ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 389 การอำลา
ในวันต่อมาหลังจากที่ฉู่จ้าวจากไป ทั้งดินแดนทางใต้ยังคงพัฒนาไปอย่างเป็นระเบียบ
หลังจากที่หลี่เต้าบุกเข้าไปในเทือกเขาหมื่นลี้ก่อนหน้านี้ ดินแดนทางใต้ในปัจจุบันจึงสงบสุขดี
พร้อมกับการที่อำนาจของจวนผู้ว่าการเริ่มแทรกซึมออกไปสู่โลกภายนอกอย่างไม่หยุดยั้ง ในที่สุดกลุ่มคนจากสำนักเหวินหัวก็สามารถออกไปรับตำแหน่งภายนอกได้แล้ว
แต่ทว่าหลังจากอยู่ที่จวนผู้ว่าการมาระยะหนึ่งแล้ว คนเหล่านี้ที่ควรจะออกไปอย่างกระตือรือร้น กลับรู้สึกเสียดายขึ้นมาอย่างกะทันหัน
เพราะว่าตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในจวนผู้ว่าการนั้น ทุกครั้งที่พวกเขาถกเถียงกันแล้วพบปัญหาก็จะได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็วจากหลี่เต้า จนทำให้วิชาขงจื๊อของหลายคนพัฒนาขึ้นมาก
ในสถานการณ์เช่นนี้จะมีสักกี่คนกันที่ยอมจากไป แต่ในท้ายที่สุดพวกเขาก็เข้าใจดีว่าภารกิจหลักของตนคืออะไร
ดังนั้นพร้อมกับการที่ผู้คนจากสำนักเหวินหัวออกไปรับตำแหน่ง จวนผู้ว่าการก็ค่อยเริ่มรับช่วงอำนาจทางการเมืองในแต่ละพื้นที่อย่างเป็นทางการ
และเมื่อได้อำนาจทางการเมืองมาแล้ว นโยบายที่ดำเนินการโดยจวนผู้ว่าการก็เริ่มถูกนำไปปฏิบัติอย่างรวดเร็ว
โดยสรุปแล้วในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ จวนผู้ว่าการดินแดนทางใต้ครองอำนาจเหนือกว่าใคร ทุกสิ่งกำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว
และในขณะที่กำลังดำเนินการพัฒนาอยู่นั้น หลี่เต้าก็ได้ให้คนใต้บังคับบัญชาของเขาคอยสังเกตศัตรูที่ซ่อนตัวอยู่ในเทือกเขาหมื่นลี้ด้วย มีคนบางจำพวกที่ถ้าหากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถึงที่สุดก็จะไม่ยอมเลิกราง่าย ๆ
เวลาหนึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
วันนี้หลี่เต้ากำลังตรวจแก้ฎีกาที่เฉินโหยวส่งมาในห้องโถงใหญ่ เนื่องด้วยมีขุนนางถูกส่งออกไปแล้ว ดังนั้นในแต่ละท้องที่จึงเริ่มมีฎีกาส่งขึ้นมาที่จวนผู้ว่าการเป็นระยะ
“พวกเจ้านี่นะ”
หลังจากอ่านเนื้อหาในฎีกาอย่างชัดเจนแล้ว หลี่เต้าก็อดถอนหายใจไม่ได้ ฎีกาที่ส่งขึ้นมาเหล่านี้มีเรื่องจริงจังน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นคำถามจากพวกคนสำนักเหวินหัวที่ถูกส่งออกไปเสียมากกว่า เกี่ยวกับเรื่องนี้หลี่เต้าไม่ได้พูดอะไรมาก การที่พวกเขามีเวลาว่างเช่นนี้แสดงว่าพวกเขาจัดการงานในมือได้ไม่เลว
ดังนั้นหลี่เต้าจึงตอบคำถามเหล่านี้ทีละข้อ อย่างไรเสียเรื่องเหล่านี้สำหรับเขาแล้วก็เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น แต่คนเหล่านี้ดูเหมือนจะเริ่มคิดว่าเขาเป็นอาจารย์ไปจริงๆ เสียแล้ว
“พี่ชายหลี่อยู่หรือไม่?”
ในตอนนั้นเองพลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากลานบ้านด้านนอก
“หืม? ซานเหนียง?”
ไม่นานหลังจากนั้น ในห้องโถงใหญ่
หลี่เต้านั่งอยู่บนที่นั่งประธาน เขามองไปยังปี้โหยวเออร์ที่ยืนอยู่ข้างเถี่ยซานเหนียงแล้วกล่าวว่า “โหยวเออร์เจ้าไม่ต้องยืนแล้ว นั่งลงเถิด”
“ค่ะ…”
เมื่อเห็นเถี่ยซานเหนียงพยักหน้า โหยวเออร์จึงนั่งลงอย่างว่าง่าย หลังจากนั้นหลี่เต้าก็หันไปถามว่า “ซานเหนียง วันนี้เจ้ามาที่นี่เพื่อ…”
เถี่ยซานเหนียงเงยหน้าขึ้นมาก่อนจะกล่าวเสียงเบาว่า “พี่ชายหลี่ ข้าอาจจะต้องออกจากดินแดนทางใต้สักระยะหนึ่ง”
“หืม?”
หลี่เต้าพลันเงยหน้าขึ้นมอง “ออกไป? ไปที่ใด?”
“กลับเมืองหลวง”
“เหตุใดจึงต้องกลับเมืองหลวงอย่างกะทันหัน? มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือ?”
หากเป็นก่อนหน้านี้ด้วยความสัมพันธ์ของทั้งสองแล้ว หลี่เต้าคงไม่กล้าถามคำถามเช่นนี้ออกมาอย่างไม่เกรงใจ
แต่ปัจจุบันหลังจากที่ทั้งสองคนได้ติดต่อกันมากขึ้น ก็ได้กลายเป็นสหายกันแล้ว ดังนั้นการเป็นห่วงกันบ้างก็ถือเป็นเรื่องปกติ
เถี่ยซานเหนียงส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ไม่มีอะไรหรอก เพียงแต่ข้าอยากจะนำสิ่งที่พี่หลี่สอนไปยังเมืองหลวง”
“อันที่จริงแล้วเมื่อเทียบกับดินแดนทางใต้ สิ่งต่างๆ มากมายสามารถได้รับการพัฒนาที่ดีกว่าในโลกภายนอก”
“แน่นอนว่าผลลัพธ์ที่เกิดจากการพัฒนาสิ่งเหล่านี้ในโลกภายนอก ข้าก็จะไม่ลืมส่วนแบ่งของพี่หลี่เช่นกัน”
หลี่เต้าเข้าใจแล้วว่าเถี่ยซานเหนียงกำลังพูดถึงอะไร “เจ้าหมายถึงหนังสือพิมพ์หรือ?”
“นอกจากหนังสือพิมพ์แล้ว ยังมีสิ่งอื่นๆ อีกด้วย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เต้าก็ขมวดคิ้ว “สิ่งเหล่านี้อาจจะดำเนินไปได้อย่างราบรื่นในดินแดนทางใต้ แต่ในโลกภายนอกนั้นอาจจะไม่เหมือนกัน เจ้าต้องพิจารณาให้ดี สิ่งที่ข้าให้เจ้าไปหลายสิ่งนั้นมันไมอาจเปิดเผยได้โดยง่าย”
ในฐานะที่เคยเป็นคนยุคปัจจุบัน เขาเข้าใจดีที่สุดว่าสิ่งที่เขานำออกมาจะก่อให้เกิดผลกระทบเช่นไร ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น เพียงแค่คุณค่าของหนังสือพิมพ์เพียงอย่างเดียวก็น่ากลัวมากแล้ว
ทว่าความน่ากลัวไม่ได้อยู่ที่ตัวมันเอง แต่อยู่ที่ผลกระทบที่มันสามารถก่อให้เกิดขึ้นได้ หากไม่ระมัดระวังอาจกลายเป็นการละเมิดข้อห้ามใหญ่ได้
เมื่อได้ยินน้ำเสียงห่วงใยของหลี่เต้า เถี่ยซานเหนียงพลันรู้สึกอบอุ่นในใจอย่างบอกไม่ถูก นางเอ่ยเสียงเบาว่า “เรื่องนี้พี่หลี่วางใจได้ ซานเหนียงตัดสินใจเช่นนี้ก็คิดไตร่ตรองมาดีแล้ว”
“อีกอย่างข้ามั่นใจถึงเก้าส่วนว่าจะไม่เกิดปัญหาใดๆ และถึงแม้จะเกิดปัญหา ข้าก็ยังมีความสามารถปกป้องตัวเองได้ แน่นอนว่าเรื่องทางฝั่งข้าจะไม่ลามไปถึงพี่หลี่เด็ดขาด”
ตอนแรกยังไม่มีอะไร แต่พอได้ยินประโยคสุดท้าย หลี่เต้าก็อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นแล้วเอ่ยเสียงเบาว่า “ซานเหนียง เจ้าดูถูกข้าเกินไปแล้วกระมัง”
หากเป็นตอนที่เขาเพิ่งดิ้นรนออกมาจากค่ายนักโทษประหาร เขาอาจจะยังหวาดกลัวบางสิ่งบางอย่างอยู่ แต่พลังของเขาได้พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันนี้สิ่งที่ทำให้เขาหวาดกลัวได้นั้นมีไม่มากแล้ว
ด้วยพลังของเขาในตอนนี้ แม้จะไม่อาจกล่าวได้ว่าไร้เทียมทานในใต้หล้า แต่ในที่เปิดเผยแทบไม่มีใครสามารถทำอะไรเขาได้แล้ว อีกทั้งด้วยความเร็วในการพัฒนาพลังของเขานั้น เมื่อถึงเวลาที่ฝั่งเถี่ยซานเหนียงเกิดปัญหา พลังของเขาก็จะต้องยกระดับสูงขึ้นไปอีกแน่นอน
เมื่อได้ยินดังนั้นเถี่ยซานเหนียงก็กะพริบดวงตางาม จากนั้นนางส่งเสียงหัวเราะเบา “พี่หลี่ หากวันใดข้าเผชิญอันตรายที่ไมอาจปกป้องตัวเองได้ หากท่านรู้เรื่อง ท่านจะมาช่วยข้าหรือไม่?”
“หืม?”
หลี่เต้ามองไปที่ดวงตาของเถี่ยซานเหนียงโดยไม่รู้ตัว
ฟังจากน้ำเสียงของนาง หลี่เต้าคิดว่านางกำลังถามเล่น แต่ในแววตากลับมีความจริงจังอยู่เล็กน้อย “แน่นอนว่าข้าจะช่วย”
“จริงหรือ!”
“เจ้าเป็นเจ้านายที่จ่ายเงินให้ข้า ถ้าไม่ช่วยเจ้า ข้าก็คงขาดทุนแย่”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” สีหน้าเถี่ยซานเหนียงไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก แต่ในใจกลับรู้สึกผิดหวังอย่างบอกไม่ถูก
แต่เมื่อนางเงยหน้าขึ้นมองแล้วเห็นรอยยิ้มบางที่มีแววขบขันของหลี่เต้า นางจึงได้เข้าใจว่านั่นเป็นเพียงคำพูดล้อเล่น คำถามหยอกล้อ คำตอบหยอกเย้า จริงหรือเท็จก็ไมอาจรู้ โดยทั้งสองคนก็ไม่มีท่าทีที่จะถามต่อ เพราะหากจริงจังขึ้นมาก็เท่ากับแพ้เสียแล้ว
“เออ เจ้าจะออกเดินทางเมื่อไร” หลี่เต้าเอ่ยปากทำลายความเงียบที่ปกคลุมอยู่
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเถี่ยซานเหนียงก็กลับมาเป็นปกติ “หลังจากออกจากจวนผู้ว่าการก็จะเดินทางทันที”
จากนั้นนางก็พูดต่อว่า “จริงสิ ข้าได้สั่งท่านผู้ดูแลเถี่ยไว้แล้ว หลังจากข้าจากไป อำนาจสูงสุดของสมาคมการค้าตระกูลเถี่ยแห่งดินแดนทางใต้จะเป็นของพี่ชายหลี่ หากท่านต้องการให้พวกเขาทำอะไรก็สั่งได้เลย”
หลี่เต้าไม่สนใจคำพูดหลัง “รีบร้อนถึงเพียงนั้นเชียวหรือ”
“ก้าวแรกเร็ว ทุกก้าวก็เร็ว นี่คือพ่อค้าแม่ขาย”
“งั้นข้าจะสนใจ”
“ไม่ต้องรบกวนพี่หลี่หรอก” เถี่ยซานเหนียงอยากจะพูดต่อโดยไม่รู้ตัว แต่พอคำพูดออกจากปากกลับเปลี่ยนไป
ไม่นานหลังจากนั้น นอกเมืองเทียนหนาน
หลี่เต้ามองส่งเถี่ยซานเหนียงและปี้โหยวเออร์ขึ้นรถม้า
หลังจากขึ้นรถ เถี่ยซานเหนียงก็เลิกม่านขึ้นแล้วกล่าวเบาๆ ว่า “พี่หลี่ ท่านส่งถึงแค่นี้ก็พอแล้ว รีบกลับไปเถิด”
หลี่เต้าพยักหน้า ดูเหมือนว่าจะนึกอะไรได้จึงเอ่ยปากขึ้นมาอย่างกะทันหัน “อ้อ ใช่ ถ้าหากเจอปัญหาที่แก้ไขไม่ได้จริงๆ ให้คนมาบอกข้าสักคำ บางทีข้าอาจช่วยเจ้าได้”
เถี่ยซานเหนียงไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่พยักหน้ารับเบาๆ