแนวทางขึ้นสู่ระดับเทพมนุษย์
ทันใดนั้นฉูจ้าวก็เอ่ยขึ้นว่า “อันที่จริงแล้ว สำหรับสิ่งที่เรียกว่าขั้นการบำเพ็ญนั้น ข้าไม่ได้ใส่ใจมันเลย
“ข้าเพียงแค่ต้องการศึกษาวิถีแห่งมนุษย์อย่างจริงจัง สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงผลพลอยได้จากการบรรลุธรรมและการบำเพ็ญเท่านั้น”
หลี่เต้า…
ในตอนนั้นเองฉูจ้าวก็สงสัยขึ้นมา “จริงๆ แล้ว ข้าเองยังคิดไม่ออกว่า ผู้มีความสามารถที่ก่อตั้งสำนักขงจื๊อในตอนแรกนั้นคิดอย่างไร”
“หมายความว่าอย่างไร?”
“ตามหลักการแล้ว ผู้ที่สามารถสร้างสำนักขงจื๊อขึ้นมาได้ ก็ควรจะเป็นผู้มีความสามารถที่หลุดพ้นจากโลกียวิสัยแล้ว ควรจะมองทุกสิ่งด้วยใจสงบนิ่ง แต่ข้ากลับไม่เข้าใจว่า เหตุใดเขาจึงสามารถบรรลุการบำเพ็ญขงจื๊อซึ่งเป็นวิถีที่มีพลังการต่อสู้เหนือธรรมดาเช่นนี้ได้”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เต้าก็ตะลึงไปชั่วครู่ ก่อนจะหัวเราะเบาแล้วกล่าวว่า “อาจารย์ฉู ปัญหานี้ข้าน่าจะสามารถตอบแทนบูรพาจารย์ท่านนั้นได้”
“หืม?”
“คงจะมีหลายครั้งที่สนทนาธรรมกัน แล้วท่านอาจารย์ได้พบเจอกับคนที่พอโต้แย้งไม่ได้ ก็จะกลายเป็นผู้ที่ไม่ยอมฟังเหตุผลไปเลย ใช่หรือไม่”
“ก็เคยเจอแล้ว อาจารย์หลี่แก้ไขอย่างไรล่ะ”
“โดยทั่วไปแล้วก็ไม่สนใจ ทำไมต้องไปทะเลาะกับคนพาลด้วยเล่า”
“แล้วถ้าเขาจะลงมือล่ะ”
“ข้า…”
ฉูจ้าวยังพูดไม่ทันจบก็ต้องชะงักงันอยู่กับที่
หลี่เต้ายิ้มพลางกล่าวว่า “ที่จริงแล้ว วิถีการบำเพ็ญขงจื๊อก็มีไว้ เพื่อเวลาที่อีกฝ่ายเริ่มไม่ฟังเหตุผลแล้ว เราก็จะได้ทำให้พวกเขากลับมานั่งลงและฟังเหตุผลต่อให้จบ”
“ฮาฮาฮา” หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ฉูจ้าวก็หัวเราะออกมาดังลั่นอย่างอดไมไหว
ในขณะเดียวกัน กลิ่นอายอันเหนือธรรมดาบนร่างของเขาก็วูบหายไปอีกครั้ง
เมื่อเสียงหัวเราะหยุดลง ฉูจ้าวก็พูดอย่างจริงจัง “ข้าเป็นหนี้บุญคุณท่านอีกครั้งแล้ว”
พูดจบเขาก็หยิบแผ่นหยกออกมาจากอกเสื้อแล้วส่งให้หลี่เต้า
“ป้ายประจำตำแหน่งอาจารย์ใหญ่สำนักเหวินหัว”
“หมายความว่าอย่างไร?”
ฉูจ้าวตอบ “นับจากวันนี้เป็นต้นไป ท่านผู้ว่าการหลี่ก็คืออาจารย์ใหญ่คนที่สองของสำนักเหวินหัว”
“เช่นนี้เหมาะสมหรือ?”
“มีอะไรไม่เหมาะสมเล่า”
“แต่ว่า…”
“ด้วยสถานะนี้ แม้แต่เจ้าหนูจ้าวซิงนั่น เมื่อพบท่านก็ต้องคำนับแบบศิษย์ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง…”
คำพูดที่ตามมาหลังจากนั้นหลี่เต้าไม่ได้ยิน เขาได้ยินเพียงแค่ประโยคแรกเท่านั้น
ดังนั้นเขาจึงไม่ปฏิเสธอีกต่อไป เก็บแผ่นหยกเข้าไปในอกเสื้อของตนอย่างดี
เรื่องสถานะพวกนั้นเขาไม่ได้สนใจ แค่คิดว่าเจ้าแผ่นหยกนี้ดูเหมาะกับเขาดีก็เท่านั้น
เมื่อเห็นว่าหลี่เต้ารับเอาไว้แล้ว ฉูจ้าวก็เผยรอยยิ้มพึงพอใจออกมา
“เอาล่ะ ข้าก็ต้องไปแล้ว อ่านหนังสือมาหมื่นม้วน ก็ควรเดินทางหมื่นลี้บ้าง พวกเด็กเกเรเหล่านี้ข้าฝากไว้กับท่านแล้ว”
เมื่อคำพูดนั้นจบลง ก็เห็นเพียงฉูจ้าวถูกห่อหุ้มด้วยพลังปราณอันยิ่งใหญ่ ก่อนจะลอยขึ้นจากพื้นแล้วบินออกไปนอกลานบ้าน
ไม่นานก็ขึ้นไปสู่บนท้องฟ้า สุดท้ายเขาโบกมือให้ทุกคนครั้งหนึ่ง จากนั้นทั้งร่างก็หายลับไปในอากาศเทพมนุษย์
เมื่อมองดูฉูจ้าวที่หายลับไปตรงขอบฟ้า หลี่เต้าก็กำหนดเป้าหมายใหม่ให้ตัวเองในใจเงียบๆ
หลังจากฉูจ้าวจากไปแล้ว หลี่เต้าก็เบนสายตาไปยังซุยจื๋อและคนอื่นๆ
เขาค่อยๆ กล่าวว่า “ตอนนี้พวกเจ้ายอมรับแล้วหรือไม่?”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น พวกซุยจื๋อก็ไม่ได้พูดอะไรมาก ในดวงตาไม่มีความไม่ยินยอมอยู่ พวกเขาทำความเคารพในฐานะศิษย์อย่างเป็นธรรมชาติ
เมื่อเห็นดังนั้นหลี่เต้าก็พยักหน้าเบา ไม่เสียแรงที่เขาได้สั่งสอนไปมากมาย
จากนั้นเขาจึงเอ่ยปากว่า “ต่อไปข้าจะให้คนรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับดินแดนทางใต้มาให้พวกเจ้า เมื่อข้างนอกจัดการเรียบร้อยแล้ว พวกเจ้าก็สามารถไปรับตำแหน่งได้เลย
“ส่วนเรื่องตำแหน่งอะไรนั้น ราชสำนักไม่ได้ส่งพระราชโองการมา พวกเจ้าสามารถหารือกันเองได้
“สรุปคือ ไม่ว่าพวกเจ้าจะปกครองอย่างไร ข้ามีเพียงข้อเรียกร้องเดียว ภายในสามปี ชาวบ้านทั้งหมดในดินแดนทางใต้ต้องมีชีวิตความเป็นอยู่เหมือนคนปกติ หากทำไม่ได้พวกเจ้าก็กลับไปที่เดิมเถอะ”
หากเป็นก่อนที่จะได้ถกเถียงกับหลี่เต้า พวกเขาแต่ละคนคงจะมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม
แต่ตอนนี้พวกเขาเริ่มสงสัยในตัวเอง
อย่างไรก็ตาม การที่พวกเขาสามารถอยู่รอดจากการกีดกันภายในเมืองหลวงได้นั้น ก็เพราะไม่ใช่พวกคนที่จะพ่ายแพ้เพียงเพราะอุปสรรคเล็กน้อย
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาเพียงแค่มีทฤษฎีมากกว่าการปฏิบัติ แต่ก็ยังมีความสามารถอยู่
ดังนั้นหลังจากปรับตัวแล้ว ทุกคนก็รวบรวมความมั่นใจกลับมาอย่างรวดเร็ว